La La Land : นครดารา
" ท่วงทำนองแห่งความสนุก โรแมนติก เศร้า ขมขื่น ภาพของดวงดาว และมหานครแห่งความฝัน "
La La Land (2016) - หนังมิวสิคัลส่งท้ายปี 2016
หลังจากที่ผมได้ชม
The Greatest Showman (2017) มันก็ทำให้นึกถึงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว (ปลายปี 2016) ซึ่งก็เป็นเวลาที่
" La La Land (2016)" เข้าฉาย
La La Land หนังรักมิวสิคัลระดับตำนาน ด้วยการกวาดรางวัลต่างๆจากเทศกาลหนังมากมาย พร้อมกับกระแสวิจารณ์ในระดับยอดเยี่ยมจากกลุ่มนักวิจารณ์ภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังสร้างสถิติใหญ่ๆหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นคว้า
Golden Globe Awards ถึง 7 รางวัลใหญ่
ออสการ์ เข้าชิงถึง 14 สาขา และคว้ารางวัลมาได้ 6 สาขา และ
Damien Chazelle ขึ้นแท่นผู้กำกับอายุน้อยที่สุดที่คว้าออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมมาได้ (แถมยังลาก
Emma Stone คว้าออสการ์นักแสดงนำหญิงอีกด้วย)
La La Land (2016) เล่าเรื่องราวความรักของ
มีอา (Emma Stone) และ
เซบาสเตียน (Ryan Gosling) กับความฝันอันยิ่งใหญ่ในมหานครลอสแอนเจลิส โดยมีอา เป็นเด็กขายกาแฟในคาเฟ่แห่งหนึ่งและมีความฝันอยากจะเป็นดารา ส่วนเซบาสเตียน หนุ่มช่างฝันที่เชื่อในวิถีแห่งแจ๊สและอยากจะเป็นเจ้าของคาเฟ่แจ๊สแห่งหนึ่งในมหานครแห่งนี้ ทั้งคู่ได้เดินทางตามฝันแต่ในโลกของความเป็นจริงกลับไม่เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้
เทคนิคภาพยนตร์สุดวิเศษด้วยการเลียนแบบหนังย้อนยุค (แต่อยู่ในยุคปัจจุบัน) บทหนังเยี่ยม องค์ประกอบศิลป์งดงาม ในเรื่องดนตรีประกอบภาพยนตร์ ผมถือเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ยอมรับและประทับใจในดนตรีประกอบภาพยนตร์จริงๆ เพราะทำได้เยี่ยมทุกเพลง
ดังนั้นผมจึงอยากขยายความกระทู้รีวิวก่อน มารีวิวแนะนำเพลงประกอบภาพยนตร์ของ La La Land ครับ
(มีการเปิดเผยเนื้อเรื่อง)
----------------------------------------
La La Land OST : งดงามและทรงพลังในวิถีแห่ง Jazz
" ถักทอเรื่องราวจากตัวหนังได้อย่างสวยงาม เป็นดนตรีประกอบระดับห้าดาวที่ไม่ควรพลาด "
La La Land: Original Motion Picture Soundtrack ได้รับการประพันธ์โดย
Justin Hurwitz ในฐานะผู้ทำดนตรี / ทำนอง ส่วน
Benj Pasek & Justin Paul รับหน้าที่ในฐานะผู้แต่งเนื้อเพลง สำหรับผมถือว่าพวกเขาทำออกมาได้ใน
"ระดับ 5 ดาว" ทั้งในแง่เพลงประกอบและดนตรีประกอบ ธีมเพลงติดหูและโดดเด่น... "
ทรงพลังในวิถีแห่ง Jazz และสื่อถึงคอนเซ็ปต์หนังได้ดี '
ในส่วนทำนองต่างๆ ก็ถูกสอดแทรกด้วยลูกเล่น รายละเอียดดนตรีที่พิถีพิถัน ละเอียด ประณีต ภายใต้กรอบของ Jazz ร่วมสมัย (ไม่ใช่ Jazz จ๋าๆ) จึงไม่แปลกที่จะคว้าทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์และดนตรีประกอบภาพยนตร์มาได้
La La Land - Full OST / Soundtrack (HQ)
Another Day of Sun - รถติดสุดทนจนออกมาเต้นบนไฮเวย์
La La Land- Another Day of Sun
หนังเปิดตัวอย่างอลังการด้วย
Another Day of Sun กับเหตุการณ์รถติดบนทางด่วนจนคนออกมาเต้นบนไฮเวย์ ด้วยทำนองที่สนุกสนาน ครื้นเครง สไตล์อเมริกันมิวสิคัล ซึ่งแสดงตัวตนความเป็นมิวสิคัลของ La La land ออกมาได้ดี ทำนองเพลงก็สร้างสรรค์และเพราะติดหู
Someone in the Crowd - เมื่อมีอาต้องการใครสักคน ขณะที่ไปปาร์ตี้กับเพื่อน
"Someone In The Crowd" La La Land
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีอาไปงานปาร์ตี้กับเพื่อนและอยากจะหาใครสักคนที่เข้ากับเธอได้...
Someone in the Crowd เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในเรื่องเลย เพราะ มีทำนองที่สนุกสนาน ชวนฝันแบบ Jazz แต่ในรายละเอียดเสียงเพลงก็แฝงด้วยลวดลายแพรวพราว พร้อมจะขับดันระเบิดออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง ชอบอีกอย่างคือการใช้เสียง
Flute ประกอบการบรรเลง ผมว่าเสียงมันให้ความรู้สึกถึงดวงดาวดี ตรงกับคาแรคเตอร์หนังที่ออกไปในทางเดียวกัน
ยังมี
Engagement Party อีกเพลงหนึ่งที่ใช้ทำนองเดียวกันกับ Someone in the Crowd แต่มาในโทนเศร้าสร้อยแทน
Engagement Party (La La Land Scene)
Mia & Sebastian's Theme - ธีมสำคัญของเรื่อง
La La Land - "Mia & Sebastian theme" scene
เหตุการณ์ขณะที่มีอาเดินเข้าไปในร้านอาหาร แล้วเจอเซบาสเตียนบรรเลงเพลงอยู่...
Mia & Sebastian's Theme ถือเป็นธีมโรแมนติกชวนฝันที่ผมว่าอธิบาย
"ความเป็น La La Land" ได้ดีที่สุด ด้วยการบรรเลงเปียโนจากทำนองช้าๆ ไต่ระดับขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด เหมือนชีวิตของมีอาและเซบาสเตียนที่พยายามไล่ตามความฝัน แถมเพลงยังถูกบรรเลงออกมาด้วยเสียงเปียโนเดี่ยวๆ คล้ายกับทั้งคู่ที่ต้องต่อสู้เพื่อฝันตามแต่ที่ละคนเลือกเดินไป (ไต่ระดับจากเสียงปกติไปเป็นเสียงสูง - เหมือนไต่จากพื้นไปถึงดวงดาว)
A Lovely Night - จีบกันกลางสวนสาธารณะ ท่ามกลางคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
La La Land - "A lovely night" scene
มีอาและเซบาสเตียน เดินทางตามหารถ (เพราะลืมว่าจอดไว้ไหน) ระหว่างนั้นเจอสวนสาธารณะ ทั้งคู่จึงได้จีบกัน ผ่านการเต้น
Tap dance A lovely night มีทำนองที่สนุกสนาน ผมชอบทำนองของเพลงนี้เช่นกัน ทำนองออกย้อนยุคหน่อยๆ เพราะสไตล์การจีบกันก็จีบกันแบบหนังย้อนยุค
City of Stars - เพลงหลักประจำเรื่อง
“City Of Stars”
City of Stars การพรรณนารำพึงรำพันถึงความรัก ในมหานครแห่งดวงดาว ด้วยทำนองที่โดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ที่สำคัญยังเป็นความรู้สึกหลักของทั้งมีอาและเซบาสเตียนที่หนังต้องการจะบอกเรา พร้อมกับเป็นบทสรุปของทั้งคู่ในขณะเดียวกัน
Planetarium - เต้นรำกันบนท้องฟ้า
La La Land - Planetarium Scene
Planetarium (ท้องฟ้าจำลอง) เมื่อมีอาและเซบาสเตียนหลงรักกันแล้ว และพากันขึ้นไปที่ท้องฟ้าจำลอง ผมชอบบรรยากาศของเพลงนี้นะ บรรยากาศของคนอินเลิฟ มันเหมือนความรู้สึกเวลาที่เราตกหลุมรักใครสักคน หรือช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันฟินๆ ตัวเราแทบจะลอยได้เลยแหละ (เหมือนว่าโลกนี้ไร้แรงดึงดูด) ช่วงที่เพลงเข้าทำนอง Waltz มีอากับเซบาสเตียนก็ลอยตัวขึ้นไปเต้นรำได้อย่างน่าอัศจรรย์
Audition (The Fools Who Dream) - บทเพลงแด่คนเขลาผู้มีฝัน
" Here’s to the ones who dream
Foolish as they may seem
Here’s to the hearts that ache
Here’s to the mess we make... "
La La Land - "Audition (The fools who dream)"
เรื่องราวขณะที่มีอาได้มีโอกาสเข้า Audition เพื่อเป็นนักแสดงอีกครั้ง กรรมการบอกให้เธอเล่าเรื่องออกมา เธอจึงเล่าเรื่องของเธอในชื่อเพลง
" The Fools Who Dream " ให้กรรมการฟัง
Audition (The Fools Who Dream) เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากเช่นกัน ด้วยเนื้อหาเพลงที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดทนทุกข์แค่ไหน หรือจะดูโง่เง่ามากแค่ไหน ก็ขอฝันอย่างไม่ย่อท้อ ความฝันกับความจริงเป็นสิ่งที่บรรจบกันได้ยาก แต่ถึงอย่างไรทุกคนต่างเกิดมาเพื่อมีฝัน และพร้อมที่จะสู้ผจญเพื่อฝันที่เป็นจริง
เพลงนี้ ผมว่ายังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยดันให้ Emma Stone คว้าออสการ์มาได้ ด้วยเป็นเพลงที่ต้องใช้พลังในการแสดงสูง พร้อมกับอินเนอร์ที่มาจากใจ
Epilogue - บทสรุปเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ฝันไป
La La Land - Epilogue
ช่วงสุดท้ายของเรื่อง มีอาและเซบาสเตียนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังต่างคนต่างแยกเดินตามทางของตัวเอง ขณะที่ทั้งคู่ได้พบกันและสบตา เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น (และอยากให้เป็น) ก็หวนกลับมาให้นึกถึงอีกครั้ง
Epilogue เป็นบทสรุปเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ฝันไป ทั้งรวบรวมเอาทำนองจากเพลงสำคัญมา Medley กัน ไม่ว่าจะเป็น
Mia & Sebastian's Theme , Another Day of Sun , Someone in the Crowd , Planetarium และ City of Stars มาถักทอร้อยเรียงกันเป็นเพลงเดียว บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ (ตอนผมดูถึงกับน้ำตาคลอ ยิ่งตอนที่ปิดท้ายด้วย Mia & Sebastian's Theme อีกครั้ง)
----------------------------------------
ยังมีเพลงที่ผมไม่ได้พูดถึง เนื่องจากผมมองว่าไม่ได้เป็นเพลงหลักสำคัญของเรื่องมากนัก เช่น
Herman's Habit , Summer Montage / Madeline หรือ Start a Fire (เพลงโดย John Legend)
LA LA LAND : Herman's Habit
La La Land - Summer Montage / Madeline
La La Land - John Legend - Start a Fire
สุดท้ายนี้ ผมเป็นแค่คนหนึ่งที่นอกจากชอบดูหนังแล้ว ก็ชอบสังเกตและฟังดนตรีประกอบภาพยนตร์ ไม่ได้มีความรู้ทางด้านดนตรีอะไรมาก หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วยนะครับ ก็ขอขอบคุณนะครับที่อ่านมาได้ถึงตรงนี้... ไว้ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ขอบคุณครับ !
----------------------------------------
(Review OST) La La Land (2016) : งดงามและทรงพลังในวิถีแห่ง Jazz
La La Land หนังรักมิวสิคัลระดับตำนาน ด้วยการกวาดรางวัลต่างๆจากเทศกาลหนังมากมาย พร้อมกับกระแสวิจารณ์ในระดับยอดเยี่ยมจากกลุ่มนักวิจารณ์ภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังสร้างสถิติใหญ่ๆหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นคว้า Golden Globe Awards ถึง 7 รางวัลใหญ่
La La Land (2016) เล่าเรื่องราวความรักของ มีอา (Emma Stone) และ เซบาสเตียน (Ryan Gosling) กับความฝันอันยิ่งใหญ่ในมหานครลอสแอนเจลิส โดยมีอา เป็นเด็กขายกาแฟในคาเฟ่แห่งหนึ่งและมีความฝันอยากจะเป็นดารา ส่วนเซบาสเตียน หนุ่มช่างฝันที่เชื่อในวิถีแห่งแจ๊สและอยากจะเป็นเจ้าของคาเฟ่แจ๊สแห่งหนึ่งในมหานครแห่งนี้ ทั้งคู่ได้เดินทางตามฝันแต่ในโลกของความเป็นจริงกลับไม่เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้
ดังนั้นผมจึงอยากขยายความกระทู้รีวิวก่อน มารีวิวแนะนำเพลงประกอบภาพยนตร์ของ La La Land ครับ
Someone in the Crowd - เมื่อมีอาต้องการใครสักคน ขณะที่ไปปาร์ตี้กับเพื่อน
ยังมี Engagement Party อีกเพลงหนึ่งที่ใช้ทำนองเดียวกันกับ Someone in the Crowd แต่มาในโทนเศร้าสร้อยแทน
A Lovely Night - จีบกันกลางสวนสาธารณะ ท่ามกลางคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
City of Stars - เพลงหลักประจำเรื่อง
Planetarium - เต้นรำกันบนท้องฟ้า
Audition (The Fools Who Dream) - บทเพลงแด่คนเขลาผู้มีฝัน
Audition (The Fools Who Dream) เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากเช่นกัน ด้วยเนื้อหาเพลงที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดทนทุกข์แค่ไหน หรือจะดูโง่เง่ามากแค่ไหน ก็ขอฝันอย่างไม่ย่อท้อ ความฝันกับความจริงเป็นสิ่งที่บรรจบกันได้ยาก แต่ถึงอย่างไรทุกคนต่างเกิดมาเพื่อมีฝัน และพร้อมที่จะสู้ผจญเพื่อฝันที่เป็นจริง
เพลงนี้ ผมว่ายังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยดันให้ Emma Stone คว้าออสการ์มาได้ ด้วยเป็นเพลงที่ต้องใช้พลังในการแสดงสูง พร้อมกับอินเนอร์ที่มาจากใจ
Epilogue - บทสรุปเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ฝันไป
Epilogue เป็นบทสรุปเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ฝันไป ทั้งรวบรวมเอาทำนองจากเพลงสำคัญมา Medley กัน ไม่ว่าจะเป็น Mia & Sebastian's Theme , Another Day of Sun , Someone in the Crowd , Planetarium และ City of Stars มาถักทอร้อยเรียงกันเป็นเพลงเดียว บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ (ตอนผมดูถึงกับน้ำตาคลอ ยิ่งตอนที่ปิดท้ายด้วย Mia & Sebastian's Theme อีกครั้ง)