“นักการเมือง-นักวิชาการ” รุมสับ คำสั่งคสช. ปฏิบัติได้ยาก-ฆ่าตัดตอนสมาชิกเก่า “สมชัย” แนะผ่าตัดพรรคให้เล็ก เชื่อทำให้คล่องตัว-ทำทันเวลา “ปริญญา” ชี้ ผลเซตซีโร่ส.ส.เอื้อนักเลือกตั้งหนุน คสช.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 ธันวาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 หัวข้อ “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้งครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”
โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการเลือกตั้งยังอยู่ในลักษณะอึมครึม แม้จะมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว และกฎหมายประกอบอื่นๆก็เสร็จไปหลายฉบับแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่าไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงก็จะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบโดยเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ภายใต้กำกับของ คสช. ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรคเดิมและพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เพราะมีสัญญาณที่เป็นทางการให้เห็นจากคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 นอกจากนั้นมองว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมมีภาระมากขึ้น ทั้งจะต้องทำเป็นหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและจ่ายค่าสมาชิกซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนมากพอสมควร ดังนั้นจะเป็นเสมือนการฆ่าตัดตอนสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน อยากตั้งคำถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่งดังกล่าว เพราะนายกฯเพิ่งออกมาพูดเรื่องการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่คำสั่งดังกล่าวกลับมีผลตรงกันข้าม ส่วนเรื่องการเกิดพรรคใหม่นั้นตนไม่แปลกใจ เพราะเกือบทุกยุคทุกสมัยหลังการยึดอำนาจจะเกิดพรรคใหม่ขึ้นเสมอ ทั้งพรรคที่ประกาศว่าเป็นพรรคทหารโดยตรง และพรรคที่เป็นนอมินี ส่วนครั้งนี้จะมีการตั้งพรรคใหม่หรือไม่ก็คงจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้
“การที่นายกฯบอกไม่ตั้งพรรคให้เหนื่อยนั้น ผมคิดว่านายกฯพูดจากความรู้สึกจริงๆ เพราะการเป็นนายกฯคนนอกไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคเองก็ได้ และขณะนี้ก็มีคนประกาศตั้งพรรคและพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้เห็นแล้ว หรือกลไกตามรัฐธรรมนูญเองก็เอื้อให้มีนายกฯคนนอก นอกจากนั้นยังมีพรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยคสช.ก็คือพรรค ส.ว. จำนวน 250 คน ซึ่งหากอีกเพียง 126 เสียง ก็สามารถเป็นรัฐบาลได้แล้ว”นายจุรินทร์กล่าว
ด้านชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คำสั่ง คสช.ดังกล่าวทำให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องยืนยันสมาชิกใหม่นั้นเป็นการฝืนประชาชน โดยสมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรครวมแล้วกว่า 5 ล้านคน เขาทำผิดอะไร เขาเคยใช้สิทธิเลือกตั้งหลายครั้ง การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการลิดรอนสิทธิของเขา ซึ่งถือเป็นการรีเซตสมาชิกพรรคโดยอ้อม หรือรีเซตแบบซ่อนรูป ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนเลย และเป็นการดูถูกประชาชนไม่ได้มองในสิ่งที่ประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยความบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตามมองว่าตอนนี้เรื่องที่น่าวิพากษ์วิจารณ์ที่สุดคือการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง การลงพื้นที่ประชุมครม.สัญจร ที่ทุกครั้งมักจะมีการถามนำประชาชนว่าจะให้อยู่ต่อหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้ก็ทำให้มองออกว่าการเมืองในอนาคตยังคงอึมครึม ดังนั้นรัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน จัดการเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยในที่สุด
ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่า หลังจากมีคำสั่ง คสช.ออกมา จะเห็นว่าในหลายๆเรื่องนั้น หากจะเลือกตั้ง เดือนพฤศจิกายน 61 ทำตามประกาศนี้ไม่ได้ และที่น่าสนใจคือข้อ 8 ของคำสั่งกล่าวนั้นกำหนดว่าหากมีการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ให้ ครม.รายงาน คสช.เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกประกาศ คสช.ที่อาจจะเป็นอุปสรรค์ต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง รวมทั้งการทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่าหากถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะสามารถเรียกประชุมพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโรดแม็พใหม่ได้ ซึ่งเชื่อว่าในวันประชุมดังกล่าวหากเกิดขึ้นขณะที่พรรคการเมืองไม่ได้เตรียมตัว ก็จะทำให้มีพรรคการเมืองเล็กบอกในที่ประชุมว่าทำไม่ทัน และขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ทำให้ คสช.เสียหาย เพราะการเลื่อนเลือกตั้งเป็นการขอจากพรรคการเมืองเอง ส่วนเรื่องการรีเซตสมาชิกพรรค ตนไม่รู้สึกว่าพรรคการเมืองเก่าเดือดร้อน เพราะสมาชิกพรรคของไทยคือจำนวนแค่ตัวเลข ไม่ได้บ่งบอกว่าจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ เป็นแค่มายาคติ ดังนั้นพรรคการเมืองไม่ควรไปติดยึดกับจำนวน ส.ส. ซึ่งตนคิดว่าพรรคที่จะอยู่รอดได้ในกติกาที่ไร้สาระ หรือกติกาที่เป็นภาระนี้ คือพรรคที่มีสมาชิก 10,000 คน โดยอาจจะมีสมาชิกจังหวัดละ 100 คน ซึ่งสามารถส่งสมาชิกลงเลือกตั้งได้ทุกเขตอยู่แล้ว
“ด่านแรกในการเลือกตั้งพรรคการเมืองควรยอมเสียหน้าจากการเป็นพรรคใหญ่ เพื่อให้เป็นพรรคเล็กที่คล่องตัว และไปสู้ที่เรื่องนโยบายในการเลือกตั้งดีกว่า เพราะเรื่องสมาชิกพรรคเท่าที่ดูจะต้องมีการส่งเอกสารยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและเรื่องที่เกี่ยวข้องกว่า 20 เรื่องต่อสมาชิก 1 คน ที่สำคัญคือพรรคการเมืองมีเวลาแค่ 1 เดือน ตนจึงมองว่าพรรคการเมืองไม่ควรเอาเวลาไปเสียกับเรื่องเหล่านี้”นายสมชัยกล่าว
ส่วนนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ดังกล่าวนั้นตนมองว่า หากพรรคที่มีสมาชิกมากก็จะมีภาระมากเพราะหากมีการตอบมาโดยสมาชิกพรรคไม่กี่คนจากสมาชิกทั้งหมด ก็จะถูกครหาว่าเป็นสมาชิกที่เหลือสมาชิกเก๊ กลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคใหญ่ต้องไปคุยกันว่าจะเอาจำนวนสมาชิกอาจจะทำแค่จำนวนตามที่กฎหมายกำหนดก่อนเพื่อให้ทันการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเรื่องการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคนั้นมีหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง เฉพาะคุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกพรรคก็มี 15 ข้อแล้ว และยังจะต้องมีเอกสารหลักฐานยืนยัน อาทิ ต้องห้ามเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ซึ่งอาจจะต้องใช้ใบรับรองแพทย์ตรวจปัสสาวะมายืนยันด้วยเลยหรือไม่ ทั้งนี้ตนมองว่าเผลอๆอาจจะต้องมีทางแก้ด้วยการตั้งพรรคใหม่ เพราะการปฏิบัติตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ควรต้องถามกลับไปยัง คสช.ว่าในทางปฏิบัติจริงๆแล้วทำได้จริงหรือไม่ นอกจากนั้นเรื่องที่น่าสนใจคือการเซ็ตซีโร่ ส.ส.เก่า ให้สามารถเปลี่ยนพรรคได้ตามอัธยาศัย เพียงแค่ไม่ส่งหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคก็ย้ายไปอยู่พรรคใหม่ได้แล้ว เป็นการล้างไพ่ ทั้งนี้หากมีเจตนาล้างไพ่เซตซีโร่ ส.ส. จะไม่มีปัญหาหากไม่มีการตั้งพรรคใหม่ที่ประกาศเชียร์ คสช. เพราะหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น คสช.จะถูกมองว่าทำเรื่องนี้โดยหวังผล และถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากในช่วงการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย
“แม้ในด้านหนึ่งจะมองได้ว่า คสช.กำลังเตรียมการให้มีการเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องดูว่าหากมีการเซตซีโร่ ส.ส.แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจะเกิดให้การแบ่งข้าง ส.ส.ขึ้น ว่าจะเชียร์ คสช.ต้องอยู่พรรคนี้ ไม่เชียร์ คสช.ต้องอยู่พรรคนั้น เพราะหาก สส.เก็งว่า คสช.มีแนวโน้มจะได้เป็นรัฐบาลต่อ ส.ส.ก็อาจจะไปอยู่กับพรรคใหม่ที่สนับสนุน คสช.หรือไม่ เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ จะต้องเลือกพรรคที่สามารถเป็นรัฐบาลได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าการเซ็ตซีโร่ ส.ส.เก่า เป็นทางเลือกของ คสช.อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเอาจริง”นายปริญญากล่าว
JJNY : “นักการเมือง-นักวิชาการ” รุมสับ คำสั่งคสช. ปฏิบัติได้ยาก-ฆ่าตัดตอนสมาชิกเก่า
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 ธันวาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจัดเสวนาโต๊ะกลมสาธารณะ ครั้งที่ 2/1 หัวข้อ “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตอน “รัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้งครั้งแรกสู่ประชาธิปไตย”
โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการเลือกตั้งยังอยู่ในลักษณะอึมครึม แม้จะมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว และกฎหมายประกอบอื่นๆก็เสร็จไปหลายฉบับแล้วก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อว่าไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงก็จะต้องเป็นการเลือกตั้งภายใต้บริบทประชาธิปไตยครึ่งใบโดยเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ภายใต้กำกับของ คสช. ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรคเดิมและพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เพราะมีสัญญาณที่เป็นทางการให้เห็นจากคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 นอกจากนั้นมองว่าคำสั่งดังกล่าวจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมมีภาระมากขึ้น ทั้งจะต้องทำเป็นหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและจ่ายค่าสมาชิกซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนมากพอสมควร ดังนั้นจะเป็นเสมือนการฆ่าตัดตอนสมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน อยากตั้งคำถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากคำสั่งดังกล่าว เพราะนายกฯเพิ่งออกมาพูดเรื่องการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่คำสั่งดังกล่าวกลับมีผลตรงกันข้าม ส่วนเรื่องการเกิดพรรคใหม่นั้นตนไม่แปลกใจ เพราะเกือบทุกยุคทุกสมัยหลังการยึดอำนาจจะเกิดพรรคใหม่ขึ้นเสมอ ทั้งพรรคที่ประกาศว่าเป็นพรรคทหารโดยตรง และพรรคที่เป็นนอมินี ส่วนครั้งนี้จะมีการตั้งพรรคใหม่หรือไม่ก็คงจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้
“การที่นายกฯบอกไม่ตั้งพรรคให้เหนื่อยนั้น ผมคิดว่านายกฯพูดจากความรู้สึกจริงๆ เพราะการเป็นนายกฯคนนอกไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคเองก็ได้ และขณะนี้ก็มีคนประกาศตั้งพรรคและพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้เห็นแล้ว หรือกลไกตามรัฐธรรมนูญเองก็เอื้อให้มีนายกฯคนนอก นอกจากนั้นยังมีพรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยคสช.ก็คือพรรค ส.ว. จำนวน 250 คน ซึ่งหากอีกเพียง 126 เสียง ก็สามารถเป็นรัฐบาลได้แล้ว”นายจุรินทร์กล่าว
ด้านชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คำสั่ง คสช.ดังกล่าวทำให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องยืนยันสมาชิกใหม่นั้นเป็นการฝืนประชาชน โดยสมาชิกพรรคการเมืองหลายพรรครวมแล้วกว่า 5 ล้านคน เขาทำผิดอะไร เขาเคยใช้สิทธิเลือกตั้งหลายครั้ง การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการลิดรอนสิทธิของเขา ซึ่งถือเป็นการรีเซตสมาชิกพรรคโดยอ้อม หรือรีเซตแบบซ่อนรูป ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนเลย และเป็นการดูถูกประชาชนไม่ได้มองในสิ่งที่ประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยความบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตามมองว่าตอนนี้เรื่องที่น่าวิพากษ์วิจารณ์ที่สุดคือการใช้งบประมาณแผ่นดินหาเสียง การลงพื้นที่ประชุมครม.สัญจร ที่ทุกครั้งมักจะมีการถามนำประชาชนว่าจะให้อยู่ต่อหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้ก็ทำให้มองออกว่าการเมืองในอนาคตยังคงอึมครึม ดังนั้นรัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน จัดการเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยในที่สุด
ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่า หลังจากมีคำสั่ง คสช.ออกมา จะเห็นว่าในหลายๆเรื่องนั้น หากจะเลือกตั้ง เดือนพฤศจิกายน 61 ทำตามประกาศนี้ไม่ได้ และที่น่าสนใจคือข้อ 8 ของคำสั่งกล่าวนั้นกำหนดว่าหากมีการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ให้ ครม.รายงาน คสช.เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกประกาศ คสช.ที่อาจจะเป็นอุปสรรค์ต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง รวมทั้งการทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่าหากถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะสามารถเรียกประชุมพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดโรดแม็พใหม่ได้ ซึ่งเชื่อว่าในวันประชุมดังกล่าวหากเกิดขึ้นขณะที่พรรคการเมืองไม่ได้เตรียมตัว ก็จะทำให้มีพรรคการเมืองเล็กบอกในที่ประชุมว่าทำไม่ทัน และขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ทำให้ คสช.เสียหาย เพราะการเลื่อนเลือกตั้งเป็นการขอจากพรรคการเมืองเอง ส่วนเรื่องการรีเซตสมาชิกพรรค ตนไม่รู้สึกว่าพรรคการเมืองเก่าเดือดร้อน เพราะสมาชิกพรรคของไทยคือจำนวนแค่ตัวเลข ไม่ได้บ่งบอกว่าจะชนะเลือกตั้งหรือไม่ เป็นแค่มายาคติ ดังนั้นพรรคการเมืองไม่ควรไปติดยึดกับจำนวน ส.ส. ซึ่งตนคิดว่าพรรคที่จะอยู่รอดได้ในกติกาที่ไร้สาระ หรือกติกาที่เป็นภาระนี้ คือพรรคที่มีสมาชิก 10,000 คน โดยอาจจะมีสมาชิกจังหวัดละ 100 คน ซึ่งสามารถส่งสมาชิกลงเลือกตั้งได้ทุกเขตอยู่แล้ว
“ด่านแรกในการเลือกตั้งพรรคการเมืองควรยอมเสียหน้าจากการเป็นพรรคใหญ่ เพื่อให้เป็นพรรคเล็กที่คล่องตัว และไปสู้ที่เรื่องนโยบายในการเลือกตั้งดีกว่า เพราะเรื่องสมาชิกพรรคเท่าที่ดูจะต้องมีการส่งเอกสารยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและเรื่องที่เกี่ยวข้องกว่า 20 เรื่องต่อสมาชิก 1 คน ที่สำคัญคือพรรคการเมืองมีเวลาแค่ 1 เดือน ตนจึงมองว่าพรรคการเมืองไม่ควรเอาเวลาไปเสียกับเรื่องเหล่านี้”นายสมชัยกล่าว
ส่วนนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ดังกล่าวนั้นตนมองว่า หากพรรคที่มีสมาชิกมากก็จะมีภาระมากเพราะหากมีการตอบมาโดยสมาชิกพรรคไม่กี่คนจากสมาชิกทั้งหมด ก็จะถูกครหาว่าเป็นสมาชิกที่เหลือสมาชิกเก๊ กลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคใหญ่ต้องไปคุยกันว่าจะเอาจำนวนสมาชิกอาจจะทำแค่จำนวนตามที่กฎหมายกำหนดก่อนเพื่อให้ทันการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเรื่องการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคนั้นมีหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง เฉพาะคุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกพรรคก็มี 15 ข้อแล้ว และยังจะต้องมีเอกสารหลักฐานยืนยัน อาทิ ต้องห้ามเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ซึ่งอาจจะต้องใช้ใบรับรองแพทย์ตรวจปัสสาวะมายืนยันด้วยเลยหรือไม่ ทั้งนี้ตนมองว่าเผลอๆอาจจะต้องมีทางแก้ด้วยการตั้งพรรคใหม่ เพราะการปฏิบัติตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ควรต้องถามกลับไปยัง คสช.ว่าในทางปฏิบัติจริงๆแล้วทำได้จริงหรือไม่ นอกจากนั้นเรื่องที่น่าสนใจคือการเซ็ตซีโร่ ส.ส.เก่า ให้สามารถเปลี่ยนพรรคได้ตามอัธยาศัย เพียงแค่ไม่ส่งหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคก็ย้ายไปอยู่พรรคใหม่ได้แล้ว เป็นการล้างไพ่ ทั้งนี้หากมีเจตนาล้างไพ่เซตซีโร่ ส.ส. จะไม่มีปัญหาหากไม่มีการตั้งพรรคใหม่ที่ประกาศเชียร์ คสช. เพราะหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น คสช.จะถูกมองว่าทำเรื่องนี้โดยหวังผล และถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากในช่วงการเมืองที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย
“แม้ในด้านหนึ่งจะมองได้ว่า คสช.กำลังเตรียมการให้มีการเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องดูว่าหากมีการเซตซีโร่ ส.ส.แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจะเกิดให้การแบ่งข้าง ส.ส.ขึ้น ว่าจะเชียร์ คสช.ต้องอยู่พรรคนี้ ไม่เชียร์ คสช.ต้องอยู่พรรคนั้น เพราะหาก สส.เก็งว่า คสช.มีแนวโน้มจะได้เป็นรัฐบาลต่อ ส.ส.ก็อาจจะไปอยู่กับพรรคใหม่ที่สนับสนุน คสช.หรือไม่ เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ จะต้องเลือกพรรคที่สามารถเป็นรัฐบาลได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าการเซ็ตซีโร่ ส.ส.เก่า เป็นทางเลือกของ คสช.อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเอาจริง”นายปริญญากล่าว