หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่สามารถพัฒนาเครื่องมือกรองคนจนได้เลย
มหาดไทยมีเครื่องมือชี้วัดคนจนมาช้านานคือ จปฐ. มีทั้งนั่งเทียนเก็บข้อมูล ทั้งบังคับข้อมูลต้องไม่ให้ตกเกณฑ์
แล้วเก็บไปเพื่ออะไร พัฒนาสังคมฯสำรวจผู้ด้อยโอกาสออกมาตั้งเยอะแต่ จปฐ.ดันไม่มีคนจนเหล่านี้
รัฐบาลปัจจุบันลงทะเบียนคนจนและมีบัตรรูดสินค้าให้ถามว่ามีคนจนจริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไม จปฐ.ไม่มีคนจนเหล่านี้
คนจน ตามข้อมูลวิชาการ ข้อมูลจากต่างประเทศ สวนทางกับข้อมูลรัฐ
ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกลับขัดกันเอง หลายหน่วยงานวันๆเอาแต่สำรวจและรายงานทั้งปีแต่ไม่สามารถบอกได้ว่า
ใครคือคนจน
เป็นไปได้ไหมถ้ามีรัฐบาลใหม่สักรัฐบาลหนึ่งที่หัวก้าวหน้า จัดทำฐานข้อมูลครัวเรือนแห่งชาติแบบบูรณาการ
ไม่ต้องสำรวจๆรายงานๆทั้งปี ราชการเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ไม่เอาแต่แข่งกันเป็นเสือกระดาษ
แต่ปากท้องประชาชนยังเหมือนเดิม โดยเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ข้อมูลสำนักงานสถิติ ข้อมูลสภาพัฒน์
ข้อมูลTDRI ข้อมูลพัฒนาระบบราชการ ข้อมูลรายได้จากธนาคาร สรรพากร ข้อมูลที่ดิน ข้อมูลกรรมสิทธิรถ
ข้อมูลอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาล ข้อมูลทำประกัน ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลแรงงาน
ข้อมูลเบี้ยยังชีพ ข้อมูลลงทะเบียนเกษตรกร ฯลฯ
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งตกใจว่าใครจะล้วงข้อมูลกันง่ายๆ ซึ่งต้องออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามกฎหมาย
ปกป้องสิทธิส่วนบุคคลเป็นสำคัญการดูข้อมูลจะเป็นหน้ารายงานสรุปรวม การดูข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีคำสั่งศาล
และการแสดงข้อมูลหน้ารายงานจะแตกต่างกันในแต่ละระดับ เช่น ระดับรัฐบาล ระดับกระทรวง ระดับผู้ว่าฯ
ระดับนายอำเภอ ระดับท้องถิ่น และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการแสดงข้อมูลเช่น ข้อมูลคนเป็น
โรคเบาหวาน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขอดูได้ว่าในเขตพื้นที่ตนรับผิดชอบมีจำนวนเท่าไหร่
มีคนที่อยู่ในความเสี่ยงมีแนวโน้มอย่างไร
จากนั้นมาเชื่อมกับข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บ หากนั่งเทียนเก็บมาข้อมูลจะขัดกันกับข้างต้นทันที
โดยการจัดเก็บต้องไม่ซ้ำซ้อนเสียเวลาด้วย เช่น ข้อมูลทั่วไป มี10หน่วยงานก็ต้องกรอกซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสียเวลาเสียคนเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพเกี่ยวกับดูแลข้อมูลนี้เป็นเรื่องเป็นราว
หน่วยงานไหนจะสำรวจก็ให้แจ้งหน่วยงานนี้เพื่อเพิ่มแบบสำรวจในส่วนที่ยังไม่มีขึ้นมา
แต่หากจะสำรวจในสิ่งที่มีข้อมูลอยู่แล้วไม่ได้ หากข้อมูลไม่ตรงจะทำให้คนเสียสิทธิหน่วยงานผู้เก็บข้อมูล
ต้องรับผิดชอบ โดยการสำรวจข้อมูลในส่วนนี้เปิดให้ประชาชนลงข้อมูลด้วยตัวเองได้อีกด้วยซึ่งจะลดขั้นตอนลง
และได้ข้อมูลโดยตรงจากผู้ให้ข้อมูล
หากข้อมูลทั้งหมดใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ข้อมูลก็จะมีคุณภาพมาก สามารถบอกได้ว่าคนจนมีเท่าไหร่
ปัญหาของเขาจริงๆคืออะไร ทุกวันนี้ข้อมูลคนจนแต่ละหน่วยงานแทบจะเชื่อถืออะไรไม่ได้ เกาไม่ถูกที่คันสักที
เพราะยึดติดแบบเดิมๆแก้ปัญหาแบบเดิมๆข้อมูลเดิมๆ จึงแก้ไขปัญหาคนจนไม่ได้เสียที พวกเสือกระดาษเอาแต่
ท่องอาขยาน พอเพียงมั่ง ยั่งยืนมั่ง ฯลฯ ไปวันๆ กี่ปีๆก็แก้ไม่ได้เมื่อยังบอกไม่ได้ว่า
ใครคือคนจน???
ใครคือคนจน ปัญหาที่ทุกรัฐบาลไม่สามารถบอกได้
มหาดไทยมีเครื่องมือชี้วัดคนจนมาช้านานคือ จปฐ. มีทั้งนั่งเทียนเก็บข้อมูล ทั้งบังคับข้อมูลต้องไม่ให้ตกเกณฑ์
แล้วเก็บไปเพื่ออะไร พัฒนาสังคมฯสำรวจผู้ด้อยโอกาสออกมาตั้งเยอะแต่ จปฐ.ดันไม่มีคนจนเหล่านี้
รัฐบาลปัจจุบันลงทะเบียนคนจนและมีบัตรรูดสินค้าให้ถามว่ามีคนจนจริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไม จปฐ.ไม่มีคนจนเหล่านี้
คนจน ตามข้อมูลวิชาการ ข้อมูลจากต่างประเทศ สวนทางกับข้อมูลรัฐ
ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกลับขัดกันเอง หลายหน่วยงานวันๆเอาแต่สำรวจและรายงานทั้งปีแต่ไม่สามารถบอกได้ว่า
ใครคือคนจน
เป็นไปได้ไหมถ้ามีรัฐบาลใหม่สักรัฐบาลหนึ่งที่หัวก้าวหน้า จัดทำฐานข้อมูลครัวเรือนแห่งชาติแบบบูรณาการ
ไม่ต้องสำรวจๆรายงานๆทั้งปี ราชการเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ไม่เอาแต่แข่งกันเป็นเสือกระดาษ
แต่ปากท้องประชาชนยังเหมือนเดิม โดยเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ข้อมูลสำนักงานสถิติ ข้อมูลสภาพัฒน์
ข้อมูลTDRI ข้อมูลพัฒนาระบบราชการ ข้อมูลรายได้จากธนาคาร สรรพากร ข้อมูลที่ดิน ข้อมูลกรรมสิทธิรถ
ข้อมูลอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาล ข้อมูลทำประกัน ข้อมูลประกันสังคม ข้อมูลแรงงาน
ข้อมูลเบี้ยยังชีพ ข้อมูลลงทะเบียนเกษตรกร ฯลฯ
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งตกใจว่าใครจะล้วงข้อมูลกันง่ายๆ ซึ่งต้องออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามกฎหมาย
ปกป้องสิทธิส่วนบุคคลเป็นสำคัญการดูข้อมูลจะเป็นหน้ารายงานสรุปรวม การดูข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีคำสั่งศาล
และการแสดงข้อมูลหน้ารายงานจะแตกต่างกันในแต่ละระดับ เช่น ระดับรัฐบาล ระดับกระทรวง ระดับผู้ว่าฯ
ระดับนายอำเภอ ระดับท้องถิ่น และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการแสดงข้อมูลเช่น ข้อมูลคนเป็น
โรคเบาหวาน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขอดูได้ว่าในเขตพื้นที่ตนรับผิดชอบมีจำนวนเท่าไหร่
มีคนที่อยู่ในความเสี่ยงมีแนวโน้มอย่างไร
จากนั้นมาเชื่อมกับข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บ หากนั่งเทียนเก็บมาข้อมูลจะขัดกันกับข้างต้นทันที
โดยการจัดเก็บต้องไม่ซ้ำซ้อนเสียเวลาด้วย เช่น ข้อมูลทั่วไป มี10หน่วยงานก็ต้องกรอกซ้ำแล้วซ้ำอีก
เสียเวลาเสียคนเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพเกี่ยวกับดูแลข้อมูลนี้เป็นเรื่องเป็นราว
หน่วยงานไหนจะสำรวจก็ให้แจ้งหน่วยงานนี้เพื่อเพิ่มแบบสำรวจในส่วนที่ยังไม่มีขึ้นมา
แต่หากจะสำรวจในสิ่งที่มีข้อมูลอยู่แล้วไม่ได้ หากข้อมูลไม่ตรงจะทำให้คนเสียสิทธิหน่วยงานผู้เก็บข้อมูล
ต้องรับผิดชอบ โดยการสำรวจข้อมูลในส่วนนี้เปิดให้ประชาชนลงข้อมูลด้วยตัวเองได้อีกด้วยซึ่งจะลดขั้นตอนลง
และได้ข้อมูลโดยตรงจากผู้ให้ข้อมูล
หากข้อมูลทั้งหมดใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ข้อมูลก็จะมีคุณภาพมาก สามารถบอกได้ว่าคนจนมีเท่าไหร่
ปัญหาของเขาจริงๆคืออะไร ทุกวันนี้ข้อมูลคนจนแต่ละหน่วยงานแทบจะเชื่อถืออะไรไม่ได้ เกาไม่ถูกที่คันสักที
เพราะยึดติดแบบเดิมๆแก้ปัญหาแบบเดิมๆข้อมูลเดิมๆ จึงแก้ไขปัญหาคนจนไม่ได้เสียที พวกเสือกระดาษเอาแต่
ท่องอาขยาน พอเพียงมั่ง ยั่งยืนมั่ง ฯลฯ ไปวันๆ กี่ปีๆก็แก้ไม่ได้เมื่อยังบอกไม่ได้ว่า
ใครคือคนจน???