วันนี้ (24 ม.ค.) ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นกรณีสังคมตั้งคำถามต่อประเด็นการส่อปกปิด ไม่ชี้แจงทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หลังมีการค้นพบภาพถ่ายนาฬิกาหรูมากกว่า 25 เรือน ที่รองนายกฯใส่ ไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่แจงต่อ ปปช. โดยผศ.ดร.พรสันต์ ระบุว่า
หลังจากที่ ปปช. แถลงความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบนาฬิกาและแหวนเพชรวันนี้ เกิดความเคลือบแคลงจากหลายฝ่ายอันนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ไม่ใช่เพียงแต่แค่กับคุณประวิตรเอง หากแต่ยังรวมไปถึงองค์กรอย่าง ปปช. ด้วย (เป็นสิ่งที่อันตรายและต้องตระหนักอย่างมากในเชิงหลักการ) ผมคิดว่าหากพิจารณาในเชิงกลไกของรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังมีช่องทางที่จะช่วยให้ความสงสัยคาใจในประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นนั่นคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ได้มีการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมืองไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้น ระบอบรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมืองและสถาบันการเมืองบางส่วนก็เริ่มฟังก์ชั่นไปแล้วบ้าง จึงส่งผลให้องค์กรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจำต้องปฏิบัติภารกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติด้วย
จริงอยู่แม้ว่าปัจจุบันเรายังไม่มีการเลือกตั้งอันหมายถึง เรายังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หากแต่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ม.263 บัญญัติให้สมาชิกสภานิติบัญญัติทำหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภา จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ดังนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติจึงมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องกระทำการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือ “อย่างน้อย” ตามรัฐธรรมนูญ ม.152 มีการบัญญัติให้อำนาจแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่ลงมติก็ได้ อันหมายถึง สมาชิกสภานิติบัญญัติย่อมมีอำนาจเต็มตามบัญญัติข้างต้น
เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญอันธำรงไว้ซึ่ง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) ผมขอเสนอและเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ในการซักถามประเด็นนาฬิกานี้ให้ชัดเจน เพื่อคลายความสงสัยของสังคม โดยผมเองถือว่าเป็น “หน้าที่” ของท่านเสียด้วยซ้ำไปที่ต้องกระทำการดังกล่าว เพราะทุกท่านถือเป็น “ผู้แทนของปวงชนชาวไทย” ตามที่มีการบัญญัติไว้ใน ม.114 ของรัฐธรรมนูญ
หากพิเคราะห์ในเชิงหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ผมเห็นว่ากลไกการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างน้อย 2 ประการคือ
1. สภานิติบัญญัติเองได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบฝ่ายบริหารตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ อันสะท้อนว่ากลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลยังคงทำหน้าที่ได้อย่างไม่สะดุด หรือติดขัด และ
2. เปิดเวทีให้คุณประวิตรได้ชี้แจงอันเป็นการแสดงถึงความบริสุทธ์ของตนเองตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญอีกด้วย
JJNY : นักวิชาการ แนะ สนช.เปิดซักฟอกบิ๊กป้อมปมนาฬิกาหรู ชี้ เป็นหน้าที่ตามรธน.ปัจจุบัน
หลังจากที่ ปปช. แถลงความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบนาฬิกาและแหวนเพชรวันนี้ เกิดความเคลือบแคลงจากหลายฝ่ายอันนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ไม่ใช่เพียงแต่แค่กับคุณประวิตรเอง หากแต่ยังรวมไปถึงองค์กรอย่าง ปปช. ด้วย (เป็นสิ่งที่อันตรายและต้องตระหนักอย่างมากในเชิงหลักการ) ผมคิดว่าหากพิจารณาในเชิงกลไกของรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังมีช่องทางที่จะช่วยให้ความสงสัยคาใจในประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นนั่นคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ได้มีการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมืองไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้น ระบอบรัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมืองและสถาบันการเมืองบางส่วนก็เริ่มฟังก์ชั่นไปแล้วบ้าง จึงส่งผลให้องค์กรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจำต้องปฏิบัติภารกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติด้วย
จริงอยู่แม้ว่าปัจจุบันเรายังไม่มีการเลือกตั้งอันหมายถึง เรายังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หากแต่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ม.263 บัญญัติให้สมาชิกสภานิติบัญญัติทำหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภา จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ดังนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติจึงมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องกระทำการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือ “อย่างน้อย” ตามรัฐธรรมนูญ ม.152 มีการบัญญัติให้อำนาจแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่ลงมติก็ได้ อันหมายถึง สมาชิกสภานิติบัญญัติย่อมมีอำนาจเต็มตามบัญญัติข้างต้น
เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญอันธำรงไว้ซึ่ง “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) ผมขอเสนอและเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ในการซักถามประเด็นนาฬิกานี้ให้ชัดเจน เพื่อคลายความสงสัยของสังคม โดยผมเองถือว่าเป็น “หน้าที่” ของท่านเสียด้วยซ้ำไปที่ต้องกระทำการดังกล่าว เพราะทุกท่านถือเป็น “ผู้แทนของปวงชนชาวไทย” ตามที่มีการบัญญัติไว้ใน ม.114 ของรัฐธรรมนูญ
หากพิเคราะห์ในเชิงหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ผมเห็นว่ากลไกการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างน้อย 2 ประการคือ
1. สภานิติบัญญัติเองได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบฝ่ายบริหารตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ อันสะท้อนว่ากลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลยังคงทำหน้าที่ได้อย่างไม่สะดุด หรือติดขัด และ
2. เปิดเวทีให้คุณประวิตรได้ชี้แจงอันเป็นการแสดงถึงความบริสุทธ์ของตนเองตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญอีกด้วย