มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย (ภาค5)

ปัจจัย 24 (ต่อ)


9. อุปนิสสยปัจจัย

ปัจจัยอันเป็นการเข้าไปอาศัย

กฎแห่งการสะสม

ปัจจัยที่มีกำลังแรงจากการสะสมมานาน เปรียบเหมือนร่องน้ำที่ถูกกัดเซาะจนลึก ทำให้ข้อมูลใหม่ที่เข้ามาต้องไหลไปตามเส้นทางเดิมโดยอัตโนมัติ เป็นตัวกำหนดนิสัย จริต และวิวัฒนาการ

อุปนิสสยปัจจัย หมายถึง ปัจจัยที่มีกำลังแรง ซึ่งมักเกิดจากการสะสม บ่มเพาะ หรือทำซ้ำๆ จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง

ในตอนแรก ใจเราเหมือนพื้นที่ราบที่เพิ่งมีน้ำไหลผ่านครั้งแรก น้ำจะไหลไปทางไหนก็ได้ แต่พอเราคิด พูด หรือทำอะไรซ้ำๆ (ด้วยอำนาจ อาเสวนปัจจัย ) น้ำจะเริ่มกัดเซาะดินให้บุ๋มลงไปทีละนิด

​ทุกความทรงจำ ทุกประสบการณ์ที่รุนแรง หรือทุกนิสัยที่ทำจนชิน มันจะขุดร่องน้ำนี้ให้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งร่องลึก พลังของมันก็ยิ่งมาก จนกลายเป็น “อุปนิสสยะ” (ที่อาศัยที่มีกำลังแรง) พอมีน้ำใหม่ (เหตุการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต) ตกลงมาบนพื้นดิน ใจจะไม่เสียเวลาคิดเลยว่าจะไหลไปทางไหนดี แต่น้ำนั้นจะถูกบังคับให้ไหลลงร่องเดิมทันที ถ้าเราขุดร่องน้ำสาย “ความโกรธ” ไว้ลึกมาก พอมีใครมาพูดจาไม่ดีใส่ (น้ำใหม่) ใจเราจะไหลพรวดไปที่ความโกรธทันทีโดยไม่ต้องสั่ง นี่คืออำนาจของอุปนิสสยะที่

​ร่องน้ำจากอารมณ์ (อารัมมณูปนิสสยะ) เป้าหมายหรือความฝันที่ฝังใจมาก จนมันดึงดูดให้ชีวิตหมุนไปหามันตลอดเวลา เหมือนน้ำที่ไหลไปหาจุดต่ำสุด

​ร่องน้ำจากความต่อเนื่อง (อนันตรูปนิสสยะ) การส่งไม้ผลัดที่แรงมาก จนเบรกไม่อยู่ (เหมือนรถเบรกแตกที่พุ่งไปตามทาง)

​ร่องน้ำจากนิสัย/สิ่งแวดล้อม (ปกตูปนิสสยะ) ร่องน้ำที่เกิดจากศีลธรรม นิสัย อาหาร สภาพอากาศ หรือคนที่เราคบ สิ่งเหล่านี้ขุดร่องน้ำให้ชีวิตเราเดินไปตามเส้นทางนั้นอย่างมั่นคง

​อุปนิสสยปัจจัย คือ กฎแห่งความคุ้นเคยที่ทรงพลัง มันคือเหตุผลที่ว่า ทำไมแต่ละคนถึงนิสัยไม่เหมือนกัน เพราะเราขุดร่องน้ำมาคนละแบบ มันเป็นปัจจัยที่ทำให้”ลำเอียง”ไปตามความถนัด

​ถ้าเราอยากเปลี่ยนชีวิต เราต้อง “ขุดร่องน้ำใหม่” ด้วยการทำสิ่งดีๆ ซ้ำๆ จนร่องน้ำใหม่ลึกกว่าร่องเดิม เพื่อให้น้ำในใจเปลี่ยนทิศทางไหล

นอกจากการทำซ้ำๆแล้วบางครั้งร่องน้ำอาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่มีกำลังรุนแรงสร้างขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับการพบเจอเหตุการณ์ที่สร้างกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจนกลายเป็นปมซึ่งมีผลต่อบุคลิกภาพในระยะยาว

​เมื่อสิ่งมีชีวิตสองชนิด (เช่น มดกับเพลี้ย   เพลี้ยจะดูดน้ำเลี้ยงจากพืชและขับถ่ายของเหลวรสหวานที่เรียกว่า "น้ำหวาน" ออกมา ซึ่งเป็นอาหารโปรดของมด มดจึงคอยปกป้องเพลี้ยจากศัตรูทางธรรมชาติ เช่น เต่าทอง และบางครั้งมดจะย้ายเพลี้ยไปไว้ในจุดที่อาหารอุดมสมบูรณ์กว่า นี่คือการ "คุ้มครองแลกกับอาหาร" จนมดบางชนิดถึงขั้นคาบไข่เพลี้ยไปเก็บไว้ในรังช่วงฤดูหนาวเพื่อให้มั่นใจว่าฤดูหน้าจะมีแหล่งอาหาร  ) เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กันนานเข้า ​ระยะแรก อาจจะเป็นแค่การอยู่ใกล้กัน เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า การอยู่ร่วมกันนั้น “บ่มเพาะ” จนกลายเป็นเงื่อนไขที่มีกำลังแรง (อุปนิสสยะ) จนเกิดหน้าที่ใหม่ที่ตัดขาดจากกันไม่ได้ ผลลัพธ์ มันกลายเป็นระบบนิเวศย่อยๆ ที่มีหน้าที่ส่งต่ออาหารและป้องกันภัยให้กันโดยอัตโนมัติ การสะสมเวลาทำให้มันกลายเป็น “ความจำเป็นพื้นฐาน” ของชีวิต

เมื่อหัดเดินหรือปั่นจักรยานในช่วงแรก จิตต้องสั่งการอย่างหนัก แต่เมื่อทำนานเข้า โครงข่ายประสาท จะเชื่อมต่อกันหนาแน่นขึ้น การทำซ้ำกลายเป็น “อุปนิสสยะ” คือเป็นแรงหนุนที่ทรงพลัง จนสุดท้าย ร่างกาย “จำหน้าที่” ได้เอง ระบบกล้ามเนื้อและประสาททำงานประสานกันโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายาม นี่คือพลังของอุปนิสสยะที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิตสั่งการและร่างกายมาอย่างยาวนาน

​ทำไม  ไมคอร์ไรซา
​จึงเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุด มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง รา กับ รากพืช เส้นใยของราจะแผ่ขยายออกไปไกลกว่ารากพืชมาก ช่วยหาแร่ธาตุ (โดยเฉพาะฟอสฟอรัส) และน้ำมาส่งให้พืช ส่วนพืชก็ตอบแทนด้วยน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง  พืชบนบกกว่า 90% พึ่งพาระบบนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าถ้าไม่มีราเหล่านี้ พืชโบราณอาจจะไม่สามารถวิวัฒนาการขึ้นมาครองแผ่นดินได้เลย   ​นี่คือการปฏิสัมพันธ์กันระดับล้านปี จนเกิดเป็น อุปนิสสยปัจจัยทางพันธุกรรม ​ความสัมพันธ์ที่ยาวนานทำให้เกิดหน้าที่   เช่น ต่อไทรกับลูกไทร
ดอกไทรซ่อนอยู่ในผล (ลูกไทรคือช่อดอกที่หุบเข้าด้านใน) ต่อไทรตัวเมียต้องมุดรูเล็กๆ เข้าไปวางไข่ข้างใน ระหว่างนั้นมันจะผสมเกสรให้ต้นไทรไปด้วย
​ ลูกไทรแต่ละชนิดมักจะมี "ต่อไทรเฉพาะสายพันธุ์" ของตัวเองเท่านั้น ถ้าต่อไทรสูญพันธุ์ ต้นไทรชนิดนั้นก็จะไม่สามารถสืบพันธุ์ได้อีกเลย   มันจึงไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่เป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องทำหน้าที่ต่อกันเพื่อความอยู่รอดของระบบนิเวศโดยรวม การมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเวลานานจนกลายเป็น หน้าที่ หรือ ความจำของระบบ คือหัวใจของวิวัฒนาการทั้งในทางชีวภาพและพฤติกรรม

อุปนิสสยปัจจัยคือ สะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ทำร่วมกันมานาน (อดีต) จะกลายเป็นพลังงานสะสมที่ทรงพลัง (อุปนิสสยะ) ซึ่งกำหนดหน้าที่และการกระทำในปัจจุบันและอนาคต เหมือนร่างกายเราที่ไม่ได้ทำงานตามใจชอบในวินาทีนี้ แต่มันทำงานตามข้อตกลงที่อวัยวะต่างๆ ทำร่วมกันมาตลอด

อุปนิสสยปัจจัยประดุจ  “พายุฝนฟ้าคะนอง” ที่ตกลงมาด้วยปริมาณมหาศาลจนทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ฝังดินอยู่ต้องงอกงามขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกอุปมาหนึ่งคือ “นิสัยหรือจริตที่สั่งสมมา” ประดุจความคุ้นชินของสัตว์ป่าที่ต้องกลับไปหาแหล่งน้ำเดิม อุปนิสสยะคือ “แรงเหวี่ยง” หรือ “ความกดดัน” ที่ทรงพลังยิ่งกว่านิสสยะปกติ เพราะมันคือการสะสมจนได้ที่ แล้วระเบิดทิศทางออกมา อุปนิสสยะเกิดจากการ “บ่มเพาะ” และ “แรงเหนี่ยวนำ” 3 ทางหลัก ​1.แรงส่งจากอดีต เมื่อกระบวนการใดๆ เกิดซ้ำ (อาเสวนะ) จนกลายเป็นความจำของระบบ พลังงานนั้นจะเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็น “อุปนิสสยะ” ที่พร้อมจะผลักดันให้เกิดพฤติกรรมเดิมในทันทีที่สบโอกาส 2.แรงดึงจากอนาคต เป้าหมายที่แรงกล้า (อารัมมณูปนิสสยะ) เช่น ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสำเร็จ สิ่งนี้จะดึงดูดทรัพยากรทั้งหมดให้ไหลไปหาเป้าหมายนั้นอย่างมีกำลังมหาศาล 3.​เงื่อนไขแวดล้อมที่บีบคั้น เช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง บีบให้สิ่งมีชีวิตต้องวิวัฒนาการหรือตาย สภาวะแวดล้อมนี้เองที่เป็น “อุปนิสสยะ” บีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

อุปนิสสยปัจจัยคือพลังงานที่พร้อมปลดปล่อย วัตถุที่มีมวลมากและเคลื่อนที่มานาน ย่อมหยุดยากและมีแรงปะทะสูง “อุปนิสสยะ” คือแรงเหวี่ยงของข้อมูลหรือนิสัยที่สะสมมานาน จนเปลี่ยนทิศทางระบบได้ยาก คือจุดที่ปัจจัยต่างๆ สะสมจนถึงขีดสุด แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เช่น ในทางประสาทวิทยา คือการที่เส้นประสาทเชื่อมต่อกันซ้ำๆ จนเกิดเป็นทางหลวงข้อมูล ทำให้สมองสั่งการเรื่องเดิมได้รวดเร็วโดยไม่ต้องคิด นี่คืออุปนิสสยะที่ฝังอยู่ในชีวภาพ อุปนิสสยปัจจัยคือ อำนาจแห่งการตัดสินใจเบ็ดเสร็จ หากต้องการทราบว่าทำไมคนเราถึงมีนิสัยที่แก้ไม่หาย ให้มองที่การ “สะสม” ปัจจัยนี้บอกเราว่าปัจจุบันถูกกำหนดด้วยน้ำหนักของอดีต และเราสามารถสร้าง “อุปนิสสยะใหม่” ได้ด้วยการเพียรทำสิ่งใหม่ให้บ่อยพอจนน้ำหนักของมันมากพอจะเปลี่ยนทิศทางชีวิตได้

อดีตไม่ได้หายไป แต่มันกลายเป็น “แรงเหวี่ยง” ที่รุนแรงที่สุด สสารจึงต้องเกาะตัวกันแบบเดิม และจิตต้องคิดแบบเดิม เพราะ “ร่องน้ำข้อมูล” นั้นลึกเกินกว่าจะไหลออกนอกเส้นทางได้โดยง่าย



10. ปุเรชาตปัจจัย
ปัจจัยอันเกิดก่อน
กฎแห่งการเตรียมความพร้อมให้ผู้มาที่หลัง
ปัจจัยที่เกิดก่อนไม่ใช่แค่ “เกิดก่อนตามลำดับเวลา” เท่านั้น แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ “เกิดมาเพื่อรอรับผลที่จะตามมา และต้องตั้งมั่นอยู่จนกว่าเหตุการณ์นั้นจะจบลง” หากมันเกิดแล้วดับไปก่อน มันจะไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย
ก่อนที่ “การรับรู้” (Information Processing) จะเกิดขึ้น ระบบต้องมี “ตัวรับสัญญาณ” ที่พร้อมทำงาน 100% ก่อนที่คุณจะเห็นภาพ (Visual Perception) ลูกตาและเรตินา ต้องถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์และเปิดระบบรอรับแสงอยู่ก่อนแล้ว ถ้าแสง (ข้อมูล) วิ่งมาชนกับจุดที่ไม่มีเซนเซอร์ ข้อมูลนั้นจะกลายเป็นขยะ (Entropy) ทันที ดังนั้นปุเรชาตะคือ “ความพร้อมทางกายภาพ” ที่มีหน้าที่เปลี่ยน “แรงกระทบ” ให้กลายเป็น “ความหมาย” ปุเรชาตะคือ “เครื่องรับสัญญาณ” ที่ต้องเปิดเครื่องรอไว้ก่อนที่คลื่นจะมาถึง สภาวะที่เกิดก่อนและตั้งอยู่เพื่อรอการมาถึงของข้อมูลใหม่ เช่น ลูกตาที่ถูกสร้างขึ้นก่อนที่แสงจะมากระทบ เพื่อเป็นฉากรับข้อมูลให้เกิดการรับรู้
ปุเรชาตะคือ “กรอบของความเป็นจริง” มันเกิดก่อนเพื่อบอกว่า “สิ่งที่กำลังจะตามมา สามารถไปได้ไกลแค่ไหน”​
ปุเรชาตปัจจัย คือการที่สภาวะหนึ่ง (โดยมากคือรูปธรรม) ต้องเกิดก่อนและ “ตั้งรอ” อยู่เพื่อให้สภาวะที่เกิดตามมา (โดยมากคือนามธรรม) ได้เข้ามาอาศัยใช้สอยเพื่อทำงาน ปุเรชาตะเกิดจาก “ความต่างของอัตราการเปลี่ยนแปลง” ระหว่างสสารและพลังงาน สสารหรือรูปธรรมมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าพลังงานหรือจิต (ในทางพุทธ รูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ 17 ขณะ) ความอึดของสสารนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็น “ต้นทุนเดิม” ที่เกิดก่อนและรอให้ปัจจัยที่ละเอียดกว่าเข้ามาปฏิสัมพันธ์
​ระบบธรรมชาติจะสร้าง “เครื่องรับ” (Sensors) ไว้ล่วงหน้าเสมอ เช่น ลูกตาที่ถูกสร้างขึ้นก่อนที่แสงจะมากระทบ เพื่อให้กระบวนการเห็น (จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้นได้ทันที ปุเรชาตปัจจัยคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” หรือ “ปัจจัยที่มีอยู่ก่อน”
​ในทางชีววิทยาเซลล์ประสาทรับภาพต้องมีอยู่ก่อน แสงจึงจะถูกแปลผลเป็นภาพได้ ปุเรชาตะจึงทำหน้าที่เป็น “ฉากรับข้อมูล” มวลสารที่มีความเฉื่อย ย่อมดำรงอยู่ข้ามกาลเวลาได้นานกว่าแรงกระทำชั่วคราว ทำให้มันเป็นฐานให้แรงเหล่านั้นมากระทำซ้ำๆ ได้ หากต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “การใช้งาน” ให้มองที่ปัจจัยนี้ ปัจจัยนี้บอกเราว่าเราไม่สามารถทำงานได้ในความว่างเปล่า เราต้องมี “วัตถุดิบ” หรือ “โครงสร้าง” ที่เกิดเตรียมรอไว้ก่อนเสมอ ความสำเร็จในปัจจุบันจึงมักพึ่งพาการเตรียมการ (ปุเรชาตะ) ที่ดีจากอดีตนั่นเอง
ปัจจัยนี้ยืนยันว่าสสารหรือโครงสร้างทางกายภาพ จำเป็นต้องก่อตัวจนมีความพร้อมและ”ตั้งอยู่” (อัตถิปัจจัย) ก่อนที่กระบวนการประมวลผลข้อมูลระดับสูงหรือจิต จะสามารถอุบัติขึ้นเพื่อทำหน้าที่ประสานงานได้
รูปธรรม ต้องถูกติดตั้งและประมวลผล (ปุเรชาตะ) ก่อนที่นามธรรม จะทำงานได้ สภาวะที่ละเอียดกว่าต้องพึ่งพาสภาวะที่หยาบกว่าเป็นที่ตั้งเสมอ
ระบบปฏิบัติการต่างๆ (อินทรีย์) เช่น ต้องมีร่างกายที่มีระบบรับรู้ทางตาก่อน การรับรู้ทางตาเมื่อแสงมากระทบ จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้นตามมาได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่