ผลตรวจตับ จากการกินยารักษาสิวมา 3 รอบ มีใครเป็นแบบเราบ้าง

กระทู้สนทนา
รูปที่ 1 ผลการตรวจเลือดระหว่างทานยารักษาสิว
ที่มา : https://www.facebook.com/krebslabs/
รูปที่ 2 สรุปผลการตรวจเลือดระหว่างทานยารักษาสิวแบบกราฟเส้นเพื่อความง่ายในการเปรียบเทียบ
ที่มา : https://www.facebook.com/krebslabs/

          สวัสดีเพื่อนๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวที่กำลังหาข้อมูลการรักษาสิวอยู่วันนี้เราจะมาเล่าประสบการณ์เป็นสิวรุนแรงไม่หายสักทีเป็นมาประมาณ 10 ปี รักษากับหมอมาเป็นสิบๆที่แต่ก็ดีขึ้นเฉพาะตอนกินยาแรงๆ(ยากรดวิตามินเอหรือ Isotretinoin, ชื่อ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้) พอเลิกกินยาสิวก็กลับมาปะทุเหมือนเดิมหมดเงินค่าหมดค่ายาไปเยอะมากวิ่งเข้าๆออกๆคลินิกจนเพื่อด่าว่า หมดเงินเป็นแสนแล้วได้แค่นี้เหรอ คือสิวมันไม่หายอ่ะ ทั้งๆที่ ทายา หาหมอ กดสิว ฉีดสิว ทำทรีตเมนต์หน้า ฉีดเมโสสิว ทำเลเซอร์ อย่างเคร่งครัด แต่ไม่ดีขึ้นอ่ะ(ถ้าไม่กินยา)เลยตัดสินใจกินยาเพราะเป็นมานานและอยากหายมาก ตอนนั้นสิวขึ้นเต็มหน้า และปวดตุบๆเพราะมันอักเสบใหญ่มาก เวลาคุยกะใครก็จะจ้องตรงสิวไม่ยอมมองหน้ารู้สึกไม่มั่นใจเลย จนทำให้ตับแย่เพราะกินยาสิว ที่จะเล่าต่อไป


            เริ่มกินยารักษาสิวกลุ่มกรดวิตามินเอ([Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้)  ร่วมกับการทายารักษาสิวตามคลินิกเริ่มจากวันละ 20 mg เนื่องจาก ปากแห้ง และลอกมาก จึงลดลงเป็นวันละ 10 mg ครั้งแรกกินติดต่อกัน 6 เดือน ช่วงที่กินยานั้นสิวไม่กล้าขึ้นที่หน้าเลย ไม่มีการอักเสบ แต่ด้วยความกลัวอันตรายจึงไปตรวจตับตามคำแนะนำของแพทย์  เจอค่าเอนไซม์ตับสูงเกินอายุ 21 ปี  (SGOT = 30, SGPT =25) คือถ้าสูงกว่า 40 ก็ถึงขั้นตับอักเสบแล้ว  จึงเริ่มกลัวตายมากกว่ากลัวสิวไม่หายจึงเลิกกินยาตัวนี้ไป เน้นทายาอย่างเดียว หลังเลิกยาสิว  ยาจะถูกขับออกหมด  ทำให้สิวเห่อมาเหมือนเดิม ท้อใจมากผ่านไปปีกว่าตรวจค่าตับเริ่มลดลง(อายุ 22 ปี) พอค่าตับดีขึ้นก็อยากหน้าดีกับเขาบ้าง  จึงตัดสินใจกินยาครั้งที่ 2 และ 3 กินครั้งละประมาณ 3 เดือน  ก็เหมือนเดิมคือช่วงกินยาสิวก็ไม่ขึ้นพอหยุดยาทุกครั้งก็เริ่มเห่ออีกแต่เนื่องจากกินแค่ 3 เดือน ทำให้ยายังสะสมในเนื้อเยื่อได้ไม่เต็มที่ ค่าตับจึงไม่ได้สูงมาก  สิวก็จะกลับขึ้นมาเร็วกว่ากินยา 6 เดือน ตามทฤษฎีบอกว่าค่าตับจะกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 2 เดือนหลังหยุดกินยา([Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้)  สรุปคือตอนกินยาแล้วดีขึ้นพอยาหมดฤทธิ์สิวก็กลับมาเยอะเหมือนเดิมจนกลายเป็นวงจรสิวที่ไม่หายขาด(บางคนเรียกวงจรสิวอุบาทว์)


             สำหรับใครที่กำลังกินยาสิวยากรดวิตามินเอหรือ isotretinoin ชื่อการค้า [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ แนะนำให้ไปตรวจตับบ้างถ้ากินมานาน จากข้อมูลที่สืบค้นเพิ่มเติมยาทานแก้สิวเหมาะกับสิวที่อักเสบรุนแรง  เหมาะกับคนที่ใช้ปฏิชีวนะแบบกินและแบบทาแล้วสิวไม่ตอบสนอง(ไม่ดีขึ้น) ปริมาณยาแอคโนตินที่แนะนำวันละ 0.5-2 mg/kg (ตามทฤษฏี) เช่นน้ำหนัก 60 kg ก็ควรทานยา อย่างน้อยวันละ 30 mg เป็นเวลา 4-6 เดือนเพื่อให้ครบโดส(ตามทฤษฏี)  หน้าที่ของยาคือลดการทำงานของต่อมไขมันในร่างกาย  แต่ผลเสีย  ทำให้ทารกในครรภ์พิการ ทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาแห้ง เพิ่มค่าเอนไซม์ตับในบางคน (SGOT,SGPT ; ค่าที่ตรวจการทำงานของตับ)  เพิ่มค่าไตรกลีเซอไรด์เพิ่มค่าLDL(ไขมันไม่ดี) แต่ลดค่าHDL(ไขมันดี) ค่าLDLที่เพิ่มและค่าHDLที่ลดลงจากการกินยากลุ่มกรดวิตามินเอ ในงานวิจัยแนะนำให้เฝ้าระวังการใช้ยาในผู้มีความเสี่ยงโรคหัวใจในระหว่างที่กินยาสิวผู้วิจัยแนะนำให้งดการดื่มแอลกอฮอล์และเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคตับอีกด้วย

            
           ในเมื่อหมอช่วยอะไรเราไม่สมกับที่เราคาดหวังพอเรียนจบโทเริ่มมีเวลาทีนี้เราเริ่มช่วยตัวเองโดยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตงานวิจัยของไทย ห้องสนทนาของต่างประเทศบ้าง เกี่ยวกับเรื่องสิวเริ่มแรกลองซื้อยามาทาเองตามที่มีผู้มารีวิวในอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ Benzac2.5-10%, Erythromycin 4%, Clindamycin 1%, Differin gel, Skinoren cream, teatree oil,BHA 2% (Paula’s choice), Mederma, Scar gel, อาหารเสริมรักษาสิว คือใครว่าอะไรดีเราลองด้วยตัวเองเกือบทุกอย่าง จนได้หลักในการรักษาสิวโดยไม่ต้องกินยาและการใช้ยาและสกินแคร์ที่เหมาะกับคนเป็นสิวเรื้อรังมากที่สุด แบบว่าไม่ต้องไปลองผิดลองถูกอีกแล้ว

แนะนำยาทารักษาสิว
ตอนที่ 1 https://pantip.com/topic/37410843
ตอนที่ 2 https://pantip.com/topic/37421119
ตอนที่ 3 https://pantip.com/topic/37747580
ตอนที่ 4 https://pantip.com/topic/37751075
การเลือกยาล้างหน้า https://pantip.com/topic/37298713
ตับอักเสบจากการกินยาสิว https://pantip.com/topic/37235426
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่