สภาผู้ส่งออกจี้ชะลอขึ้นค่าแรง แก้ไขค่าบาทแข็งฉุดส่งมูลค่าออกส่งออกปี 61 หาย 5,000 ล้านเหรียญ อุตสาหกรรมเสี่ยงเสียหายหนักมาก กระทบความสามารถการแข่งขันของไทยในปี 61
น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกในเดือนธ.ค. 2560 มีมูลค่า 19,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ทั้งปีที่ผ่านมามีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งมีปัจจัยบวกที่จะส่งผลถึงการส่งออกในปี 2561 คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.9% การปรับตัวของลักษณะสินค้าไทยตามความต้องการของตลาดโลก เป็นต้น
สำหรับ ภาพรวมการส่งออกในปี 2561 เชื่อว่า การส่งออกยังคงขยายตัวได้ได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 5.5 %หรือมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของจีดีพี คาดว่าจะขยายตัวที่ประมาณ 4 %
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ค่าเงินดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าบาทแข็งขึ้น โดยในปีนี้พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.85% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะนโยบาย American First และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น จากการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ
“ผลลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทและการปรับขึ้นค่าแรง อาจส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการส่งออก ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.5 %ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้การส่งออกเติบโตลดลงเหลือ 3.5 %” น.ส.กัณญภัค กล่าว
น.ส.กัณญภัค กล่าวย้ำอีกว่า แม้การส่งออกยังคงขยายตัวได้ได้ดี แต่จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถึง 11 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงที่จะมีผลในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ทำให้คาดว่าผู้ประกอบการใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบ 100 %และพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร , สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม , และไก่สดแช่เย็น-แช่แข็งแปรรูป ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ มองว่า รัฐบาลควรชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการได้ปรับตัว และเป็นโอกาสดีที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรใหม่
นอกจากนี้ ยังควรขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษี SMEs 1.15 เท่า ออกไปเป็น 2 ปี จากเดิมที่จะมีผลถึงแค่สิ้นปีนี้ และควรขยายเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นำเข้าเครื่องจักรและนำระบบดิจิตัลมาปรับปรุงธุรกิจ เป็นเวลา 5 ปี ตลอดจนลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร รวมถึงควรลดเงินสมทบที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้ประกันสังคมจาก 5 %เหลือ 1-3 % และที่สำคัญคือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องสอดคล้องกับทักษะแรงงาน โดยมีใบประกาศรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานรองรับด้วย
JJNY : ปฏิรูปเสดตะกิดดี๊ดี..ซี้จุกสูญ สภาผู้ส่งออกร้องบาทแข็ง ฉุดส่งออกหายไป 5,000 ล้านเหรียญ ขอชะลอขึ้นค่าแรงอีก 1 ปี
น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกในเดือนธ.ค. 2560 มีมูลค่า 19,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ทั้งปีที่ผ่านมามีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งมีปัจจัยบวกที่จะส่งผลถึงการส่งออกในปี 2561 คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.9% การปรับตัวของลักษณะสินค้าไทยตามความต้องการของตลาดโลก เป็นต้น
สำหรับ ภาพรวมการส่งออกในปี 2561 เชื่อว่า การส่งออกยังคงขยายตัวได้ได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 5.5 %หรือมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในส่วนของจีดีพี คาดว่าจะขยายตัวที่ประมาณ 4 %
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ค่าเงินดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าบาทแข็งขึ้น โดยในปีนี้พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.85% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะนโยบาย American First และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น จากการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ
“ผลลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทและการปรับขึ้นค่าแรง อาจส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการส่งออก ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.5 %ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้การส่งออกเติบโตลดลงเหลือ 3.5 %” น.ส.กัณญภัค กล่าว
น.ส.กัณญภัค กล่าวย้ำอีกว่า แม้การส่งออกยังคงขยายตัวได้ได้ดี แต่จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาถึง 11 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงที่จะมีผลในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ทำให้คาดว่าผู้ประกอบการใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบ 100 %และพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร , สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม , และไก่สดแช่เย็น-แช่แข็งแปรรูป ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ มองว่า รัฐบาลควรชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการได้ปรับตัว และเป็นโอกาสดีที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรใหม่
นอกจากนี้ ยังควรขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษี SMEs 1.15 เท่า ออกไปเป็น 2 ปี จากเดิมที่จะมีผลถึงแค่สิ้นปีนี้ และควรขยายเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่นำเข้าเครื่องจักรและนำระบบดิจิตัลมาปรับปรุงธุรกิจ เป็นเวลา 5 ปี ตลอดจนลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร รวมถึงควรลดเงินสมทบที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้ประกันสังคมจาก 5 %เหลือ 1-3 % และที่สำคัญคือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องสอดคล้องกับทักษะแรงงาน โดยมีใบประกาศรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานรองรับด้วย