คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
มาตอบให้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงคือเจ้าของที่ดินตายไปมีภรรยาจดทะเบียนกับคนต่างประเทศและมีลูกสาวสองคน
ทั้งสามคนนี้หาตัวไม่ได้ และเจ้าของที่ดินยังมีลูกชายเกิดกับภรรยาชาวไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
และมาตายเมื่อต้นปี 2560 นี้เอง
ข้อกฎหมาย เมื่อเจ้าของตายไปมรดกทั้งหมดให้ตกเป็นสิทธิของทายาทนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย
กรณีนี้มรดกก็ตกไปได้แก่ทายาทสี่คน คือภรรยาจดทะเบียนกับลูกสาวอีกสองคน และลูกชาย
ที่เกิดกับเมียชาวไทยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมียชาวไทยไม่มีสิทธิรับมรดกโดยตรงของ
สามีเขา แต่ภรรยามีสิทธิรับมรดกของลูกชายในส่วนที่เขารับมรดกจากพ่อของเขา เพราะว่า
เขามีสิทธิอยู่แล้วตั้งแต่วันที่พ่อเขาตาย เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนรับมรดกมาเป็นชื่อเขาเท่านั้นเอง
ลูกเขาจะมีสิทธิเท่าใดต้องดูว่าพ่อได้ที่ดินมาอย่างไรด้วยคือต้องดูว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
หากเป็นสินส่วนตัวคือพ่อมีที่ดินก่อนสมรสกับภรรยาต่างชาติ หรือรับให้มาหรือได้มรดกจากคนอื่น
หลังสมรส ถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนจะมีส่วนเท่ากันคือแบ่งได้คนละหนึ่งในสี่ส่วน แต่หากเป็นสินสมรสก็
ต้องแบ่งสินสมรสให้พ่อก่อนครึ่งหนี่งเลย ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหลังจากที่แยกสินสมรสแล้วจะเป็น
ส่วนเมียจดทะเบียน ก็จะเอาส่วนของพ่อมาแบ่งกันอีกก็จะได้อีกคนละหนึ่งในสี่ถ้าเป็นลักษณะนี้
ภรรยาจะได้ไปมากสุดรวมแล้วห้าส่วนของที่ดินทั้งแปลง ส่วนลูก ๆ จะได้คนละหนึ่งในแปดส่วน
ของที่ดินแต่ละแปลง จะเห็นว่าลูกชายได้ที่ดินอย่างมากก็แค่หนึ่งในสี่ส่วน
เนื่องจากว่าลูกชายตายไปก่อนจะรับโอนมรดกให้เรียบร้อย แม่ของเขาจึงมีสิทธิรับมรดกของลูกทุกอย่าง
และก็มีสิทธิรับมรดกที่ดินที่เป็นของพ่อของเขาด้วย (คือมีสิทธิร้บมรดกที่ยังมีชื่อพ่อเขาเป็นเจ้าของที่ดินนั่นเอง)
เมื่อเป็นอย่างแม่ก็มีสิทธิในที่ดินของพ่อโดยผ่านทางเป็นมรดกของลูก แม่ก็สามารถไปยื่นคำขอจดทะเบียน
รับโอนมรดกจากพ่อได้บางส่วน โดยในการไปยื่นคำขอนั้นในคำขอจะบรรยายว่า "ที่ดินนี้เดิมเป็นชื่อ...แต่ได้ตายแล้ว
และมีลูกชายชื่อนี้มีสิทธิรับมรดกแต่ได้ตายไปเมื่อ...ซึ่งเป็นภายหลังจากพ่อเขาตายไปแล้วโดยยังไม่ได้ทำการรับโอนมรดก
เป็นชื่อลูกชาย ผู้ขอ(คือแม่ของลูกชาย) จึงเป็นผู้รับมรดกของลูกในสิทธิของลูกที่จะได้รับมรดกจากพ่อในที่ดินแปลงนี้
(ในการยื่นคำขอรับโอนมรดกในลักษณะนี้ ไม่อาจรับโอนได้ทั้งแปลงเพราะยังมีทายาทอื่นอีก แต่เขาไม่ได้มารับมรดก
พร้อมกันไปด้วยกัน จึงรับได้แค่บางส่วนเมื่อรับมรดกส่วนของลูกแล้ว แม่จะมีชื่อในโฉนดร่วมกับพ่อ คือชื่อพ่อยังเอาออก
ไม่หมดเพราะแม่รับไปเพียงส่วนนิดเดียวเท่านั้น จะมีชื่อร่วมกันจนกว่าทายาทอื่นจะรับมรดกของเขาไปกัน
จนหมดแล้วชื่อพ่อจะหมดไปพร้อมกับการรับของคนอื่นนั่นเอง การรับโอนมรดกแบบนี้มีชื่อว่า "การโอนมรดกบางส่วน"
ที่ต้องมาทำแบบนี้ก็เพราะเราเอาเฉพาะส่วนที่เราได้สิทธิ เราไม่ได้เอาทั้งแปลง ถ้าเอาเฉพาะส่วนของเรามันจะทำได้ง่าย
ไม่ต้องให้ใครยินยอมก็ได้ แต่หากจะเอาทั้งแปลงก็ต้องให้คนอื่นยินยอมทั้งหมด หรือให้ไปร้องขอศาลเป็นผู้จัดการมรดก
ของพ่อ แล้วก็จัดการโอนมรดกให้แก่ทายาทได้ การจะโอนนั้นจะโอนให้ทายาทกี่คนเจ้าหน้าที่ไม่ไปยิ่งเกี่ยวด้วย
เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบเอาเอง ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกก็ทำการขายที่ดินทั้งหมดเลยก็ได้
และเอาเงินไปแบ่งกัน จะเอาเงินไปทำอะไรเจ้าหน้าที่ไม่สนใจหรอกเพราะไม่ใช่หน้าที่ ทายาทไม่พอใจก็ฟ้องกันเอาเอง
แต่หากไม่ฟ้องก็จบ ๆ
ส่วนการเป็นผู้จัดการมรดกนั้นถ้าอยากจะเป็นผู้จัดการมรดกของลูก(เป็นผู้จัดการมรดกลูกแล้วก็ไปยื่นคำขอรับโอนมรดกในชื่อของพ่อก็ทำได้ แต่ไม่ตั้งผู้จัดการมรดกก็ทำได้เหมือนกันก็ทำแบบที่บอกให้ไปรับมรดกเพียงบางส่วนนั่นแหละ ทำได้เลยไม่มีกฎหมายบังคับไว้ คือถ้ามีโฉนดในมือและมีใบตายทั้งสองคนมีทะเบียนบ้านก็ทำได้แล้ว ไม่ยากหรอก ให้ไปหาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน
และปรึกษาดู ใครบอกทำไม่ได้ให้ไปหาหัวหน้า ถ้าหัวหน้ายังโง่(ไม่มีหรอก)ก็ให้ไปถามสำนักงานอื่น เขารู้แน่นอน และแถม
ให้อีกหน่อย ถ้าใครไม่รับคำขอให้บอกเขาว่าให้ทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่ายื่นคำขอรับโอนมรดกบางส่วนไม่ได้ เราบอกว่าเราต้องการเอไปฟ้องศาลปกครอง รับรองว่าถ้าทำแบบนี้เขาจะรีบทำให้ทันทีเพราะจริง ๆ มันทำได้นั่นเอง)
ส่วนอัยการไม่ยอมทำให้นั้นโดยอ้างว่าต้องให้ทายาทยินยอมหมดก่อน แบบนั้นมันกรณีปกติ เมื่อนำสืบในศาล
ว่าทำทุกทางแล้วหาไม่ได้ ศาลก็ต้องหาทางออกให้จะไม่สั่งไม่ได้ คือถ้าอัยการไม่ทำให้ก็ไปจ้างทนายทำแทน
คือทนายนำสืบตามต้องการได้ ที่อัยการเขาไม่ทำเพราะเขาเลือกทำที่ไม่มีปัญหาเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
คือศาลจะมีเหตุผลเขาจะดูจากเหตุความมยากลำบากและความเป็นไปได้ในการหาตัวทายาทหรือไม่ด้วย มันอยู่ที่
ทนายจะเสาะแสวงหาพยานหลักฐานที่แน่นหนาว่าหาตัวไม่ได้แล้ว มันถึงจำเป็นต้องมาตั้งผู้จัดการไงล่ะ
หากติดต่อได้ก็ไปยื่นคำขอรับโอนจัดการมรดกกันเองไปแล้ว
อันที่จริงที่อัยการบอกว่าเมียคนไทยไม่มีส่วนได้เสียหรือไม่เป็นทายาทเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั่นก็จริง
แต่เมื่อลูกตายไปเมียก็มีสิทธิรับมรดกลูกที่ยังไม่ได้รับโอนจากพ่อ มันก็จะมีส่วนในที่ดินแปลงเดียวกันนั่นเอง
ก็น่าจะมีส่วนได้เสียในที่ดินมรดกนั้นเหมือนกัน คือมันก็โต้แย้งกันได้ในทางกฎหมาย ใครถูกผิดให้ศาลตัดสิน
ปัญหานี้ถ้าจะรับมรดกไม่เต็มแปลงก็ทำได้เลย
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงคือเจ้าของที่ดินตายไปมีภรรยาจดทะเบียนกับคนต่างประเทศและมีลูกสาวสองคน
ทั้งสามคนนี้หาตัวไม่ได้ และเจ้าของที่ดินยังมีลูกชายเกิดกับภรรยาชาวไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
และมาตายเมื่อต้นปี 2560 นี้เอง
ข้อกฎหมาย เมื่อเจ้าของตายไปมรดกทั้งหมดให้ตกเป็นสิทธิของทายาทนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย
กรณีนี้มรดกก็ตกไปได้แก่ทายาทสี่คน คือภรรยาจดทะเบียนกับลูกสาวอีกสองคน และลูกชาย
ที่เกิดกับเมียชาวไทยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมียชาวไทยไม่มีสิทธิรับมรดกโดยตรงของ
สามีเขา แต่ภรรยามีสิทธิรับมรดกของลูกชายในส่วนที่เขารับมรดกจากพ่อของเขา เพราะว่า
เขามีสิทธิอยู่แล้วตั้งแต่วันที่พ่อเขาตาย เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนรับมรดกมาเป็นชื่อเขาเท่านั้นเอง
ลูกเขาจะมีสิทธิเท่าใดต้องดูว่าพ่อได้ที่ดินมาอย่างไรด้วยคือต้องดูว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
หากเป็นสินส่วนตัวคือพ่อมีที่ดินก่อนสมรสกับภรรยาต่างชาติ หรือรับให้มาหรือได้มรดกจากคนอื่น
หลังสมรส ถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนจะมีส่วนเท่ากันคือแบ่งได้คนละหนึ่งในสี่ส่วน แต่หากเป็นสินสมรสก็
ต้องแบ่งสินสมรสให้พ่อก่อนครึ่งหนี่งเลย ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหลังจากที่แยกสินสมรสแล้วจะเป็น
ส่วนเมียจดทะเบียน ก็จะเอาส่วนของพ่อมาแบ่งกันอีกก็จะได้อีกคนละหนึ่งในสี่ถ้าเป็นลักษณะนี้
ภรรยาจะได้ไปมากสุดรวมแล้วห้าส่วนของที่ดินทั้งแปลง ส่วนลูก ๆ จะได้คนละหนึ่งในแปดส่วน
ของที่ดินแต่ละแปลง จะเห็นว่าลูกชายได้ที่ดินอย่างมากก็แค่หนึ่งในสี่ส่วน
เนื่องจากว่าลูกชายตายไปก่อนจะรับโอนมรดกให้เรียบร้อย แม่ของเขาจึงมีสิทธิรับมรดกของลูกทุกอย่าง
และก็มีสิทธิรับมรดกที่ดินที่เป็นของพ่อของเขาด้วย (คือมีสิทธิร้บมรดกที่ยังมีชื่อพ่อเขาเป็นเจ้าของที่ดินนั่นเอง)
เมื่อเป็นอย่างแม่ก็มีสิทธิในที่ดินของพ่อโดยผ่านทางเป็นมรดกของลูก แม่ก็สามารถไปยื่นคำขอจดทะเบียน
รับโอนมรดกจากพ่อได้บางส่วน โดยในการไปยื่นคำขอนั้นในคำขอจะบรรยายว่า "ที่ดินนี้เดิมเป็นชื่อ...แต่ได้ตายแล้ว
และมีลูกชายชื่อนี้มีสิทธิรับมรดกแต่ได้ตายไปเมื่อ...ซึ่งเป็นภายหลังจากพ่อเขาตายไปแล้วโดยยังไม่ได้ทำการรับโอนมรดก
เป็นชื่อลูกชาย ผู้ขอ(คือแม่ของลูกชาย) จึงเป็นผู้รับมรดกของลูกในสิทธิของลูกที่จะได้รับมรดกจากพ่อในที่ดินแปลงนี้
(ในการยื่นคำขอรับโอนมรดกในลักษณะนี้ ไม่อาจรับโอนได้ทั้งแปลงเพราะยังมีทายาทอื่นอีก แต่เขาไม่ได้มารับมรดก
พร้อมกันไปด้วยกัน จึงรับได้แค่บางส่วนเมื่อรับมรดกส่วนของลูกแล้ว แม่จะมีชื่อในโฉนดร่วมกับพ่อ คือชื่อพ่อยังเอาออก
ไม่หมดเพราะแม่รับไปเพียงส่วนนิดเดียวเท่านั้น จะมีชื่อร่วมกันจนกว่าทายาทอื่นจะรับมรดกของเขาไปกัน
จนหมดแล้วชื่อพ่อจะหมดไปพร้อมกับการรับของคนอื่นนั่นเอง การรับโอนมรดกแบบนี้มีชื่อว่า "การโอนมรดกบางส่วน"
ที่ต้องมาทำแบบนี้ก็เพราะเราเอาเฉพาะส่วนที่เราได้สิทธิ เราไม่ได้เอาทั้งแปลง ถ้าเอาเฉพาะส่วนของเรามันจะทำได้ง่าย
ไม่ต้องให้ใครยินยอมก็ได้ แต่หากจะเอาทั้งแปลงก็ต้องให้คนอื่นยินยอมทั้งหมด หรือให้ไปร้องขอศาลเป็นผู้จัดการมรดก
ของพ่อ แล้วก็จัดการโอนมรดกให้แก่ทายาทได้ การจะโอนนั้นจะโอนให้ทายาทกี่คนเจ้าหน้าที่ไม่ไปยิ่งเกี่ยวด้วย
เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบเอาเอง ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกก็ทำการขายที่ดินทั้งหมดเลยก็ได้
และเอาเงินไปแบ่งกัน จะเอาเงินไปทำอะไรเจ้าหน้าที่ไม่สนใจหรอกเพราะไม่ใช่หน้าที่ ทายาทไม่พอใจก็ฟ้องกันเอาเอง
แต่หากไม่ฟ้องก็จบ ๆ
ส่วนการเป็นผู้จัดการมรดกนั้นถ้าอยากจะเป็นผู้จัดการมรดกของลูก(เป็นผู้จัดการมรดกลูกแล้วก็ไปยื่นคำขอรับโอนมรดกในชื่อของพ่อก็ทำได้ แต่ไม่ตั้งผู้จัดการมรดกก็ทำได้เหมือนกันก็ทำแบบที่บอกให้ไปรับมรดกเพียงบางส่วนนั่นแหละ ทำได้เลยไม่มีกฎหมายบังคับไว้ คือถ้ามีโฉนดในมือและมีใบตายทั้งสองคนมีทะเบียนบ้านก็ทำได้แล้ว ไม่ยากหรอก ให้ไปหาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน
และปรึกษาดู ใครบอกทำไม่ได้ให้ไปหาหัวหน้า ถ้าหัวหน้ายังโง่(ไม่มีหรอก)ก็ให้ไปถามสำนักงานอื่น เขารู้แน่นอน และแถม
ให้อีกหน่อย ถ้าใครไม่รับคำขอให้บอกเขาว่าให้ทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่ายื่นคำขอรับโอนมรดกบางส่วนไม่ได้ เราบอกว่าเราต้องการเอไปฟ้องศาลปกครอง รับรองว่าถ้าทำแบบนี้เขาจะรีบทำให้ทันทีเพราะจริง ๆ มันทำได้นั่นเอง)
ส่วนอัยการไม่ยอมทำให้นั้นโดยอ้างว่าต้องให้ทายาทยินยอมหมดก่อน แบบนั้นมันกรณีปกติ เมื่อนำสืบในศาล
ว่าทำทุกทางแล้วหาไม่ได้ ศาลก็ต้องหาทางออกให้จะไม่สั่งไม่ได้ คือถ้าอัยการไม่ทำให้ก็ไปจ้างทนายทำแทน
คือทนายนำสืบตามต้องการได้ ที่อัยการเขาไม่ทำเพราะเขาเลือกทำที่ไม่มีปัญหาเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
คือศาลจะมีเหตุผลเขาจะดูจากเหตุความมยากลำบากและความเป็นไปได้ในการหาตัวทายาทหรือไม่ด้วย มันอยู่ที่
ทนายจะเสาะแสวงหาพยานหลักฐานที่แน่นหนาว่าหาตัวไม่ได้แล้ว มันถึงจำเป็นต้องมาตั้งผู้จัดการไงล่ะ
หากติดต่อได้ก็ไปยื่นคำขอรับโอนจัดการมรดกกันเองไปแล้ว
อันที่จริงที่อัยการบอกว่าเมียคนไทยไม่มีส่วนได้เสียหรือไม่เป็นทายาทเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั่นก็จริง
แต่เมื่อลูกตายไปเมียก็มีสิทธิรับมรดกลูกที่ยังไม่ได้รับโอนจากพ่อ มันก็จะมีส่วนในที่ดินแปลงเดียวกันนั่นเอง
ก็น่าจะมีส่วนได้เสียในที่ดินมรดกนั้นเหมือนกัน คือมันก็โต้แย้งกันได้ในทางกฎหมาย ใครถูกผิดให้ศาลตัดสิน
ปัญหานี้ถ้าจะรับมรดกไม่เต็มแปลงก็ทำได้เลย
แสดงความคิดเห็น
การขอเป็น ผจก มรดก / การสืบหาทายาทชาวต่างประเทศ
1. ทายาทลำดับที่ 1 ภรรยาชาวอังกฤษ (ปัจจุบันน่าจะอายุ 70-80 ปีโดยประมาณ) ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน รวมถึงบุตสาวอีก 2 คน (ปัจจุบันน่าจะอายุ 50-60 ปีโดยประมาณ) โดยบุคคลทั้งสาม ได้ตัดขาดจากผู้ตายและเดินทางกลับประเทศอังกฤษไปเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา โดยไม่มีการติดต่อกันอีกเลย
2. ทายาทลำดับที่ 3 หลานชาย บุตรของน้องสาวผู้ตาย (น้องสาวได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว) ซึ่งมีความประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
อยากสอบถามว่า กรณีนี้ จะสืบหาทายาทลำดับที่ 1 ได้โดยวิธีการใดบ้าง และหากไม่สามารถตามหาทายาทลำดับที่ 1 ได้ต้องใช้เวลานานเท่าใด จึงจะขอศาลตัดสินให้เป็นผู้จัดการมรดกได้