การขอเป็น ผจก มรดก / การสืบหาทายาทชาวต่างประเทศ

เนื่องจากลุงเสียชีวิต (ไม่มีครอบครัว) และมีมรดกที่ดิน จำนวนหนึ่งซึ่งมีทายาทที่จะได้รับมรดกที่ดินดังกล่าว ดังนี้
1. ทายาทลำดับที่ 1 ภรรยาชาวอังกฤษ (ปัจจุบันน่าจะอายุ 70-80 ปีโดยประมาณ) ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน รวมถึงบุตสาวอีก 2 คน (ปัจจุบันน่าจะอายุ 50-60 ปีโดยประมาณ) โดยบุคคลทั้งสาม ได้ตัดขาดจากผู้ตายและเดินทางกลับประเทศอังกฤษไปเมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา โดยไม่มีการติดต่อกันอีกเลย
2. ทายาทลำดับที่ 3 หลานชาย บุตรของน้องสาวผู้ตาย (น้องสาวได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว) ซึ่งมีความประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อยากสอบถามว่า กรณีนี้ จะสืบหาทายาทลำดับที่ 1 ได้โดยวิธีการใดบ้าง และหากไม่สามารถตามหาทายาทลำดับที่ 1 ได้ต้องใช้เวลานานเท่าใด จึงจะขอศาลตัดสินให้เป็นผู้จัดการมรดกได้

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
มาตอบให้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เรื่องนี้ข้อเท็จจริงคือเจ้าของที่ดินตายไปมีภรรยาจดทะเบียนกับคนต่างประเทศและมีลูกสาวสองคน
ทั้งสามคนนี้หาตัวไม่ได้   และเจ้าของที่ดินยังมีลูกชายเกิดกับภรรยาชาวไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
และมาตายเมื่อต้นปี 2560 นี้เอง  

ข้อกฎหมาย  เมื่อเจ้าของตายไปมรดกทั้งหมดให้ตกเป็นสิทธิของทายาทนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย
กรณีนี้มรดกก็ตกไปได้แก่ทายาทสี่คน คือภรรยาจดทะเบียนกับลูกสาวอีกสองคน  และลูกชาย
ที่เกิดกับเมียชาวไทยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมียชาวไทยไม่มีสิทธิรับมรดกโดยตรงของ
สามีเขา   แต่ภรรยามีสิทธิรับมรดกของลูกชายในส่วนที่เขารับมรดกจากพ่อของเขา  เพราะว่า
เขามีสิทธิอยู่แล้วตั้งแต่วันที่พ่อเขาตาย   เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนรับมรดกมาเป็นชื่อเขาเท่านั้นเอง
ลูกเขาจะมีสิทธิเท่าใดต้องดูว่าพ่อได้ที่ดินมาอย่างไรด้วยคือต้องดูว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
หากเป็นสินส่วนตัวคือพ่อมีที่ดินก่อนสมรสกับภรรยาต่างชาติ  หรือรับให้มาหรือได้มรดกจากคนอื่น
หลังสมรส  ถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนจะมีส่วนเท่ากันคือแบ่งได้คนละหนึ่งในสี่ส่วน  แต่หากเป็นสินสมรสก็
ต้องแบ่งสินสมรสให้พ่อก่อนครึ่งหนี่งเลย ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหลังจากที่แยกสินสมรสแล้วจะเป็น
ส่วนเมียจดทะเบียน   ก็จะเอาส่วนของพ่อมาแบ่งกันอีกก็จะได้อีกคนละหนึ่งในสี่ถ้าเป็นลักษณะนี้
ภรรยาจะได้ไปมากสุดรวมแล้วห้าส่วนของที่ดินทั้งแปลง  ส่วนลูก  ๆ  จะได้คนละหนึ่งในแปดส่วน
ของที่ดินแต่ละแปลง  จะเห็นว่าลูกชายได้ที่ดินอย่างมากก็แค่หนึ่งในสี่ส่วน

เนื่องจากว่าลูกชายตายไปก่อนจะรับโอนมรดกให้เรียบร้อย  แม่ของเขาจึงมีสิทธิรับมรดกของลูกทุกอย่าง
และก็มีสิทธิรับมรดกที่ดินที่เป็นของพ่อของเขาด้วย (คือมีสิทธิร้บมรดกที่ยังมีชื่อพ่อเขาเป็นเจ้าของที่ดินนั่นเอง)

เมื่อเป็นอย่างแม่ก็มีสิทธิในที่ดินของพ่อโดยผ่านทางเป็นมรดกของลูก  แม่ก็สามารถไปยื่นคำขอจดทะเบียน
รับโอนมรดกจากพ่อได้บางส่วน   โดยในการไปยื่นคำขอนั้นในคำขอจะบรรยายว่า "ที่ดินนี้เดิมเป็นชื่อ...แต่ได้ตายแล้ว
และมีลูกชายชื่อนี้มีสิทธิรับมรดกแต่ได้ตายไปเมื่อ...ซึ่งเป็นภายหลังจากพ่อเขาตายไปแล้วโดยยังไม่ได้ทำการรับโอนมรดก
เป็นชื่อลูกชาย   ผู้ขอ(คือแม่ของลูกชาย) จึงเป็นผู้รับมรดกของลูกในสิทธิของลูกที่จะได้รับมรดกจากพ่อในที่ดินแปลงนี้
(ในการยื่นคำขอรับโอนมรดกในลักษณะนี้  ไม่อาจรับโอนได้ทั้งแปลงเพราะยังมีทายาทอื่นอีก  แต่เขาไม่ได้มารับมรดก
พร้อมกันไปด้วยกัน  จึงรับได้แค่บางส่วนเมื่อรับมรดกส่วนของลูกแล้ว  แม่จะมีชื่อในโฉนดร่วมกับพ่อ  คือชื่อพ่อยังเอาออก
ไม่หมดเพราะแม่รับไปเพียงส่วนนิดเดียวเท่านั้น  จะมีชื่อร่วมกันจนกว่าทายาทอื่นจะรับมรดกของเขาไปกัน
จนหมดแล้วชื่อพ่อจะหมดไปพร้อมกับการรับของคนอื่นนั่นเอง  การรับโอนมรดกแบบนี้มีชื่อว่า "การโอนมรดกบางส่วน"
ที่ต้องมาทำแบบนี้ก็เพราะเราเอาเฉพาะส่วนที่เราได้สิทธิ   เราไม่ได้เอาทั้งแปลง ถ้าเอาเฉพาะส่วนของเรามันจะทำได้ง่าย
ไม่ต้องให้ใครยินยอมก็ได้  แต่หากจะเอาทั้งแปลงก็ต้องให้คนอื่นยินยอมทั้งหมด  หรือให้ไปร้องขอศาลเป็นผู้จัดการมรดก
ของพ่อ  แล้วก็จัดการโอนมรดกให้แก่ทายาทได้  การจะโอนนั้นจะโอนให้ทายาทกี่คนเจ้าหน้าที่ไม่ไปยิ่งเกี่ยวด้วย
เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบเอาเอง  ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกก็ทำการขายที่ดินทั้งหมดเลยก็ได้
และเอาเงินไปแบ่งกัน  จะเอาเงินไปทำอะไรเจ้าหน้าที่ไม่สนใจหรอกเพราะไม่ใช่หน้าที่  ทายาทไม่พอใจก็ฟ้องกันเอาเอง
แต่หากไม่ฟ้องก็จบ ๆ

ส่วนการเป็นผู้จัดการมรดกนั้นถ้าอยากจะเป็นผู้จัดการมรดกของลูก(เป็นผู้จัดการมรดกลูกแล้วก็ไปยื่นคำขอรับโอนมรดกในชื่อของพ่อก็ทำได้  แต่ไม่ตั้งผู้จัดการมรดกก็ทำได้เหมือนกันก็ทำแบบที่บอกให้ไปรับมรดกเพียงบางส่วนนั่นแหละ ทำได้เลยไม่มีกฎหมายบังคับไว้  คือถ้ามีโฉนดในมือและมีใบตายทั้งสองคนมีทะเบียนบ้านก็ทำได้แล้ว ไม่ยากหรอก ให้ไปหาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน
และปรึกษาดู  ใครบอกทำไม่ได้ให้ไปหาหัวหน้า  ถ้าหัวหน้ายังโง่(ไม่มีหรอก)ก็ให้ไปถามสำนักงานอื่น  เขารู้แน่นอน  และแถม
ให้อีกหน่อย  ถ้าใครไม่รับคำขอให้บอกเขาว่าให้ทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่ายื่นคำขอรับโอนมรดกบางส่วนไม่ได้  เราบอกว่าเราต้องการเอไปฟ้องศาลปกครอง  รับรองว่าถ้าทำแบบนี้เขาจะรีบทำให้ทันทีเพราะจริง ๆ มันทำได้นั่นเอง)

ส่วนอัยการไม่ยอมทำให้นั้นโดยอ้างว่าต้องให้ทายาทยินยอมหมดก่อน แบบนั้นมันกรณีปกติ  เมื่อนำสืบในศาล
ว่าทำทุกทางแล้วหาไม่ได้  ศาลก็ต้องหาทางออกให้จะไม่สั่งไม่ได้  คือถ้าอัยการไม่ทำให้ก็ไปจ้างทนายทำแทน
คือทนายนำสืบตามต้องการได้  ที่อัยการเขาไม่ทำเพราะเขาเลือกทำที่ไม่มีปัญหาเท่านั้น  แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
คือศาลจะมีเหตุผลเขาจะดูจากเหตุความมยากลำบากและความเป็นไปได้ในการหาตัวทายาทหรือไม่ด้วย  มันอยู่ที่
ทนายจะเสาะแสวงหาพยานหลักฐานที่แน่นหนาว่าหาตัวไม่ได้แล้ว  มันถึงจำเป็นต้องมาตั้งผู้จัดการไงล่ะ
หากติดต่อได้ก็ไปยื่นคำขอรับโอนจัดการมรดกกันเองไปแล้ว

อันที่จริงที่อัยการบอกว่าเมียคนไทยไม่มีส่วนได้เสียหรือไม่เป็นทายาทเพราะไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั่นก็จริง
แต่เมื่อลูกตายไปเมียก็มีสิทธิรับมรดกลูกที่ยังไม่ได้รับโอนจากพ่อ  มันก็จะมีส่วนในที่ดินแปลงเดียวกันนั่นเอง  
ก็น่าจะมีส่วนได้เสียในที่ดินมรดกนั้นเหมือนกัน  คือมันก็โต้แย้งกันได้ในทางกฎหมาย  ใครถูกผิดให้ศาลตัดสิน






ปัญหานี้ถ้าจะรับมรดกไม่เต็มแปลงก็ทำได้เลย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่