บทความนี้เป็นงานเขียนสารคดีท่องเที่ยวนะครับ ต่อจากบทความตามลิงค์นี้เรื่องเชียงใหม่"อิฐแดงกำแพงเงิน"
https://pantip.com/topic/37227807
โดยบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกาแฟทั้งหมด ผมเลยเขียนแยกเป็นอีกบทความหนึ่ง เผื่อใครสนใจจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องกาแฟจะได้อ่านแต่เฉพาะบทความนี้และพูดคุยกัน
ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับกาแฟทั้งหมด ดังนี้
กำแพงเงิน
“เชียงใหม่เมืองหลวงของกาแฟ” เป็นประเด็นที่ผมค้นเจอหลังจากที่หาข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความรักและหลงใหลในกลิ่นกาแฟของผมในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับผมเพราะในเมื่อผมอยากหาจังหวัดที่เป็นบ้านหลังที่ ๓ ผมก็ควรจะมีอาชีพ ช่องทางที่จะทำมาหากินได้ในจังหวัดนั้น เชียงใหม่เมืองหลวงของกาแฟจึงเป็นเรื่องที่ผมต้องหาคำตอบให้ได้ว่า คนรักกาแฟแบบผมจะทำอาชีพอะไรเกี่ยวกับกาแฟได้บ้างในจังหวัดเชียงใหม่

ผมเริ่มหาคำตอบไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๗ ถนนโชตนา สายเชียงใหม่-แม่จันก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๕ ถนนสายแม่มาลัย-ปายเพื่อไปสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดด้วยความหวังว่าที่นี่จะมีคำตอบสำหรับผม

สถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำแม่ฮา มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ ๒๖.๕ องศาเซลเซียส สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๐๐ กว่าเมตร สถานีวิจัยแห่งนี้พัฒนามาจากศูนย์วิจัยกาแฟอาราบิก้าเพื่อต่อสู้และป้องกันการแพร่ระบาดโรคราสนิม โดยกรมวิชาการเกษตรได้ประสานความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา การวิจัยสายพันธุ์กาแฟเริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๓ จนเกิดสายพันธุ์กาแฟที่ต้านโรคราสนิมชื่อ “กาแฟคาติมอร์(Catimor)” หลังจากนั้นสายพันธุ์กาแฟของสถานีวิจัยฯได้แพร่ออกไปยังแหล่งปลูกกาแฟพื้นที่ต่างๆเช่น ขุนวาง วาวี ดอยมูเซอ ป่าเมี่ยงดอยสะเก็ด เป็นต้น จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หม่อมเจ้าภัศเดช รัชนีทรงกรุณารับสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดไว้ในความดูแลของโครงการหลวงจนมาเป็นสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดในปัจจุบัน นอกจากสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดจะเป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์กาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์แล้ว สถานีวิจัยแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ทดสอบการผลิตพืชผัก สมุนไพร ผลไม้เมืองหนาว และมีฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กทั้ง หมู นกกะทา ไก่ ฯลฯ เพื่อให้ความรู้และส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่สูงได้มีอาชีพมีรายได้พึ่งพาตนเองได้
จากถนนแม่มาลัย-ปายผมเลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางของสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด ต้นไม้และความเย็นเชื้อเชิญผมให้ไต่ความสูงของแนวเทือกเขาถนนธงชัยไปที่ละน้อยด้วยความตื่นเต้น ทั้งหมดนี้ผมต้องสารภาพเลยว่าผมโคตรดีใจเลยที่เช่ารถขับมา เพราะตอนแรกที่วางแผนไว้พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯแนะนำให้เช่ารถจากเชียงใหม่ขับมา แต่เห็นว่าระยะทางมันไกล และผมไม่เคยเที่ยวแบบเช่ารถเลย จึงคิดว่าคนให้เช่ารถคงไม่ให้เช่ามาไกลขนาดจะข้ามจังหวัด พี่เจ้าหน้าที่อุทยานจึงแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งว่าถ้าไม่เช่ารถขับมาก็นั่งรถตู้เชียงใหม่-ปาย มาหลงปากทางหรือให้เขาเข้ามาส่งที่น้ำตกหมอกฟ้า แล้วโบกรถเข้ามาในสถานีวิจัยฯ ในตอนนั้นผมดูกูเกิ้ลแมพแล้วละ “ในใจคิดว่าจากปากทางถึงสถานีวิจัยแค่ ๓ กิโลฯ มีน้ำตกระหว่างทาง กระจอก เดินเที่ยวน้ำตก

เลย” มาถึงตอนนี้ต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจถูกที่เช่ารถมา ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆว่าถ้าต้องเดินขึ้นเขา ๓ กิโลฯ สภาพผมจะเป็นอย่างไร

ภายในสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดร่มรื่น สงบเย็น มีต้นไม้น้อยใหญ่ประสานค้ำจุนเกื้อกูลให้ร่มเงา รักษาความเย็น และความชื่น ที่เป็นพระเอกก็เป็นพุ่มกาแฟความสูงเท่าหน้าอกคนอย่างสม่ำเสมอเรียงราย เหนือต้นกาแฟก็เป็นไม้ยืนต้นคอยกันแดดกันฝนปกป้องต้นกาแฟ ขณะเดียวกันก็มีพืชเช่น พริกไทย กระวานปลูกแซมร่วมกับต้นกาแฟ สมชื่อสวนกาแฟแห่งแม่หลอด

ผมขับรถเข้ามาในสถานีวิจัยคนเดียวด้วยความงงๆ ในขนาดที่เจ้าหน้าที่ภายในสถานีฯจะดูงงยิ่งกว่า ผู้ชายคนเดียว ขับรถมาจากเชียงใหม่ แทนที่จะไปเที่ยวที่อื่น แต่มาทำไมที่แม่หลอด เพราะจริงๆแล้วถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลการท่องเที่ยว หรือถ้าไม่มาเป็นหมู่คณะ ไม่มีใครมาแม่หลอดคนเดียวอย่างผม ผมมาทำไม? ด้วยความจริงใจผมก็พยายามอธิบายทุกคนที่สงสัยว่า “ผมมาขอความรู้ คำแนะนำเรื่องกาแฟ” อย่างไรก็ตามผมมาถึงสถานีวิจัยแม่หลอดก็บ่ายคล้อยแล้ว ผมจึงเลือกเดินสำรวจสถานีวิจัยฯจนเย็น โดยเช้าวันรุ่งขึ้นผมมีนัดขอความรู้และคำแนะนำจากพี่นักวิชาการกาแฟ

และเช้านั้นก็มาถึง หลังทานข้าวเช้าและกาแฟแก้วแรกเสร็จ ผมได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องกาแฟในทุกมิติกับพี่จักราช สาอุดร หรือพี่โอ๋ นักวิชาการกาแฟประจำสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด พี่โอ๋ให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผมจนได้ข้อสรุปแทบจะทันทีเลยว่า ผมยังไม่ควรเลือกเดินทางสายกาแฟ ผมมีความรู้เรื่องกาแฟน้อยนิดมากๆ และความรู้ที่มีอันน้อยนิดนั้นก็เป็นความเข้าใจแบบผิดๆด้วย
ผมจะไปเปิดร้านกาแฟที่เชียงใหม่
โดยบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกาแฟทั้งหมด ผมเลยเขียนแยกเป็นอีกบทความหนึ่ง เผื่อใครสนใจจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องกาแฟจะได้อ่านแต่เฉพาะบทความนี้และพูดคุยกัน
ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับกาแฟทั้งหมด ดังนี้
กำแพงเงิน
“เชียงใหม่เมืองหลวงของกาแฟ” เป็นประเด็นที่ผมค้นเจอหลังจากที่หาข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความรักและหลงใหลในกลิ่นกาแฟของผมในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับผมเพราะในเมื่อผมอยากหาจังหวัดที่เป็นบ้านหลังที่ ๓ ผมก็ควรจะมีอาชีพ ช่องทางที่จะทำมาหากินได้ในจังหวัดนั้น เชียงใหม่เมืองหลวงของกาแฟจึงเป็นเรื่องที่ผมต้องหาคำตอบให้ได้ว่า คนรักกาแฟแบบผมจะทำอาชีพอะไรเกี่ยวกับกาแฟได้บ้างในจังหวัดเชียงใหม่
ผมเริ่มหาคำตอบไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๗ ถนนโชตนา สายเชียงใหม่-แม่จันก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๙๕ ถนนสายแม่มาลัย-ปายเพื่อไปสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดด้วยความหวังว่าที่นี่จะมีคำตอบสำหรับผม
สถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำแม่ฮา มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ ๒๖.๕ องศาเซลเซียส สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๐๐ กว่าเมตร สถานีวิจัยแห่งนี้พัฒนามาจากศูนย์วิจัยกาแฟอาราบิก้าเพื่อต่อสู้และป้องกันการแพร่ระบาดโรคราสนิม โดยกรมวิชาการเกษตรได้ประสานความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา การวิจัยสายพันธุ์กาแฟเริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๓ จนเกิดสายพันธุ์กาแฟที่ต้านโรคราสนิมชื่อ “กาแฟคาติมอร์(Catimor)” หลังจากนั้นสายพันธุ์กาแฟของสถานีวิจัยฯได้แพร่ออกไปยังแหล่งปลูกกาแฟพื้นที่ต่างๆเช่น ขุนวาง วาวี ดอยมูเซอ ป่าเมี่ยงดอยสะเก็ด เป็นต้น จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หม่อมเจ้าภัศเดช รัชนีทรงกรุณารับสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดไว้ในความดูแลของโครงการหลวงจนมาเป็นสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดในปัจจุบัน นอกจากสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดจะเป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์กาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์แล้ว สถานีวิจัยแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ทดสอบการผลิตพืชผัก สมุนไพร ผลไม้เมืองหนาว และมีฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กทั้ง หมู นกกะทา ไก่ ฯลฯ เพื่อให้ความรู้และส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่สูงได้มีอาชีพมีรายได้พึ่งพาตนเองได้
จากถนนแม่มาลัย-ปายผมเลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางของสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด ต้นไม้และความเย็นเชื้อเชิญผมให้ไต่ความสูงของแนวเทือกเขาถนนธงชัยไปที่ละน้อยด้วยความตื่นเต้น ทั้งหมดนี้ผมต้องสารภาพเลยว่าผมโคตรดีใจเลยที่เช่ารถขับมา เพราะตอนแรกที่วางแผนไว้พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯแนะนำให้เช่ารถจากเชียงใหม่ขับมา แต่เห็นว่าระยะทางมันไกล และผมไม่เคยเที่ยวแบบเช่ารถเลย จึงคิดว่าคนให้เช่ารถคงไม่ให้เช่ามาไกลขนาดจะข้ามจังหวัด พี่เจ้าหน้าที่อุทยานจึงแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งว่าถ้าไม่เช่ารถขับมาก็นั่งรถตู้เชียงใหม่-ปาย มาหลงปากทางหรือให้เขาเข้ามาส่งที่น้ำตกหมอกฟ้า แล้วโบกรถเข้ามาในสถานีวิจัยฯ ในตอนนั้นผมดูกูเกิ้ลแมพแล้วละ “ในใจคิดว่าจากปากทางถึงสถานีวิจัยแค่ ๓ กิโลฯ มีน้ำตกระหว่างทาง กระจอก เดินเที่ยวน้ำตก
ภายในสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอดร่มรื่น สงบเย็น มีต้นไม้น้อยใหญ่ประสานค้ำจุนเกื้อกูลให้ร่มเงา รักษาความเย็น และความชื่น ที่เป็นพระเอกก็เป็นพุ่มกาแฟความสูงเท่าหน้าอกคนอย่างสม่ำเสมอเรียงราย เหนือต้นกาแฟก็เป็นไม้ยืนต้นคอยกันแดดกันฝนปกป้องต้นกาแฟ ขณะเดียวกันก็มีพืชเช่น พริกไทย กระวานปลูกแซมร่วมกับต้นกาแฟ สมชื่อสวนกาแฟแห่งแม่หลอด
ผมขับรถเข้ามาในสถานีวิจัยคนเดียวด้วยความงงๆ ในขนาดที่เจ้าหน้าที่ภายในสถานีฯจะดูงงยิ่งกว่า ผู้ชายคนเดียว ขับรถมาจากเชียงใหม่ แทนที่จะไปเที่ยวที่อื่น แต่มาทำไมที่แม่หลอด เพราะจริงๆแล้วถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลการท่องเที่ยว หรือถ้าไม่มาเป็นหมู่คณะ ไม่มีใครมาแม่หลอดคนเดียวอย่างผม ผมมาทำไม? ด้วยความจริงใจผมก็พยายามอธิบายทุกคนที่สงสัยว่า “ผมมาขอความรู้ คำแนะนำเรื่องกาแฟ” อย่างไรก็ตามผมมาถึงสถานีวิจัยแม่หลอดก็บ่ายคล้อยแล้ว ผมจึงเลือกเดินสำรวจสถานีวิจัยฯจนเย็น โดยเช้าวันรุ่งขึ้นผมมีนัดขอความรู้และคำแนะนำจากพี่นักวิชาการกาแฟ
และเช้านั้นก็มาถึง หลังทานข้าวเช้าและกาแฟแก้วแรกเสร็จ ผมได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องกาแฟในทุกมิติกับพี่จักราช สาอุดร หรือพี่โอ๋ นักวิชาการกาแฟประจำสถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด พี่โอ๋ให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผมจนได้ข้อสรุปแทบจะทันทีเลยว่า ผมยังไม่ควรเลือกเดินทางสายกาแฟ ผมมีความรู้เรื่องกาแฟน้อยนิดมากๆ และความรู้ที่มีอันน้อยนิดนั้นก็เป็นความเข้าใจแบบผิดๆด้วย