ถ้าคนเราตายแล้วไม่เกิดอีก พระพุทธศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้นในโลกนี้ ตอนที่ 1

ถ้าคนเราตายแล้วไม่เกิดอีก ผี ย่อมไม่มีในโลกเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนยังกังขาคาใจกันอยู่และยังถึงกับจะส่งผลให้ พระพุทธศาสนา จะไม่มีในโลกนี้จะเป็นไปได้หรือถ้าสนใจก็มาศึกษาด้วยกันนะครับเริ่มที่ เหตุการณ์ ในคืนวันที่ก่อนจะตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเจ้าชาย สิทธัตถะ ซึ่งต่อมาพระพุทธองค์ ได้ทรงเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังดังต่อไปนี้

ว่าด้วยวิชา ๓
         
       “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราได้ปรารภความเพียรมีความเพียรไม่ย่อหย่อน  มีสติมั่นคงไม่หลงลืมแล้ว  มีกายสงบไม่กระสับส่ายแล้ว  มีใจตั้งมั่นมีอารมณ์เป็นอันเดียว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรานั้นแลได้มีใจสงัดจากกามทั้งหลาย  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปิติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจในภายใน มีความเป็นหนึ่งเกิดขึ้นไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปิติสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน บรรลุ จตุตถฌาน เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส  ปราศจากอุปกิเลส  เป็นธรรมชาติอ่อนควรแค่แก่การงาน  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว  อย่างนี้แล้วย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ  ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ย่อมระลึกชาติก่อน  ได้เป็นอันมาก  คือระลึกได้  ชาติหนึ่ง บ้าง  สองชาติบ้าง  ฯลฯ  เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ  พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   วิชาที่หนึ่งนี้แล   เราบรรลุแล้วในปฐมยามแห่ราตรี   เรากำจัด อวิชชาเสียแล้ว  วิชาจึงบังเกิดขึ้นกำจัดความมืดเสียแล้ว   ความสว่างจึงบังเกิดขึ้น    ก็เพราะเราไม่ประมาทมีความเพียรเครื่องเผากิเลส  ส่งตนไปอยู่ฉะนั้น”

        “เรานั้น  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส  ปราศจากอุปกิเลส    เป็นธรรมชาติอ่อนควรค่าแก่การงาน  ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว   เรานั้นจึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้  จุติ (จุติ แปลว่า ตาย)  และ  อุบัติ  (อุบัติ ในที่นี้ แปลว่า เกิด)  ของสัตว์ทั้งหลาย  เรานั้นย่อมเห็นสัตว์ที่กำลังจุติ  กำลัง อุบัติ  เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดี   มีผิวพรรณทราม ได้ดี  ตกยาก   ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์  ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม  สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย   กายทุจริต    วจีทุจริต    มโนทุจริต    ติเตียนพระอริยเจ้า   เป็นมิจฉาทิฏฐิ     ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ   เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง  อบาย  ทุคคติ   วินิบาต  นรก  ส่วนสัตว์เหล่านั้นประกอบด้วย  กายสุจริต    วจีสุจริต  มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ  ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ สัมมาทิฏฐิ   เมื่อตายไปเขาย่อมเข้าถึงสุคติ  โลกสวรรค์  

         ดังนี้   เราย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ  กำลังอุบัติ  เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดี    มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก  ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์     ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม     ด้วยประการ ฉะนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทั้งหลาย   วิชาที่ ๒  นี้แล   เราบรรลุแล้วในมัชฌิมยาม แห่งราตรี     เรากำจัดอวิชชาเสียแล้ว     วิชชา จึงบังเกิดขึ้น    ก็เพราะเราไม่ประมาท     มีความเพียรเครื่องเผากิเลส   ส่งตนไปอยู่ฉะนั้น”
         
       “ เรานั้น  เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส     ปราศจากอุปกิเลส    เป็นธรรมชาติอ่อนโยน    ควรค่าแก่การงาน    ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว    อย่างนี้แล้ว   จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัด    ตามความเป็นจริงว่า    นี้ทุกข์    นี้ทุกข์สมุทัย    นี้ทุกข์นิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา    เมื่อเรานั้นรู้เห็นอย่างนี้แล้ว  จิตจึงหลุดพ้น    แม้จากกามาสวะ  แม้จากภวาสวะ   แม้จากอวิชชาสวะ   เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ว่า  หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว    พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว    กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว     กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชชาที่ ๓ นี้แล  เราบรรลุแล้วในปัจฌิมยามแห่งราตรี เรากำจัด  อวิชชา  เสียแล้ว    วิชชาจึงบังเกิดขึ้น    ก็เพราะเราไม่ประมาท      มีความเพียร  เครื่องเผากิเลส     ส่งตนไปฉะนั้น  “  
       
         จากพุทธประวัติ    ในตอนนี้ทำให้เรารู้ว่า    คนเราตายแล้วต้องเกิดอีกแน่นอน   เพราะพระพุทธองค์   ทรงตรัสถึงการระลึกชาติ ๆ  ก็คือ  อดีตชาติ   มีอดีต  ก็มี ปัจจุบันชาติ   ตายแล้วเกิดใหม่ก็คือชาติหน้า    และที่ทรงตรัสว่าเห็นหมู่สัตว์  ซึ่งก็หมายถึงมนุษย์ทีทำกรรมชั่ว  ตายแล้วเกิดใหม่มาชดใช้กรรมในอบายภูมิ ๔ และยังเห็นมนุษย์  ที่ทำกรรมดี  ตายแล้วมาได้รับความสุขในโลก สวรรค์   นั่นทำให้  เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งยังไม่ได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รู้เรื่องกฎแห่งกรรม   นรก  สวรรค์   เมื่อเจ้าชาย  สิทธัตถะ  ทรงรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง  อวิชชา  จึงหมดไปจากจิตของพระองค์ได้บรรลุ วิชชาที่ ๓ คือ   อาสวักขยญาณ   ทรงพิจจารนา  อริยสัจจ์ ๔ จิตก็หลุดพ้น  ได้บรรลุ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เล่าแบบย่อนะครับ

     สมมุติว่าถ้าคนเราตายแล้วไม่เกิดขึ้นมาอีก ก็จะไม่มีสัตว์นรกเทวดาพรหม     ไม่มีชีวิตใหม่หลังความตายเหล่านี้ นรกสวรรค์ก็ไม่ต้องมีเพราะไม่มีอะไรจะมาอยู่ไม่มีนรกสวรรค์ก็จะไม่มีกฎแห่งกรรมเพราะมีแล้วจะไปตัดสินอะไร  ตายแล้วไม่เกิดอีกชาติหน้าก็ต้องไม่มีและจะไม่มีอดีตชาติด้วย  การฝึกสมาธิอย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอนก็จะฝึกไม่ได้การสร้างบารมี ๓๐ ทัศ ก็จะสร้างไม่ได้เพราะบารมีเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายร้อยชาติในการสะสม  อย่างนั้นเจ้าชายสิทธัตถะก็จะเข้าสมาธิไม่ได้อภิญญาปาฏิหาริย์ต่างๆเช่นตาทิพย์จะเกิดขึ้นไม่ได้  ไม่มีปาฏิหาริย์ และไม่มีชีวิตใหม่และโลกหลังความตายให้เห็นให้ได้ศึกษา ไม่มีการระลึกชาติต่างๆ ไม่มีการสร้างบารมี  เจ้าชายสิทธัตถะก็จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้  ไม่มีพระพุทธเจ้าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ นี่คือคำตอบของกระทู้ที่ว่า   ถ้าเพียงแต่คนเราตายแล้วไม่เกิดขึ้นมาอีกเท่านั้น จะส่งผลให้พระพุทธศาสนาจะไม่เกิดขึ้นในโลกนี้  

      ปัจจุบันเรามีพระพุทธศาสนาเพราะในอดีตเรามีพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาได้เพราะเจ้าชายสิทธัตถะทรงตรัสรู้ด้วยปาฎิหาริย์และบารมีที่สร้างมานับร้อยนับพันอดีตชาติ  รวมทั้งการได้เห็นและได้ศึกษาชีวิตและโลกหลังความตายตามที่ทรงเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟัง   พวกสัตว์นรก พวกเปรต   เทพบุตรนางฟ้าเทวดาพรหมเหล่านี้ก็เกิดขึ้นมาจากคนเราที่ตายแล้วเกิดขึ้นมาได้อีกนั่นเอง  ชีวิตใหม่เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีที่อยู่ที่อาศัย   โลกหลังความตายจึงต้องมีทั้งนรก และสวรรค์  นรกและสวรรค์ จึงเป็นที่มาของกฎแห่งกรรม  ที่จะตัดสินการกระทำของคนเรา  ว่าควรจะอยู่ในสภาพไหน อยู่อย่างไร อยู่ที่ไหน

        ดังนั้นเราจึงแน่ใจได้จากการศึกษาพุทธประวัติว่า  ชีวิตและโลกหลังความตาย เช่นพวกนรกพวกเปรตพวกเทพบุตรนางฟ้า สถานที่ได้แก่นรกสวรรค์  กฎแห่งกรรม  อดีตชาติ ชาติหน้า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริงแน่นอนเพียงเพราะคนเราตายแล้วเกิดขึ้นมาอีกได้เท่านั้นนั่นเอง   โปรดติดตามตอนต่อไป   ตอนหน้าเราจะมาศึกษากันถึงพุทธพจน์  ว่าด้วยเรื่องจิตหรือวิญญาณ  พระสูตรเรื่องที่พระพุทธองค์  ทรงสอนเรื่องการฝึกสมาธิจนสามารถเจรจากับเทวดาได้   กันนะครับ  
               หัวข้อเรื่องวิชชา๓ คัดลอกมาจากหนังสืออภิญญาเล่ม๓  ขออาจารย์ พร รัตนสุวรรณ  นะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่