ความลับของครู

รู้สึกตัวว่าตัวเองมาถึงหน้าห้องบรรยายรวมได้ ก็ตอนที่เห็นป้ายรณรงค์ “ข่มขืนมีโทษประหาร” ติดหน้าห้อง  ผมสะดุดใจกับคำว่า”ประหาร”ที่ใช้ฟอนต์แบบหนังสยองขวัญ    

      ผมขำเบา ๆ เมื่อสังเกตว่านักศึกษาที่รณรงค์เรื่องนี้ส่วนใหญ่แล้ว ร่องกระดุมเสื้อเธอ ออกจะปริกว้างเกินสองนิ้วผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น ประหารเหรอ!! เราไม่เคยโทษเหล่าสตรีที่แต่งตัวล่อตาคน แสดงออกโจ่งแจ้งเพื่อเชื้อเชิญบุรุษที่เธอสนใจ สังคมคิดที่จะควบคุมเธอบ้างไหม?  

          ผมเตรียมอุปกรณ์การบรรยาย เครื่องฉายสไลด์ เอกสาร มีนักศึกษามานั่งรอก่อนเวลาไม่มากนักเช่นเคย  หลายคนกล่าวทักทายแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไร ด้วยเกรงว่ากลิ่นเบียร์ที่กระดกไปหลังข้าวมื้อเที่ยงจะหลุดออกมา การสอนบรรยายต้องสนุกและใช้จินตนาการ ผมไม่สนใจหรอก มันเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของผมด้วยซ้ำ นักศึกษาถึงได้ลงเรียนวิชา “สังคีตนิยม” ของผมเต็มทุกเทอม  เพราะด้วยสไตล์การสอนของผมและการให้เกรดแบบที่เกณฑ์ไม่สูงนัก จึงเป็นที่นิยมของเหล่านักศึกษาบอกกันรุ่นต่อรุ่นเรื่อยมา  

           ระหว่างรอเวลาสอน ผมลอบสำรวจกระโปรงของนักศึกษาที่นั่งชั้นบน  ซึ่งวันนี้ใส่สั้นมาค่อนข้างเยอะ  หลายคนก็ชวนให้มองนาน ๆ หลายคนก็ไม่  ขาดำเกินไปคงเป็นเด็กต่างจังหวัดสินะ  ผมไม่ลืมที่จะขยับแว่นสายตาสีชาขุ่น ๆ ให้พอดีกับขอบตาเพื่อปิดบัง  ก่อนจะวางบุคลิกเป็นผู้ทรงภูมิเมื่อถึงเวลาสอน

      
Wolfgang Amadeus Mozart – Piano Concerto No.23 in At, K. 488


             ด้วยท่วงทำนองที่สง่างาม หรูหรา บวกกับประวัติชีวิตของ โมสาร์ท ในความเป็นอัจฉริยะด้านการแต่งเพลงและการบรรเลง ย่อมทำให้นักศึกษาเคลิบเคลิ้มคล้อยตามที่บรรยายได้อย่างง่ายดาย  โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงนั้น โมสาร์ทชีวิตเหลวแหลก ถังแตก และเป็นเพลย์บอยขนาดไหน เปล่าประโยชน์ที่จะมาสอนนักศึกษาถึงความจริงข้อนี้  ก่อนจะแบ่งกลุ่มกันอภิปรายถึงหัวข้อต่าง ๆ ที่ตั้งโจทย์ไว้ ผมได้วางแผน เตรียมมุมสำหรับนั่งข้าง ๆ นิสิตสาวทรงโต 2-3 คนที่ผมเล็งไว้แล้ว  ที่ต้องไปนั่งก็เพื่อทำท่าฟังให้คะแนนในแต่ละกลุ่ม  อีกอย่างหนึ่งที่ผมเลือกนั่งข้างเธอเหล่านั้นก็เพราะกลิ่นน้ำหอมของนักศึกษาสาว ๆ ดับกลิ่นเบียร์ได้ดีนัก รวมทั้งยังกระตุ้นอารมณ์ ทำให้ผมกระชุ่มกระชวยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

              
Johann Pachelbel – Canon and Gigue in D Major


             หากมีคนเคยพยายามนับว่า เพลงคลาสสิคเพลงใดที่ถูกใช้ในโฆษณาไทยมากที่สุด ผมคิดว่าคงเป็นเพลงนี้  ผมเบื่อและไม่เข้าใจ เพลงคลาสสิคที่ไพเราะซาบซึ้ง ยังมีอีกเป็นพัน เป็นหมื่น  คนทำโฆษณา คิดจะหามาฟังกันเพิ่มไหม  ผมสบถในใจเบาๆ  เพลง Canon  in  D ที่ล่องลอยอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า ค่อยๆเบาลง เพลงร็อคจากโฆษณาตัวใหม่ก็ดังขึ้นแทน เสียงกีตาร์ไฟฟ้าแผดดังเล่นทำนองเดิมวนซ้ำไปมา ตามกฎของการทำการตลาดให้ดนตรีติดหู และจดจำให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด

               โลกทุนนิยม!  ผมไม่อยากใช้คำนี้กับทุกสิ่ง  แต่การยัดเยียดคำนี้ให้กับอะไรสักอย่างนั้น ทำให้ผมดูมีอุดมการณ์มากขึ้น

               อย่างน้อย Canon in D  ก็ยังดีกว่าเพลงการตลาด  ผมคิด

            “อาจารย์กลับสายนี้ตลอดเลยเหรอครับ”  เสียงที่ดังกว่าความคิดของผม มาจากทางด้านหลัง

             อากาศร้อน ๆ ภายนอกสถานีรถไฟฟ้า บวกกับกลิ่นอับของเหงื่อจากคนนับร้อยที่เบียดเสียดแย่งทางกัน ทำให้ผมไม่อยากทักทายใครนักในเวลาเลิกงานแบบนี้

             “ใช่ครับ วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง ผมพูดรู้เรื่องไหม ” ผมแสร้งยิ้มให้อย่างอบอุ่น ในใจนึกทบทวนว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไร จำได้แค่ว่าออกมาอภิปรายในวันนี้

           “โห สุดยอดเลยครับอาจารย์  สนุกมาก  ผมชอบโมสาร์ทครับ”

            จังหวะนั้น ประตูรถไฟฟ้าเปิดออกพอดีผมจึงรีบพาตัวเอง แยกออกมาจากเจ้าเด็กนั่น การสนทนาจะนำพาไปสู่การตั้งคำถามต่าง ๆ ซึ่งผมคิดแล้วว่าคงไม่ได้ประโยชน์อะไรนักกับนักศึกษาผู้ชาย  ยิ่งผมกำลังมีนัดกินเหล้ากับเพื่อนแบบนี้  การรักษาภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญของความเป็นครู  หากเด็กนั่นสังเกตเห็นผมเข้าร้านเหล้า เมากับเพื่อนตั้งแต่เย็น คงเอาไปพูดกันสนุกปาก คะแนนที่ผู้เรียนจะประเมินให้ในช่วงปลายเทอมของผมคงพังพินาศ  

             วันนี้คงต้องรีบเข้าร้านโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น

             ผมคิดทบทวนวนไปมา  พลางเดินเข้าไปในฝูงชนเพื่อเบียดกระโปรงสาวทำงานออฟฟิตข้างหน้า ผมขยับไปมาตามจังหวะรถไฟฟ้าจนพอใจ  ซึ่งสิ่งนี้พอจะทำให้ผมลืมเรื่องที่กังวลไปได้บ้าง

             กินเหล้าครั้งนี้ เรารวมกันฉลองให้กับ การขึ้นตำแหน่งใหม่ของไอ้เก่ง วันเกิดของผม  และวันครบรอบครึ่งปีที่แม่ยายของไอ้โป้งตาย  หากนับเป็นค่าเฉลี่ยแล้ว  กลุ่มเราจะนัดกินเหล้ากันทุกเสาร์-อาทิตย์  และในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมานี้ หากเราคิดเหตุผลอื่นๆในการมากินเหล้าไม่ออก เราก็จะฉลองให้กับเรื่องแม่ยายของไอ้โป้งที่ตายไป
          
         หนึ่งทุ่ม สิบห้านาที ขณะที่เบียร์ขวดที่ 5 กำลังจะถูกรินเบียร์ลงแก้ว  โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

            “สวัสดีค่ะด็อกเตอร์ ศุภโชค”

            การเรียกคำนำหน้า เต็มยศแบบนี้ ทำให้ผมทราบทันทีว่าใครโทรมา ซึ่งทำให้ผมตกใจพอสมควร ผมรีบดูช่องวันที่ในนาฬิกาข้อมือ  ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด วันนี้มันวันพุธ นี่หว่า
  
              “ครับ คุณแม่น้องแนท ใช่ไหมครับ”

              “ใช่ค่ะ วันนี้ ด็อกเตอร์จะมาสอนเปียโนน้องแนท รึเปล่าค่ะ จะได้ให้คุณพ่อเปิดประตูไว้”

            ผมคิดทบทวนแค่ไม่กี่อึดใจ จึงตอบกลับได้อย่างแนบเนียน

            “ไปได้ครับคุณแม่ พอดีผมมีประชุมงานที่มหา’ลัย ด่วนนะครับ อาจจะไปช้าประมาณครึ่งชั่วโมง ผมขอโทษคุณแม่ด้วยนะครับ”  ผมตอบอย่างแสร้งสุภาพที่สุด ในขณะที่มือขวายังคงถือขวดเบียร์

            “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ต้องรบกวนด็อกเตอร์ต่างหาก น้องแนทอยากเรียนเต็มที่แล้ว ขยันซ้อมทุกวันเลยค่ะ”

            ผมตัดบทวางสายคุณแม่ด้วยความเร่งรีบ คำนวณเวลาแล้ว หากนั่งแท็กซี่จากที่ร้านไปบ้านนี้ น่าจะไม่เกิน 15 นาที สอนชั่วโมงละ 2,500  บาท บวกค่าแท็กซี่นิดหน่อย เหลือเงินมาจ่ายค่าเบียร์เหลือเฟือ แถมยังกลับมานั่งกินต่อได้อีก ผมบอกเพื่อนให้กินช้า ๆ รอด้วย  ผมจะรีบกลับมา  ความมึนของฤทธิ์เบียร์ทำให้ผมลืมที่จะดับกลิ่นเบียร์ในตัว คิดได้ก็ตอนที่นั่งในรถแท็กซี่แล้ว

            ไม่เป็นไร พูดน้อย ๆ ก็แล้วกัน
          
            บ้านที่จะไปสอนนี้อยู่ในหมู่บ้านประเภทที่เรียกได้ว่าเป็นที่ของคนมีเงิน  มียามเฝ้ารอบนอกแน่นหนา แต่รอบในให้ความเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน  การที่ผมมาสอนเกือบสองปี ทำให้ยามหน้าหมู่บ้านจำหน้าและช่วงเวลาในการเข้ามาสอนได้  การเข้ามาในหมู่บ้านจึงไม่เป็นเรื่องยาก  ผมยิ้มให้ในขณะที่ยามรับแลกบัตรเข้าหมู่บ้าน  โดยที่ไม่ได้พูดอะไร

            กลิ่นน้ำหอมในรถแท็กซี่กระจายฟุ้งผ่านแอร์ที่เย็นเฉียบ  ทำให้ผมนึกถึง นักศึกษาสาวที่นั่งใกล้ในตอนท้ายชั่วโมงวันนี้  คิดถึงตอนที่ผมแอบใช้หลังมือสัมผัสต้นแขนขาวอวบอิ่มนั้น ความอวบของวัยแรกรุ่นล้นออกมาจากปลายแขนเสื้อที่สั้นติ่งนั้น  อารมณ์ฟุ้งซ่านของผมกระจัดกระจายไปทั่วในสมอง  สมุมติว่า หากเราไปถึงบ้านแล้วเจอคุณแม่อยู่บ้านคนเดียว พร้อมชุดนอนล่ะ นั่นคือการให้ท่าเราใช่ไหม

            แม้ใบหน้าจะดูมีอายุบ้างแล้วแต่ด้วยความที่ยังดูแลร่างกายออกกำลังสม่ำเสมอตามแบบฉบับคนมีฐานะ ทำให้ทรวดทรวงคุณแม่ยังดูดีอยู่  หรือที่จริงแล้วการที่คุณแม่ดูใจดีกับเราและมีของมาฝากบ่อยๆเป็นความตั้งใจเพื่อหวังอะไรบางอย่าง

                   ผมเผลอยิ้มขึ้นมาเองอย่างกระหยิ่มยิ้มย้องในใจ

                   พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าทุกครั้งที่เรียน แม่แนทจะแต่งชุดออกไปฟิตเนทในหมู่บ้าน โดยจะอยู่รอผมในตอนเริ่มเรียนพร้อมกับเตรียมของว่างให้ผมและแนท ทานกันระหว่างเรียนด้วย

                   ส่วนพ่อของแนทนะเหรอ สองปีที่มาสอนบ้านนี้ผมยังไม่เคยได้เห็นเลย  แนทเคยบอกว่าพ่อกลับบ้าน 4-5 ทุ่มทุกวัน  เจ้าของบริษัทใหญ่ก็แบบนี้แหละ ร่ำรวย เงินเหลือ คงมีหลายบ้านให้ดูแล  งานแต่ละบ้านท่าทางจะหนัก

                 คิดแล้วก็อดเสียดายที่วันนี้แม่แนทจะไม่อยู่บ้าน


ต่อตอนที่ 2
https://pantip.com/topic/37239561
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่