ประสบการณ์ โรงพยาบาล รัฐแห่งหนึ่ง ณ ห้องฉุกเฉิน

สวัสดีค่ะทุกคน เปนคนที่เล่น พันธิปมานานแล้วแต่ก็ไม่ได้มี log in ของตัวเอง เหมือนเปนสาย ซุ่มอ่านไปเรื่อย ที่นี้ มันมีประสบการที่อยากจะนำมาแชร์กับเพื่อนๆพันธิปทุกท่านก็เลยตัดสินใจ ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา
เรื่องก็มีอยุ่ว่า หลานชายน่ะค่ะ ไม่สบาย อายุ 11 ปี สิทธิ์ ประกันสังคมอยู่ที่รพ. แห่งหนึ่ง หลานชายตอนกลับมาจาก โรงเรียน มีไข้สูง 38.1 ค่ะ ดูซึมๆ กินไม่ได้บอก กินแล้วจะอ้วก ไอ้คนเปน อาอย่างเรา ก็กังวลกลัวจะเป็นไข้ชัก แบบ ตอนเด็กๆ ก็เลยรีบให้กิน พารา แล้วก้ รีบพาไป รพ. ค่ะ ไปถึงห้องฉุกเฉินก็ซักประมาณ 16.30 น. ก็ไปซักประวัติ กับ พยาบาล ข้างหน้า เขาก้วัดความดันหลาน ซักถาม ว่าเป็นอะไรมา เปนมากี่วัน มีโรคประจำตัวอะไรไหม เราก้ตอบๆ เขาไป แล้วเขาก้ถามหลานชายว่า ไหวมั้ย เอาเปลนอนมั้ย หลานเราก้บอกว่า เอาครับไป. ซักพัก ก็มีคนเอาเปลมาให้เขานอน แล้วก็เข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

ภาพแรกที่เห็นนะคะ ตกใจเลยค่ะ เพราะปกติ ไม่ค่อยจะได้มาหรอกโรงพยาบาล คนเยอะมาก ตั้งแต่วัยรุ่น ญาติ คนนอนในเปล คนนั่งนถเข็น คุณ หมอ คุณ พยาบาล  เตมแน่นไปหมด เขาก็เข็นหลานเราไปไว้กลางห้อง ก็นอนรวมๆ ไปกับ คนไข้คนอื่นๆ ข้างๆหลานชายเรา เป็น ผู้ชายวัยกลางคนค่ะ พูดคุยกัน เขาบอกว่า เขามานอนรอ ตั้งแต่ บ่าย สามและ ยังไม่ได้ตรวจเลย เราก็ถามไถ่ว่า เป็นอะไรมา เขาก็บอกว่า ท้องเสียน่ะ นี่ก้ยังไม่มีหมอมาดู แกก้บ่นๆๆ นิดๆหน่อยๆ ตัวเองก็จำไม่ค่อยได้ว่าแกพูดอะไร

ซักพัก ก็มีคนตะโกน อะไรก็ไม่รู้ น่าจะเป็นพยาบาลแหละค่ะ (หลานชายมาบอกว่า เหมือนจะพูดว่า CPR) มีคนถูกเข็นเข้ามาในห้องฉุกเฉิน แล้วก็มี น่าจะคุณหมอแหละค่ะ ปั้มอยู่ เข็นเข้าไปในห้อง อะไรก็ไม่รู้ แต่ที่ตกใจกว่าคือ คุณหมอ พยาบาลทุกท่าน วางทุกอย่างหมดเลยค่ะ วิ่ง กรู เข้าไปในห้องนั้น แล้วก็ปิดประตูลง จังหวะนั้นคิดได้คำเดียวคือ อย่างกับ ขบวนการ พาวเวอร์เรนเจอร์ วิ่งเข้าห้อง นั้น และก็หายไปเลยในห้องนั้น เกือบ 30 นาทีได้มั้งคะ คนไข้ก็เบอะขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีคนเดินไปตรงเคาวเตอร์พยาบาลเริ่มโวยวาย ว่า หมอไปไหนหมด เมื่อไหรจะได้ตรวจ ผมรอมาจะชม. แล้วนะ เรื่องผม ก็ด่วนเหมือนกันปวดหัวจะตายอยู่แล้ว  ตอนนั้นในใจคิดว่า อะไรของลุงนี่ มีแรงลุกขึ้นมาด่า ได้ก็ดูไม่เป็นอะไรแล้วหนิ ซึ่งไอ้เจ้าหลานที่ตอนแรกนึกว่า หลับไปแล้วก็สะกิดๆกระซิบว่า ลุงคนนั้นหน้ากลัวจัง ...
ซักพัก คุณหมอ ก็เริ่มทยอยเดินออกมา จากห้องนั้น ดูปกติมาก วิ่งไปล้างมือ แล้วก็มานั่งตรวจต่อ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ ที่โต๊ะตรวจเบอร์หนึ่งนี่แหละค่ะ คือความพีค ก็คุณหมอผู้หญิงคนหนึ่งอ่ะค่ะ ตัวเล็ก น่าจะสูงไม่ถึง 155 ก็ไปหยิบไมค์ แล้วก็ประกาศชื่อแปร่งๆ เปนภาษาอะไรก็ไม่รู้ออกไมค์ แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเเินเข้ามาในห้องฉุกเฉิน ประทับใจมากค่ะ คุณหมอเนี่ยพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่อง เราก้แทบจะไม่ได้ยินนะ แต่ก็ดูเข้าใจกันดี แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ลุกไป เดินผ่านเข้าไปในห้องน้ำ ซักพักไม่ถึงห้านาที คุณลุงคนเดิม เพิ่มเติมคือโมโหมาก เดินดุ่ยๆไปหาคุณหมอ ผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ตะโกน ลั่น ห้องฉุกเฉินเลยค่ะ ทไม ผู้หญิงคนนั้น ได้ตรวจก่อน ผมมาก่อนเขาอีกนะ ทำไม รพ นี้มันรับแต่คนต่างชาติหรือไง พูดจาดูคุกคามมาก เหมือนจะไปต่อยหมอ ไอ้เราก็ตกใจมาก แต่ก้ยังยืนดูอยู่ คุณหมอก้ดูนิ่งมาก ปล่อยลุงพูดไปอีกซักพัก และสวนกลับไปว่า "คุณชื่ออะไร เปนอะไรมา"
"ผมปวดหัวมา ปวดจะตายอยู่แล้ว มาก็มาก่อน รอตั้งนาน บลาๆๆๆๆๆ"
"ตอนนี้มีคนไข้ฉุกเฉิน อยู่ค่ะ  ที่นี่เป็นห้องฉุกเฉิน ไม่ใช่คลินิกพิเศษนอกเวลา ถ้าต้องการตรวจเร็วกว่านี้ ไปที่อื่นเถิดค่ะ " ปรบมือซึะ 👏👏👏👏👏 คุณหมอแน่มากค่ะ แล้วลุงก็บอกว่าไม่รักษาแล้ว ตะโกนลั่น แล้วหมอก็ หยิบกระดาษออกมา "เซนด้วยค่ะ ว่าคุณปฏิเสทการรักษา "
ไอ้ลุงก็ดูจะโกรธมากทำถ้าจะเดินเข้าไปหาหมอ แล้วก้มีหมอผู้ชายเดินมาห้ามมั้ง แล้วก็พูดอะไรกับลุงไม่รู้ เพราะหลายชายกระตุกบอกว่าปวดฉี่ เลยไม่ได้ดูต่อ

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็จุดความสงสัยขึ้นมาจริงๆ ว่า อะไรกันแน่ คือคำว่าฉุกเฉิน หลานเราเปนไข้อย่างนี้ เรียกว่าฉุกเฉินมั้ย แต่เราก็รู้สึกฉุกเฉินนะ ถ้ามันชักแล้วจะทำยังไง

ซึ่ง ตอนนั้นก็เกือบจะ 6 โมงแล้ว คุณหมอผู้หญิงคนนั้น ก็วิ่งตรวจ ไม่หยุดเลยค่ะ ตรงจ เสร้จ ก็วิ่งไปเข็นเครื่อง ปิดม่าน ทำนู่นทำนี่ วิ่งต้อกแต้กไปเรื่อยเลยค่ะ ไม่หยุดจริงๆ สงสัยจริงๆว่าคุณหมอไปเอาแรงมาจากไหน ตัวก้เล็กนิดเดียว

ซักพัก ก็อีกรอบค่า cpr ทุกคนก็ วางมุกอย่างอีกรอบแล้วก็วิ่งเข้าไปในห้องนั้น โอ้โห นี่มันอะไรเนี่ยยน ห้องนรกชัดๆ

และก็ออกมาอีกครั้ง สภาพนี่ดูสะบักสะบอมกันมากเลยค่ะ อย่างกับไปวิ่ง มาราทอนกันมา ญาติ ก็ยืนร้องไห้อยูาข้างนอก นี่มันซีนดราม่า นิ่งกว่าในละครอีกค่ะ คุณหมอผู้ชาย อีกคน ก็ออกมาคุย ๆๆๆ อะไรไม่รู้ เหนแล้วก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้

"อานิด คนเมื่อกี้เขารอกมั้ยอ่ะ " หลานถาม
เราก็ตอบได้แค่ "อาก็ไม่รู้เหมือนกัน เป้ไหวมั้ย เอาน้ำอีกไหม "
"ไหวๆๆ คนอื่นยังไหว ทำไม เป้จะไม่ไหว แต่เป้สงสารหมอ เหนวิ่งไปวิ่งมา ดูวุ่นวายจัง"
ตอนนั้น คำพูดหลานทำให้เราอึ้งไปเลย  ขนาดหลานเราอายุ 11 ยังเหน แล้วไอ้ลุงคนเมื่อกี้ที่ไปว่าๆๆ หมอ ตะโกนใส่หมอ เขาไม่เหนภาพในห้องฉุกเฉินวันนี้หรอ

แต่ไม่ทันได้คิดอะไรมาก ชื่อหลานชาย เราก็ถูกประกาศ ตอนนั้น ทุ่มกว่า คุณหมอผู้หญิงคนเดิม ตัวเล็กก็เดินเข้ามาตรวจ ถามอาการ ซักถามอาการ ฟังปอดนู่นนี่นั้น ถามเรื่องวัคซีน เราก็ตอบไป ตามที่ทราบ เสร็จแล้ว คุณหมอก็บอกว่า รอแป้บนะ เดี่ยวขอถาม พีาของหมอก่อนว่า จะให้เจาะเลือดดีมั้ย เพราะไข้สูงมาก เดี่ยวหมอไปหยิบพารามาให้ก่อนนะคับ ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับหลาน แล้วคุณหมอก็เดินไปคุยกับคุณหมอผู้ชาย อีกคน พร้อมกลับมากับพารา แล้วก็บอกว่า เดี่ยว วันนี้ยังไม่เจาะเลือดนะ เพราะ ไข้พึ่งวันเดียว เจาะไป ก็อาจไม่ช่วยอะไร ตอนนี้ เดี่ยวให้ยารักษาตามอาการก่อนนะ แล้วก้ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ไข้ยังสูง อีกสองสามวัน ให้กลับมาเจาะเลือดใหม่ ในเวลานะ แต่ถ้าหายแล้วก็ไม่เปนไร เพราะกลัวว่าจะเปนไข้เลือดออก เราก็สอบถามอีกหน่อย ว่า อย่างงี้จะเปน ไข้ชักไหม คุณหมอก็ถามกลับว่า เคยเปน โรคลมชักหรือเปล่า ก้บอกไปว่าไม่ คุณหมอก็น่ารักนะคะ อธิบายให้ฟัง ว่า ไข้ชักจะเป็นเฉพาะเด็กเล็ก แต่ถ้าเป็นโรคลมชัก แล้วก็อาจชักได้ด้วยการกระตุ้นของไข้
"คุณหมอกินข้าวยังคับ" เป้ก้ถามหมอ
และ นี่ก็เปนครั้งแรกเลนค่ะที่อยู่มาเกือบ สามสี่ชม. ที่เหนคุณหมอหัวเราะ "ยังเลยคับ น้องเป้ กินเผื่อหมอด้วยนะ และก็อย่าลืม กลับไปลด นน. ด้วย (หลานชั้นเปนเด็กอ้วนค่ะ อ้วนจริงๆ)
"คุณหมอค่ะ ขอถามอีกซักคำถามนะคะ "
"ได้สิคะ "
" คำว่า ฉุกเฉิน นิคือยังไงหรอคะ พอดีเหน ผู้ชาย คนเมื่อกี้เขาโวยวาย ๆๆ"
หมอก้นิ่งไปแป้บ เหมือนจะคิดหาคำพูด
"ฉุกเฉิน ก้จะประมาณว่า คนไข้ไม่หายใจน่ะค่ะ คนไข้อ่อนแรง ครึ่งซีก ปากเบี้ยวกระทันหัน คนไข้ท้อง แล้วเลือดออกทางช่องคลอดปวดท้องเกร็งท้องมากๆ หรือภาวะ อะไรก็ได้ค่ะ ที่รอไม่ได้ ส่วนของเด็ก ก็ เช่น ถ่าย มาก เกิน 10 ครั้ง ซึม พูดไม่รู้เรื่อง อะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ แต่ถ้าภาวะ ไข้ มา 1 hr ต่ำ ๆ ยังไม่กินยา หรือไอ. อ้วกหน้ารพ. หรือปวดศรีษะ มา 2 hr หรือผื่นขึ้น ที่หน้า หรือ อะไรที่ไม่ถึงแก่ชีวิต หรืออันตรายมาก ก็จะไม่ถือว่าฉุกเฉินค่ะ "

นั่นแหละค่ะ อึ้งไปเลย คุณหมอก็หัวเราะ แล้วก้พูด ว่า "มีจริงๆค่ะ ที่มาด้วยเรื่องแบบนี้ มีอะไรสงสัยอีกไหม ถ้าตอบได้จะตอบให้"
ชั้นกับหลาน ก็พูด ว่า/ม่มีแล้วค่ะ คุณหมอแกก้ย้ำว่า ถเายังไม่หายให้กลับมาหาหมอนะ กลัวเป็นไข้เลือดออก

แล้วเทอก้วิ่งปรู้ด เข้าไปในห้องนั้น อีกแล้ว เพราะ มีคนตะโกนว่า cpr

ประสบการณ์ในวันนี้ ก้เลยสอนให้ ฉันและหลานรู้ว่า ถ้าเป็นไปได้ อย่าไปเลย ห้องฉุกเฉิน ถ้าทนไหวนะ ลองกินยา พารา กินเกลือแร่ ลองรักษาตัวเองคร่าวๆแบบที่ ลูกเสือเคยสอนเรา สมัยเด็กๆ ก่อน รอให้ถึงเช้า แล้วค่อยไปหาหมอในเวลา เพราะห้องฉุกเฉิน คือสถานที่ ที่มีไว้ สำหรับผู้ป่วยที่ฉุกเฉินจริงๆ เห็นความเป็นความตาย ครั้งแรกในชีวิต เป็นภาพที่คงจะจำไม่มีวันลืมจริงๆ

สุดท้ายนี้ อยสกจะขอบคุณ คุณหมอทุกๆท่านมาก ทำงานหนัก เพื่อชีวิตคนอื่น ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน เหนแล้วสงสารสุดหัวใจ โดยเฉพาะคุณหมอผู้หญิงคนนั้น ตัวก็เล็กนิดเดียว แต่ก็ทำงานวิ่ง ต้อกๆๆๆ ตลอด ขอให้คุณหมอมีแต่ความสุข ความเจริญนะคะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
คนไทยเราส่วนใหญ่ไปหลงเชื่อคำโฆษณาที่กรอกหูชาวบ้านกันมาโดยตลอด

ว่า...เจ็บป่วยต้องรีบไปหาหมอ

อย่า...ซื้อยามากินเอง

กลัวจะไม่ถูกกับโรคบ้าง

เชื้อโรคจะดื้อยาบ้าง

จะแพ้ยาบ้าง  ฯลฯ

โรคร้ายต่างๆ ถูกโฆษณาออกทางสื่อมากมายและมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

และโรคแต่ละโรคถูกโฆษณาถึงความโหดร้าย จนชาวบ้านเครียดกลัวจนหัวหด

เมื่อชาวบ้านกลัว ไม่กล้ารักษาตัวเอง ไม่กล้าพึ่งตัวเองเวลาเจ็บป่วย ก็เฮโลสาระพากันไปหาหมอ

หมอโรงพยาบาลเอกชนให้บริการต้วยความเต็มใจ

แต่หมอโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่อาจต้องให้บริการด้วยความจำใจ

คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนยิ้ม

แต่โรงพยาบาลรัฐอ่วม

หมอไม่พอ ผู้บริหารระบบห่วย ทรัพยากรต่าง ๆ ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย

สภาพโกลาหลอย่างที่ จขกท.ได้ไปเห็นและพรรณามาจึงมีให้เห็นได้ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศไทยแทบทุกวัน

ตามบุญตามกรรม ตามมีตามเกิด

โชคดีก็หาย โชคร้ายก็ไม่รอด

โรงพยาบาลอนาถา...โกลาหล

ขาดแคลนไปเกือบทุกอย่าง เหมือนกับประเทศนี้อยู่ในภาวะสงคราม

สภาพโรงพยาบาลรัฐอนาถาเช่นนี้ของประเทศนี้คงเป็นไปอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน

สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์คือต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดในเรื่องสุขภาพ

ตนเป็นที่พึ่งของตน

อย่าหวังแค่ไปพึ่งหมอพึ่งโรงพยาบาลอย่างเดียว

ทุกวันนี้วิชาการทางการแพทย์ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้งอีกต่อไป

ประชาชนคนทั่วไปก็สามารถศึกษาเรียนรู้จากสื่อได้มากมาย

ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเองและคนในครอบครัวให้ดี

ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไว้ก่อน

ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยขน์

ทำงานไม่หักโหม พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส

หาพืชสมุนไพรที่จำเป็นและมีประโยชน์มาปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือในสวนหลังบ้าน

เจ็บป่วยก็ไม่ต้องรีบไปหาหมอ

เก็บสมุนไพรที่ปลูกไว้เองมากินกันไปก่อน

หากยังไม่ทุเลาก็ควรไปซื้อยาที่ร้านขายยามากินเองตามอาการ

หากยังไม่หายอีกก็ค่อยไปหาหมอโรงพยาบาลรัฐในเวลาราชการ

โรงพยาบาลรัฐนอกเวลาราชการ...เอาไว้ไปเมื่อท่านมีอาการจะหยุดหายใจหรือหัวใจจะหยุดเต้นเท่านั้น.... CPR... CPR... CPR

หากท่านไม่รวยจริง....ไม่แนะนำให้ท่านไปโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้

เพราะท่านจะล้มละลายโดยไม่รู้ตัว....ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังจะลำบาก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่