เรื่องมันมีอยู่ว่า
มันจะมีของเกี่ยวกับศิลปินออกมาขายใช่มั้ยคะ
ซึ่งบางอย่างจะเป็นเซต ต้องซื้อทั้งหมด แล้วจะได้ของเมมเบอร์ครบทุกคน
หรืออาจจะเป็นโฟโต้เซตแบบสุ่ม เลือกไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราไม่ได้อยากได้ของทุกคน หรือเราได้ของที่เราไม่อยากได้
ผลต่อมาก็เกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น
ชวนหาร รวมตังกันไปซื้อ หรือ
เกิดการแยกขาย ซึ่งประเด็นที่เราคิดๆอยู่ คือตรงนี้ค่ะ
ถ้าเมมเบอร์คนไหนได้รับความนิยมมาก ราคาก็จะยิ่งสูง
- ถ้าเราคิดในแง่ของ อุปสงค์อุปทาน ดีมานมากราคาก็สูงเป็นธรรมดา
- ถ้าเราคิดในแง่ของศีลธรรม เหมือนเป็นการซื้อของมาขายต่อ ในราคาที่สูงกว่า มันดูเห็นแก่ตัวมั้ย
ถ้าอัพมากมันก็ดูเป็นธุรกิจไปเลย อันนี้ยังพอเข้าใจ แล้วแต่จะคิดมุมไหน ธุรกิจหรือ ศีลธรรม
ประเด็นนี้คำตอบในใจเราคือ ถ้าไม่ใช่เพื่อธุรกิจ และเราได้อันที่เราไม่อยากได้มา
การขายต่อในราคาที่บวกไปนิดหน่อย เป็นค่ารถไม่ให้เราขาดทุน มันก็ดูโอเคที่สุด ถ้ามันเป็นการตกลงของผู้ขายกับผู้ซื้อที่ไม่ใช่การบังคับ
เรามองว่า ถ้ามันมีกระบวนการเกิดขึ้น เช่น ต้องแยกของ ต้องแลกการ์ด ไม่ใช่ซื้อมาขายไปโดยตรง ไม่เหมือนซื้อบัตรมาอัพดื้อๆ
ถ้าผู้ซื้อโอเค มันก็ไม่ผิดที่อัพราคาขึ้นนิดหน่อยให้ตัวเราเพราะเราเสียเวลาและแรง
คิดแบบนี้คือเห็นแก่ตัวมั้ยคะ
แล้วก็สงสัยในด้านลิขสิทธิ์อะไรแบบนี้ มันถือเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญามั้ยคะ อารมณ์แบบ หากินกับสินค้าคนอื่น
มันดูเป็นทางอ้อม กว่าการซื้อของมาอัพราคาแบบไม่เกิดกระบวนการ หรือเอาสิ่งที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาทำของขาย
และเรื่องลิทสิทธิ์ทางปัญญามันค่อนข้างคลุมเคลือมากๆ เหมือนบางทีการละเมิดอะไรพวกนี้เกิดขึ้นทั่วไปจนเราไม่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
คำถามนี้มันทับซ้อนกับคำถามที่แล้วนะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองว่ามีกระบวนการเกิดขึ้นก่อนขายต่อ เป็นสิ่งที่คิดไปเอง หรือว่าเป็นสิ่งที่เราเสียแรง
ในเชิงของธุรกิจ + ลิขสิทธิ์อะไรแบบนี้ การซื้อของมาแยกขายแล้วอัพราคามันผิดมั้ยคะ
จากเรื่องที่ไล่มาข้างต้น เราอยากทราบถึงมุมมองของคนอื่นๆค่ะว่าเป็นยังไง
ชวนถก การอัพราคาของสะสมเกี่ยวกับศิลปินต่างๆ
มันจะมีของเกี่ยวกับศิลปินออกมาขายใช่มั้ยคะ
ซึ่งบางอย่างจะเป็นเซต ต้องซื้อทั้งหมด แล้วจะได้ของเมมเบอร์ครบทุกคน
หรืออาจจะเป็นโฟโต้เซตแบบสุ่ม เลือกไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราไม่ได้อยากได้ของทุกคน หรือเราได้ของที่เราไม่อยากได้
ผลต่อมาก็เกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น
ชวนหาร รวมตังกันไปซื้อ หรือ
เกิดการแยกขาย ซึ่งประเด็นที่เราคิดๆอยู่ คือตรงนี้ค่ะ
ถ้าเมมเบอร์คนไหนได้รับความนิยมมาก ราคาก็จะยิ่งสูง
- ถ้าเราคิดในแง่ของ อุปสงค์อุปทาน ดีมานมากราคาก็สูงเป็นธรรมดา
- ถ้าเราคิดในแง่ของศีลธรรม เหมือนเป็นการซื้อของมาขายต่อ ในราคาที่สูงกว่า มันดูเห็นแก่ตัวมั้ย
ถ้าอัพมากมันก็ดูเป็นธุรกิจไปเลย อันนี้ยังพอเข้าใจ แล้วแต่จะคิดมุมไหน ธุรกิจหรือ ศีลธรรม
ประเด็นนี้คำตอบในใจเราคือ ถ้าไม่ใช่เพื่อธุรกิจ และเราได้อันที่เราไม่อยากได้มา
การขายต่อในราคาที่บวกไปนิดหน่อย เป็นค่ารถไม่ให้เราขาดทุน มันก็ดูโอเคที่สุด ถ้ามันเป็นการตกลงของผู้ขายกับผู้ซื้อที่ไม่ใช่การบังคับ
เรามองว่า ถ้ามันมีกระบวนการเกิดขึ้น เช่น ต้องแยกของ ต้องแลกการ์ด ไม่ใช่ซื้อมาขายไปโดยตรง ไม่เหมือนซื้อบัตรมาอัพดื้อๆ
ถ้าผู้ซื้อโอเค มันก็ไม่ผิดที่อัพราคาขึ้นนิดหน่อยให้ตัวเราเพราะเราเสียเวลาและแรง
คิดแบบนี้คือเห็นแก่ตัวมั้ยคะ
แล้วก็สงสัยในด้านลิขสิทธิ์อะไรแบบนี้ มันถือเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญามั้ยคะ อารมณ์แบบ หากินกับสินค้าคนอื่น
มันดูเป็นทางอ้อม กว่าการซื้อของมาอัพราคาแบบไม่เกิดกระบวนการ หรือเอาสิ่งที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาทำของขาย
และเรื่องลิทสิทธิ์ทางปัญญามันค่อนข้างคลุมเคลือมากๆ เหมือนบางทีการละเมิดอะไรพวกนี้เกิดขึ้นทั่วไปจนเราไม่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
คำถามนี้มันทับซ้อนกับคำถามที่แล้วนะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองว่ามีกระบวนการเกิดขึ้นก่อนขายต่อ เป็นสิ่งที่คิดไปเอง หรือว่าเป็นสิ่งที่เราเสียแรง
ในเชิงของธุรกิจ + ลิขสิทธิ์อะไรแบบนี้ การซื้อของมาแยกขายแล้วอัพราคามันผิดมั้ยคะ
จากเรื่องที่ไล่มาข้างต้น เราอยากทราบถึงมุมมองของคนอื่นๆค่ะว่าเป็นยังไง