บทความต่อไปนี้ มิได้มีเจตนาบิดเบือนพุทธศาสนา, คริสตศาสนา, อิสลาม, ฮินดู ฯลฯ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตีความหมายว่า“ลิทธิหรือศาสนา” มิได้ลบหลู่ผู้มีปัญญาพร้อมด้วยเมตตากรุณา มาเผยแผ่ความเป็นสัจธรรมความจิงของธรรมชาติ หากแต่ข้าพเจ้าอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวคิดที่แตกต่างออกไป(ทางเดินแตกต่าง) แต่จุดหมายปลายทาง คือสิ่งเดียวกัน กล่าวคือ “ทุก ๆศาสนากำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน”
ทุกวันนี้เรายึดติด"ตัวตน"มากเกินไป จนเกิดเป็นปัญหา เพราะคำว่า ศาสนา, เพลงชาติ, สีผิว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือ ที่ทำให้เกิดความแตกต่าง แล้วลุกลามไปถึงการทะเลาะ ไปจนถึงสงคราม
ย้อนกลับไปเมื่อ ก่อนที่เราจะได้เข้ามาเกิดบนโลกนี้ ธรรมชาติ(บนโลก)มันดำเนินมาเป็นแสนล้านปีแล้ว ต่อให้เราจะเข้ามาหรือไม่ก็ตาม มันก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่มีการเปิดโอกาส หรือ แรงใดแรงหนึ่งนำพาเราเข้ามาโลกนี้ในฐานะ”ผู้สังเกตการณ์” แค่สังเกตเฉย ๆนะพยายามสร้างความเดือดร้อนให้น้อยที่สุด คอยสังเกตว่าธรรมชาติของดาวนี้มันเป็นอย่างไร พูดง่าย ๆว่าได้ตั๋วเข้ามาชมโลกในเวลาที่กำหนด ซึ่งมันน้อยนิดเดียวถ้าเทียบกับอายุดาวดวงนี้(ชีวิตเราสั้นนิดเดียว) สังเกตให้รู้ รู้เสร็จก็ไปสังเกตดาวอื่นบ้าง นี่เรากำลังท่องเที่ยวในจักรวาลอยู่นะ
แต่การที่คุณจะเข้ามาดูดาวดวงนี้ คุณจะเข้ามาเฉย ๆไม่ได้ คุณต้องมียานพาหนะ(ร่างกาย/ขันธ์) ยานแต่ละลำนี้จะมีความสามารถ(สัญชาตญาณ)ในการดำรงชีวิตแตกต่างกันไป บางลำล่าว่ายน้ำเก่ง บางลำปีนต้นไม้เก่ง บางลำพรางตัวได้ บางลำเลียนแบบสัตว์อื่นได้ บางลำเติมพลังงานโดยการกินพืช บางลำเติมพลังงานโดยการกินเนื้อสัตว์ บางลำหาพลังงานได้ทั้งพืชและสัตว์ ฯลฯ
เข้าเรื่องเลยคือ ทุกวันนี้เรากำลังโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ(ชาติ) แต่เราเกิดมาท่ามกลางกองเทคโนโลยีที่บรรพบุรุษผู้ไม่รู้สร้างเอาไว้(อวิชชา คือความไม่รู้ ใช้ปัญญาในทางที่ผิด) ซึ่งดูเผิน ๆมันก็ดีไงเพราะมันสะดวกสบาย แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือกิเลสทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ตามมาคือมารในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การปล้น การเกิดอุบัติเหตุจากท้องถนน ฯลฯ มารเหล่านี้เกิดจากความต้องการสิ่งประดิษฐ์ของคนอื่น หรือผลพวงมาจากการสร้างรถที่วิ่งด้วยความเร็ว ก็ตกอยู่ในเรื่องกิเลสมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าเราลองไม่มีสิ่งเหล่านี้ล่ะ (ไม่ได้พัฒนามาทางเทคโนโลยี) จะเกิดอะไรขึ้น??
โลกนี้ก็จะปกคลุมไปด้วยป่า กลิ่นสัตว์เลี้ยง เสียงนกร้อง ที่เราเคยได้ยินขณะที่ใช้สมาธิกับการมองจอโทรศัพท์อยู่ในเมืองนั้น ยังคงเหมือนเดิม... แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ คุณจะสามารถรู้ได้ว่า เสียงเหล่านั้นมันดังมาจากที่ไหน ใกล้หรือไกล มีกี่ชนิดที่ร้องอยู่ และถ้ามีเสียงนกชนิดใหม่ดังแทรกขึ้นมา คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันมีอีกสายพันธุ์เพิ่มเข้ามาในระแวกที่เราอยู่นะ นี่ไงพลังอย่างแรกที่เขาให้เรามา แล้วอย่างอื่นล่ะ?
ถ้าคุณอยู่ในป่าคุณจะมีสติ มีสมาธิกับสิ่งที่ทำตลอดเวลา(ทุกวันนี้ไม่มี เพราะมันสบาย) ในป่าล้วนมีอันตรายเต็มไปหมด ทั้งเราเป็นอันตรายต่อสัตว์อื่น และสัตว์อื่นเป็นอันตรายต่อเรา ทุก ๆย่างก้าวมีสิ่งมีชีวิต โพรงหญ้าที่เห็นนิ่ง ๆแต่ข้างใต้ใบหญ้านั้นงูใช้เป็นทางเดิน ต้นไม้ที่ว่าสวยงามอยากขึ้นไปนั่ง แต่มดทหารเฝ้าอยู่ทุกกิ่งก้าน // ทุกลมหายใจถ้าคุณใช้สติไปอยู่ที่จมูก คุณจะสามารถได้กลิ่นของอากาศ หากมีกลิ่นสัตว์ร้ายมาเมื่อไหร่คุณต้องตื่นตัวทันที // เมื่อคุณใช้สติอยู่กับ”การฟังเสียงเหยื่อ” หูของคุณจะได้ยินเสียงเล็ดลอดผ่านใบไม้จากที่ห่างไกล โดยที่คุณไม่คิดว่าจะทำได้ // แต่คุณสามารถใช้สมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้นนะ ถ้าคุณจะใช้ฟังคุณต้องหยุดเดิน ถ้าคุณใช้ในการเพ่งดู หูคุณจะได้ยินเบาลง // ทีนี้คุณเริ่มมองเห็นความสำคัญของสติและสมาธิหรือยัง แต่มันใช้ได้ไม่ค่อยดีกับในเมืองเท่าไหร่นะ
ในป่าจะทำคุณค้นพบตัวเอง... แค่นั้นยังไม่พอ คุณยังค้นพบสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ในสเกลธรรมชาติตัวคุณนั้นเล็กกว่าเชื้อโรค เราแค่มาขออาศัยบนโลกนี้ ถ้าเราเหนื่อยอยากจะหาที่นั่งพักสักที่ คุณแทบจะต้องเอ่ยปากขอว่า “ขอพักพิงหน่อยนะ เราไม่ได้มาทำร้ายใคร” เพราะทุก ๆตารางนิ้วล้วนมีเจ้าของหมดแล้ว มด งู หนู หนอน ฯลฯ ก่อนที่คุณจะนั่ง จะหยิบอะไรคุณต้องพิจารณาดูทุกอย่าง (เหมือนหมาที่ก่อนจะนอนมันต้องหมุนตัว) ธรรมชาติสร้างชีวิต มีชีวิตอยู่บนสิ่งมีชีวิตอีกทียังมีเลย
มีแต่ในเมืองเท่านั้นที่ไม่ค่อยมีสิ่งมีชีวิตอยากอยู่ แล้วเจ้ามนุษย์นึกอย่างไรมาสร้างตึก แล้วบอกว่าที่นี่เป็นของเรา สัตว์อื่นนอกเหนือจากสายพันธุ์เราให้ไล่ออกไป หากเข้ามาฆ่าให้หมด... คุณทำเกินหน้าที่ไปแล้วหรือเปล่า? ท่านผู้สังเกตการณ์??
เขาให้คุณเข้ามาดู โดยให้ขันธุ์กับความสามารถสัญชาตญาณมา แถมให้สิทธิในการกินได้ทั้งพืชและสัตว์แค่นี้ก็ดีขนาดไหนแล้ว ในขณะที่สัตว์อื่นเขาทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ที่ดี(เกิดมามีแค่ไหน ก็ใช้แค่นั้น มัน”เพียงพอ”แล้วที่จะนำพาตัวเองให้อยู่รอดจนหมดอายุขัย) แต่คุณกลับสร้างสิ่งประดิษฐ์/ขยะ(กิเลส)ไว้บนโลกก่อนที่คุณจะไป แล้วคุณคิดว่าจะออกไปได้ง่าย ๆงั้นหรือ? คุณทำอะไรไว้ก็กลับมาเก็บกวาดซะ มาชดใช้ซะ
มีแต่ผู้ที่ปฏิบัติดีแล้วเท่านั้น ที่จะได้ออกไปจากที่นี่ ได้ออกไปเที่ยวต่อ....
เรามาในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" แค่นั้น เดี๋ยวเราก็จากโลกนี้ไปแล้ว
ทุกวันนี้เรายึดติด"ตัวตน"มากเกินไป จนเกิดเป็นปัญหา เพราะคำว่า ศาสนา, เพลงชาติ, สีผิว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือ ที่ทำให้เกิดความแตกต่าง แล้วลุกลามไปถึงการทะเลาะ ไปจนถึงสงคราม
ย้อนกลับไปเมื่อ ก่อนที่เราจะได้เข้ามาเกิดบนโลกนี้ ธรรมชาติ(บนโลก)มันดำเนินมาเป็นแสนล้านปีแล้ว ต่อให้เราจะเข้ามาหรือไม่ก็ตาม มันก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่มีการเปิดโอกาส หรือ แรงใดแรงหนึ่งนำพาเราเข้ามาโลกนี้ในฐานะ”ผู้สังเกตการณ์” แค่สังเกตเฉย ๆนะพยายามสร้างความเดือดร้อนให้น้อยที่สุด คอยสังเกตว่าธรรมชาติของดาวนี้มันเป็นอย่างไร พูดง่าย ๆว่าได้ตั๋วเข้ามาชมโลกในเวลาที่กำหนด ซึ่งมันน้อยนิดเดียวถ้าเทียบกับอายุดาวดวงนี้(ชีวิตเราสั้นนิดเดียว) สังเกตให้รู้ รู้เสร็จก็ไปสังเกตดาวอื่นบ้าง นี่เรากำลังท่องเที่ยวในจักรวาลอยู่นะ
แต่การที่คุณจะเข้ามาดูดาวดวงนี้ คุณจะเข้ามาเฉย ๆไม่ได้ คุณต้องมียานพาหนะ(ร่างกาย/ขันธ์) ยานแต่ละลำนี้จะมีความสามารถ(สัญชาตญาณ)ในการดำรงชีวิตแตกต่างกันไป บางลำล่าว่ายน้ำเก่ง บางลำปีนต้นไม้เก่ง บางลำพรางตัวได้ บางลำเลียนแบบสัตว์อื่นได้ บางลำเติมพลังงานโดยการกินพืช บางลำเติมพลังงานโดยการกินเนื้อสัตว์ บางลำหาพลังงานได้ทั้งพืชและสัตว์ ฯลฯ
เข้าเรื่องเลยคือ ทุกวันนี้เรากำลังโหยหาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ(ชาติ) แต่เราเกิดมาท่ามกลางกองเทคโนโลยีที่บรรพบุรุษผู้ไม่รู้สร้างเอาไว้(อวิชชา คือความไม่รู้ ใช้ปัญญาในทางที่ผิด) ซึ่งดูเผิน ๆมันก็ดีไงเพราะมันสะดวกสบาย แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือกิเลสทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ตามมาคือมารในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การปล้น การเกิดอุบัติเหตุจากท้องถนน ฯลฯ มารเหล่านี้เกิดจากความต้องการสิ่งประดิษฐ์ของคนอื่น หรือผลพวงมาจากการสร้างรถที่วิ่งด้วยความเร็ว ก็ตกอยู่ในเรื่องกิเลสมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าเราลองไม่มีสิ่งเหล่านี้ล่ะ (ไม่ได้พัฒนามาทางเทคโนโลยี) จะเกิดอะไรขึ้น??
โลกนี้ก็จะปกคลุมไปด้วยป่า กลิ่นสัตว์เลี้ยง เสียงนกร้อง ที่เราเคยได้ยินขณะที่ใช้สมาธิกับการมองจอโทรศัพท์อยู่ในเมืองนั้น ยังคงเหมือนเดิม... แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ คุณจะสามารถรู้ได้ว่า เสียงเหล่านั้นมันดังมาจากที่ไหน ใกล้หรือไกล มีกี่ชนิดที่ร้องอยู่ และถ้ามีเสียงนกชนิดใหม่ดังแทรกขึ้นมา คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันมีอีกสายพันธุ์เพิ่มเข้ามาในระแวกที่เราอยู่นะ นี่ไงพลังอย่างแรกที่เขาให้เรามา แล้วอย่างอื่นล่ะ?
ถ้าคุณอยู่ในป่าคุณจะมีสติ มีสมาธิกับสิ่งที่ทำตลอดเวลา(ทุกวันนี้ไม่มี เพราะมันสบาย) ในป่าล้วนมีอันตรายเต็มไปหมด ทั้งเราเป็นอันตรายต่อสัตว์อื่น และสัตว์อื่นเป็นอันตรายต่อเรา ทุก ๆย่างก้าวมีสิ่งมีชีวิต โพรงหญ้าที่เห็นนิ่ง ๆแต่ข้างใต้ใบหญ้านั้นงูใช้เป็นทางเดิน ต้นไม้ที่ว่าสวยงามอยากขึ้นไปนั่ง แต่มดทหารเฝ้าอยู่ทุกกิ่งก้าน // ทุกลมหายใจถ้าคุณใช้สติไปอยู่ที่จมูก คุณจะสามารถได้กลิ่นของอากาศ หากมีกลิ่นสัตว์ร้ายมาเมื่อไหร่คุณต้องตื่นตัวทันที // เมื่อคุณใช้สติอยู่กับ”การฟังเสียงเหยื่อ” หูของคุณจะได้ยินเสียงเล็ดลอดผ่านใบไม้จากที่ห่างไกล โดยที่คุณไม่คิดว่าจะทำได้ // แต่คุณสามารถใช้สมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้นนะ ถ้าคุณจะใช้ฟังคุณต้องหยุดเดิน ถ้าคุณใช้ในการเพ่งดู หูคุณจะได้ยินเบาลง // ทีนี้คุณเริ่มมองเห็นความสำคัญของสติและสมาธิหรือยัง แต่มันใช้ได้ไม่ค่อยดีกับในเมืองเท่าไหร่นะ
ในป่าจะทำคุณค้นพบตัวเอง... แค่นั้นยังไม่พอ คุณยังค้นพบสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ในสเกลธรรมชาติตัวคุณนั้นเล็กกว่าเชื้อโรค เราแค่มาขออาศัยบนโลกนี้ ถ้าเราเหนื่อยอยากจะหาที่นั่งพักสักที่ คุณแทบจะต้องเอ่ยปากขอว่า “ขอพักพิงหน่อยนะ เราไม่ได้มาทำร้ายใคร” เพราะทุก ๆตารางนิ้วล้วนมีเจ้าของหมดแล้ว มด งู หนู หนอน ฯลฯ ก่อนที่คุณจะนั่ง จะหยิบอะไรคุณต้องพิจารณาดูทุกอย่าง (เหมือนหมาที่ก่อนจะนอนมันต้องหมุนตัว) ธรรมชาติสร้างชีวิต มีชีวิตอยู่บนสิ่งมีชีวิตอีกทียังมีเลย
มีแต่ในเมืองเท่านั้นที่ไม่ค่อยมีสิ่งมีชีวิตอยากอยู่ แล้วเจ้ามนุษย์นึกอย่างไรมาสร้างตึก แล้วบอกว่าที่นี่เป็นของเรา สัตว์อื่นนอกเหนือจากสายพันธุ์เราให้ไล่ออกไป หากเข้ามาฆ่าให้หมด... คุณทำเกินหน้าที่ไปแล้วหรือเปล่า? ท่านผู้สังเกตการณ์??
เขาให้คุณเข้ามาดู โดยให้ขันธุ์กับความสามารถสัญชาตญาณมา แถมให้สิทธิในการกินได้ทั้งพืชและสัตว์แค่นี้ก็ดีขนาดไหนแล้ว ในขณะที่สัตว์อื่นเขาทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ที่ดี(เกิดมามีแค่ไหน ก็ใช้แค่นั้น มัน”เพียงพอ”แล้วที่จะนำพาตัวเองให้อยู่รอดจนหมดอายุขัย) แต่คุณกลับสร้างสิ่งประดิษฐ์/ขยะ(กิเลส)ไว้บนโลกก่อนที่คุณจะไป แล้วคุณคิดว่าจะออกไปได้ง่าย ๆงั้นหรือ? คุณทำอะไรไว้ก็กลับมาเก็บกวาดซะ มาชดใช้ซะ
มีแต่ผู้ที่ปฏิบัติดีแล้วเท่านั้น ที่จะได้ออกไปจากที่นี่ ได้ออกไปเที่ยวต่อ....