ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เป็นประธานาธิบดีจีนเป็นสมัยที่สอง ตามความคาดหมาย ซึ่งจากนี้จีนก็จะสานต่อนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะกับโครงการ Belt and Road ที่ไทยเราก็มีส่วนกับเขาอยู่ด้วย
ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำงานอะไรก็จะอิงอยู่กับกฎหมายตลอด จึงมีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อ โดยเฉพาะกับเรื่องสำคัญอย่างการปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของจีน และความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำโครงการ Belt and Road ที่จะเชื่อมโลกให้สำเร็จ
ในส่วนของโครงการ Belt and Road ได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกระแวงจากหลายประเทศที่กลัวอิทธิพลจีน ซึ่งสี จิ้นผิง ก็ได้กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า การพัฒนาของจีนจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศใด ๆ เพราะจีนไม่ได้ต้องการเป็นมหาอำนาจสูงสุด หรือฝักใฝ่การขยายอิทธิพล แต่จะอยู่บนเส้นทางของการพัฒนาอย่างสันติ และจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ที่เปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก สร้างผลประโยชน์และความมั่งคั่งร่วมกัน โดยจะแบ่งปันความเชี่ยวชาญ วิธีแก้ปัญหา และความแข็งแกร่งของจีนให้กับทั่วโลก ซึ่งจีนจะพยายามยึดมั่นในความเป็นธรรมและความยุติธรรมตามหลักสากล และจะไม่บังคับผู้อื่นให้กระทำตามที่จีนต้องการ (แถมยังแอบเหน็บ ๆ ด้วยว่า มีเพียงผู้ที่คุ้นชินกับการคุกคามผู้อื่นเท่านั้นที่จะมองว่า ผู้อื่นเป็นภัยคุกคาม)
ในเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับที่ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวไว้ว่า จีนไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจ แต่เรียกตัวเองผ่านสื่อว่า เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้คำว่า คลื่นจีน อุปมาอุปไมยว่า จีนเปรียบเหมือนกับคลื่นที่จะยกระดับทุกประเทศที่อยู่บนคลื่นนี้ขึ้นไปพร้อม ๆ กับจีน (อาจารย์ว่า เป็นคำพูดที่หวานมากจนอยากจะอ้วก ไม่รู้จะเชื่อดีหรือเปล่า แต่เป็นสิ่งที่จีนเรียกว่า การทูตชายขอบ)
แต่จะอย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยเราเมื่อต้องร่วมขบวนกับจีนแล้ว ศ.ดร.ยศ ให้ความเห็นว่า ก็ควรจะเรียนรู้จากจีน เพราะจีนมีอะไรให้เรียนรู้และศึกษามาก แทนที่จะไปหมั่นไส้ หรือไปกลัวเขา
เรื่องไทยกับจีนนี้มีขยายความให้หน่อย ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข้างต้น แต่แสดงให้เห็นว่า เรามีสายสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีเชื้อสายจีนประมาณเท่าไร?
เป็นที่ทราบกันดีว่า พระมหากษัตริย์ของไทยในรัชสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับตราตั้งโลโถจากพระเจ้ากรุงจีนแห่งปักกิ่ง ราชวงศ์ต้าชิง และมีเชื้อสายจีนสืบทอดมา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แซ่แต้ (เจิ้ง) เชื้อสายแต้จิ๋วเมืองเท้งไฮ้ (เฉิ่งไห่) แต่เชื้อสายจีนในราชวงศ์จักรีมาจากไหนบ้างและแต่ละพระองค์มีเชื้อสายจีนประมาณเท่าใด? หากสืบค้นและคำนวณคร่าวๆ อาจจะหาได้ดังนี้
1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก - ทรงเป็นลูกครึ่งจีน เชื้อสายจีนฮกเกี้ยน 50%
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก (ทองดี) กับพระชนนีอัครชายา (หยก) โดยพระอัครชายา (หยก) เป็นธิดาคนโตของจีนหลงคหบดีชาวจีนฮกเกี้ยน กับภรรยาชื่อกิม ซึ่งเป็นจีนแท้ทั้งคู่ บ้านอยู่บริเวณป้อมเพชร กรุงศรีอยุธยา
2. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน 25%
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (จีน50%) กับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (ราชินิกุล ณ บางช้าง) ซึ่งสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ทรงเป็นลูกครึ่งมอญ
3. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน 12.5%
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (จีน 25% มอญ 25%) กับเจ้าจอมมารดาเรียมหรือพระศรีสุลาไลย ซึ่งทรงเป็นลูกเสี้ยวเชื้อสายแขกมุสลิมสุหนี่สุลต่านแห่งสงขลาทางพระอัยกี (มุสลิม 25%)
4. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน 50%
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (จีน 25%) กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (จีน 75%) เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทรงเป็นพระธิดาของเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ชาวจีนฮกเกี้ยนเศรษฐีใหญ่ที่ถนนตาลกรุงศรีอยุธยา กับสมเด็จฯกรมพระศรีสุดารักษ์ พระภคินีในรัชกาลที่ 1 ซึ่งก็เป็นลูกครึ่งจีน
5. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงมีเชื้อสายจีน 28.125%
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จีน 50%) กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (จีน 6.25%) ซึ่งสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี มีเชื้อสายจีนทางพระชนก คือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ (จีน 12.5%) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระนั่งเกล้าฯ (จีน 25%) กับเจ้าจอมมารดาทรัพย์
6. พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนผสมแต้จิ๋ว ประมาณ 39% (ฮกเกี้ยน 32.75% แต้จิ๋ว 6.25%)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จีน 28.125%) กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (จีน 50%) โดยสมเด้จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระธิดาของพระจอมเกล้าฯ (จีน 50%) กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) (จีน 50%) ซึ่งเป็นธิดาของหลวงอาสาสำแดง (จีนเต็ง) เชื้อสายแต้จิ๋ว กับคุณท้าวสุจริตธำรง (นาค) ที่มีเชื้อสายจีนแต่บรรพบุรุษนานแล้ว
7. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนผสมแต้จิ๋ว ประมาณ 39% เช่นเดียวกับพระเชษฐา
8. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ - ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนผสมแต้จิ๋วประมาณ 19.5%
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (จีน 39%) ที่ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จีน 28.125%) กับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (จีน 50%) อันเป็นพระขนิษฐาร่วมอุทรกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ กับหม่อมสังวาลย์ หรือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่เชื่อว่ามีเชื้อสายชาวลาวเวียงจันทน์ทั้งทางพระชนกชูและพระชนนีคำ
9. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนผสมแต้จิ๋ว ประมาณ 19.5% เช่นเดียวกับพระเชษฐา
10. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีเชื้อสายจีนประมาณ 21.25%
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (จีน 19.5%) กับสมเด็จพระนางเจ่าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (จีน 23%) โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นพระธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (จีน 44.5%) อันเป็นโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (จีน 39%) กับหม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร (จีน 50%) [รายละเอียดในเรื่องเชื้อสายจีนของสมเด็จพระนางเจ้าฯ นั้นสืบทอดหลายชั้นทั้งแปดสาแหรก กรุณาสอบทานอีกทีหนึ่ง] กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร (มีเชื้อจีนแต่เบาบางจากทางบิดา คือเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์))
จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ในสายพระโลหิตของพระบรมราชจักรีวงศ์ไทย เกี่ยวพันกับเชื้อสายจีนมาโดยตลอดนับแต่พระอัครชายา (หยก) อันเป็นพระปฐมราชชนนี และยังสืบทอดต่อเนื่องมาไม่ขาดในสายราชินิกุล โดยนับว่ามีเชื้อสายฮกเกี้ยนดั้งเดิมมากกว่าแต้จิ๋ว
ในวันตรุษจีนของทุกปี ยังมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย และในงานพระราชพิธีพระบรมศพ ก็ได้มีการจัดพระราชพิธีกงเต๊กหลวงถวายเป็นพระราชกุศลเป็นประจำ มีการนิมนต์คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาเจริญพระพุทธมนต์ร่วมในพิธีหลวง
พระบรมโพธิสมภารปกแผ่จึงอำนวยให้ชาวจีนที่อพยพมา ได้อาศัยเจริญเติบโตก้าวหน้าค้าขาย เป็นใหญ่ในบ้านเมืองจนตราบเท่าทุกวันนี้ รวมถึงการสานความสัมพันธ์ไทย-จีนในทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งพระราชวงศ์ไทยได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์เชื่อมสัมพันธไมตรีไทย-จีนที่ดีตลอดมา
ขอพระมหาบรมราชจักรีวงศ์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี
(พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเครื่องทรงอ๋องแบบจีนราชวงศ์ชิง)
อ้างอิงจาก https://www.facebook.com/terasphere/posts/10154506394856809
-----------------
คลื่นจีนยุคใหม่
ผศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำงานอะไรก็จะอิงอยู่กับกฎหมายตลอด จึงมีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อ โดยเฉพาะกับเรื่องสำคัญอย่างการปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของจีน และความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำโครงการ Belt and Road ที่จะเชื่อมโลกให้สำเร็จ
ในส่วนของโครงการ Belt and Road ได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกระแวงจากหลายประเทศที่กลัวอิทธิพลจีน ซึ่งสี จิ้นผิง ก็ได้กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า การพัฒนาของจีนจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศใด ๆ เพราะจีนไม่ได้ต้องการเป็นมหาอำนาจสูงสุด หรือฝักใฝ่การขยายอิทธิพล แต่จะอยู่บนเส้นทางของการพัฒนาอย่างสันติ และจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ที่เปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก สร้างผลประโยชน์และความมั่งคั่งร่วมกัน โดยจะแบ่งปันความเชี่ยวชาญ วิธีแก้ปัญหา และความแข็งแกร่งของจีนให้กับทั่วโลก ซึ่งจีนจะพยายามยึดมั่นในความเป็นธรรมและความยุติธรรมตามหลักสากล และจะไม่บังคับผู้อื่นให้กระทำตามที่จีนต้องการ (แถมยังแอบเหน็บ ๆ ด้วยว่า มีเพียงผู้ที่คุ้นชินกับการคุกคามผู้อื่นเท่านั้นที่จะมองว่า ผู้อื่นเป็นภัยคุกคาม)
ในเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับที่ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวไว้ว่า จีนไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจ แต่เรียกตัวเองผ่านสื่อว่า เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้คำว่า คลื่นจีน อุปมาอุปไมยว่า จีนเปรียบเหมือนกับคลื่นที่จะยกระดับทุกประเทศที่อยู่บนคลื่นนี้ขึ้นไปพร้อม ๆ กับจีน (อาจารย์ว่า เป็นคำพูดที่หวานมากจนอยากจะอ้วก ไม่รู้จะเชื่อดีหรือเปล่า แต่เป็นสิ่งที่จีนเรียกว่า การทูตชายขอบ)
แต่จะอย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยเราเมื่อต้องร่วมขบวนกับจีนแล้ว ศ.ดร.ยศ ให้ความเห็นว่า ก็ควรจะเรียนรู้จากจีน เพราะจีนมีอะไรให้เรียนรู้และศึกษามาก แทนที่จะไปหมั่นไส้ หรือไปกลัวเขา
เรื่องไทยกับจีนนี้มีขยายความให้หน่อย ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข้างต้น แต่แสดงให้เห็นว่า เรามีสายสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
-----------------