จากกระแสการต่อต้านการล้อเลียนปมด้อยของคนอื่นในปัจจุบัน
และกระแสจากรายการ Let Me In บวกกับหนังเรื่อง Wonder ที่กำลังจะเข้าโรง
ผมเลยเขียนอะไรขึ้นมาเล่น ๆ ตามความรู้สึก และจากประสบการณ์
เพื่อบ่น เพื่อระบายตามประสาใน FB ส่วนตัว แต่ปรากฎว่ามีคนแชร์โพสต์นี้ออกไปเยอะมาก
ทั้งที่บ่นอะไรยาวยืดไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่านอะไรซะด้วยซ้ำ
เลยคิดว่าลองเอามาตั้งกระทู้แบ่งปันกันดูครับ
.............
ที่ทำงานเก่ามีน้องคนหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะเจ้าเนื้อตุ้ยนุ้ย
ด้วยความที่รูปร่างอ้วนกลม และเป็นคนยิ้มแย้ม
จึงกลายเป็นที่รักใคร่ของพวกพี่ ๆ ในห้อง
และมักจะโดนพี่ ๆ แซว หยอกเรื่องอ้วนตลอด
เวลากินข้าวด้วยกันทีไรแทบทุกคนก็จะแซวเรื่องกินประจำ
"กี่จานแล้วล่ะ"
"โห กินเยอะอย่างนี้นี่เอง"
"โห เติมอีกแล้ว"
"กินอีกแล้ว"
นู่นนั่นนี่มากมาย
ซึ่งที่ทำงานมีอาหารเที่ยงเลี้ยงทุกวัน
ก็แปลว่าก็ต้องเจออย่างนี้ทุกวัน
ยกเว้นว่าวันไหนน้องจะออกไปกินข้าวข้างนอก
แต่ถึงไม่โดนแซวตอนกินข้าวก็โดนแซวตอนอื่นอยู่ดี
น้องเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยเฮฮาสนุกสนาน
พอโดนแซวก็ตลกกันไป
แต่พอเจออย่างนี้ทุกวัน จากหลาย ๆ คน
ฉันก็คิดว่ามันเริ่มไม่ตลก น่ารำคาญ
คือจะกินอะไร จะตักอะไรก็โดนแซวโดนล้อตลอด
นี่ขนาดฉันไม่ใช่คนที่โดนฉันยังรู้สึกรำคาญแทน
และเริ่มสังเกตได้ว่าน้องเขาเองก็เริ่มหน้าตึง ๆ
ไม่เฮฮาเหมือนเก่าเวลาโดนแซวเรื่องนี้เวลากินข้าว
ฉันพยายามปรามพี่ ๆ ว่าพอแล้ว อย่าเลย
แต่สิ่งที่พี่ ๆ เขาตอบคือ
"ไม่เป็นไรหรอกกกกก"
"ไม่เห็นเป็นไรเลย"
"ไม่เป็นไรได้ไงพี่ ก็พี่ไม่ใช่ฝ่ายโดนล้อนี่"
ฉันถามกลับ
พี่ ๆ เขาก็มองหน้ากันแล้วก็ไม่ตอบอะไร กินข้าวต่อ
แล้วก็ยังคงล้อน้องเขาอย่างเดิมทุก ๆ วัน
จนวันนั้นก็มาถึง
วันที่น้องเขาอึดอัดจนทนไม่ไหว
โพล่งอาการไม่พอใจออกมาหลังจากที่โดนรุมล้อเรื่องกิน เรื่องความอ้วน
ถึงไม่ได้ก้าวร้าวหรือรุนแรงอะไรแต่ทุกคนก็ตกใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
แทนที่จะรู้สึก หรือสำนึกได้ว่าเล่นกันเลยเถิดมากเกินไป
กลับเป็นเสียงซุบซิบกัน
"ต่อไปคงไม่กล้าเล่นอะไรด้วยแล้ว"
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนอย่างนั้น"
........
ปัญหาของการล้อเลียนในสังคมไทย
คือไอ้ฝ่ายล้อก็คิดว่า
"ไม่เป็นไรหรอก"
"นิดเดียวเอง"
ส่วนฝ่ายโดนล้อก็พูดอะไรไม่ค่อยได้
เพราะก็จะกลัวหาว่าเล่นด้วยไม่ได้
คิดมาก ก้าวร้าว
ยิ่งถ้าคนที่ล้อเป็นผู้ใหญ่กว่ายิ่งหนักเข้าไปใหญ่
อันที่จริงไม่ใช่ว่าจะล้อเลียนกันไม่ได้เสียทีเดียว
การล้อเลียน การแซว การหยอก การแกล้ง
มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนใกล้ชิดกัน
และสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นบางทีมันมีเส้นอะไรบาง ๆ กั้นอยู่
เหมือนการตบหัว เป็นได้ทั้งการเล่น การหยอก หรือการทำร้ายข่มขู่
หรือการเรียกกันว่าอีเฮีย อีสัส (อันนี้ปรับคำให้เบาลงเพราะคิดว่าคงโดนเซนเซอร์)
เป็นได้ทั้งการด่า หรือการเรียกเพื่อนที่สนิทกัน
มันขึ้นอยู่กับบริบท อารมณ์ สถานการณ์ เจตนา
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างคนทำและคนโดนกระทำ
ที่จะทำให้คนที่โดนกระทำจะตีความว่าสิ่งที่โดนนั้นทำให้รู้สึกสนุกสนาน หรือรู้สึกไม่พึงพอใจ
คนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น
หรือไม่เคยมองประเด็นนี้มาก่อนก็จะไม่สนใจ
ว่าบางครั้งคำพูดหรือการกระทำของตนนั้นอาจจะทำร้ายคนอื่นได้โดยไม่ตั้งใจ
เพราะคำพูด การกระทำมันออกจากปากตัวเองไปก็เหมือนเทน้ำทิ้งไป
เทไปก็จบ ไม่ได้สนใจอะไร
"แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลย"
แต่คนโดนกระทำนี่สิ โดนน้ำคำต่าง ๆ จากคนนั้นคนนี้เทใส่เหยือกใบเดิมทุก ๆ วัน
ในมุมมองคนพูดก็จะเห็นว่าฉันก็เทน้ำแค่แก้วเดียวเอง
แต่ไม่ได้มองในมุมคนที่โดนกระทำ
ว่าเหยือกที่เขาถือนั้นมีคนอื่นมาเทน้ำใส่ไปแล้วกี่คน
น้ำแก้วเดียวจากคุณ
แต่มันผสมกับน้ำแก้วอื่นจากคนอื่นอีกไม่รู้กี่คนต่อกี่คนมาแล้ว
ไม่นานความอดทนก็คงจะล้นปรี่ ถึงขีดจำกัด
บางคนอาจจะโลกสวยว่าอย่าเก็บมาใส่ใจสิ
อย่ารับน้ำเหล่านั้นไว้ เททิ้งไป
แต่อย่าลืมว่าบางครั้งถึงเททิ้ง
แต่มันก็ยังเหลือร่องรอย
บางทีเปียกรดเลอะโดนตัวทิ้งรอยเปียกไว้อีก
จะไม่ให้เก็บมาใส่ใจมันเลย มันคงเป็นไปไม่ได้
และกว่าที่จะเติบโตจนจิตใจเข้มแข็งไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นมาได้
ต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกเท่าไหร่
ซ้ำร้ายบางคนก็เหลือรอยแผลไว้อีก
ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นทั้งผู้กระทำด้วยความคึกคะนองตอนเด็ก และผู้โดนกระทำ
ฉันมีปมในใจมาตั้งแต่เด็กเรื่องหน้าตา
เพราะทุกคนชอบเอาฉันไปเปรียบเทียบกับพี่ชายที่หน้าตาดีกว่า
ว่าฉันหน้าตาน่าเกลียดบ้าง เป็นเด็กที่โดนเก็บมาเลี้ยงบ้าง
พอเริ่มเข้าวัยรุ่น ทุกคนก็ชอบพูดถึงพี่ชายฉันว่าหน้าตาหล่อ
และไม่พ้นที่จะวกมาเปรียบเทียบกับฉันที่ทั้งอ้วน ทั้งดำกว่าพี่ชาย
และหน้าตาไม่ดีเท่า
มันทำให้ตอนเด็ก ๆ ฉันไม่มั่นใจในตัวเอง
ฉันคิดว่าฉันไม่โดดเด่น ไม่มีใครชอบฉัน
เพราะฉันหน้าตาน่าเกลียด
ทุกคนรักพี่ชายฉันมากกว่า ทุกคนชอบพี่ชายฉันมากกว่า
ฉันต้องสร้างบุคลิกฉันขึ้นมาใหม่
ทำตัวเองเป็นคนใหม่ เพื่อให้ฉันได้เป็นคนอย่างที่ฉันอยากเป็น
ไม่ใช่โดนปมจากคำพูดจากคนใกล้ตัวมาเป็นเปลือกคอยหุ้มฉันไว้ไม่ให้กล้าที่จะทำอะไรเพื่อตัวฉันเอง
ถึงแรงขับดันจากการโดนล้อในวัยเด็กมันจะกลับกลายมาส่งผลดี
แต่ใช่ว่าฉันจะไม่ทรมานหรือทุกข์ใจจากการโดนล้อเลียนโดยคนใกล้ตัวเลย
ฉันเชื่อว่าแทบทุกคนที่ล้อฉันไม่มีใครจำได้
ฉันเคยยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดตอนโต
แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือคำพูดที่ว่า
ไม่มีใครคิดอย่างนั้นหรอก เก็บเอามาคิดทำไม
...
จากวันนั้นถึงวันนี้ฉันคิดว่าฉันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
บางทีนึกย้อนไปก็คิดว่าถ้าไม่เจอสิ่งเหล่านั้นเลยฉันอาจจะมีภูมิต้านทานทางจิตใจน้อยกว่านี้ก็เป็นได้
ก็ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องมองหาข้อดีของมันสิ
จะมาตีโพยตีพายทำไม
และที่สำคัญปมเรื่องหน้าตามันทำอะไรฉันไม่ได้แล้วในวันนี้
ไม่ใช่ว่าวันนี้ฉันหล่อขึ้นหรืออะไรหรอกนะ
แต่เพราะฉันน่ะรู้ตัวแล้ว
ว่าถึงฉันจะไม่ได้หล่อ
แต่ฉันก็เด็ดมาก
จริง ๆ นะ
....
จบแล้วครับ
ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนที่ดีประเสริฐเลิศเลออะไร
ก่อนจะคิดได้ ทั้งที่ตัวเองก็โดนล้อมาก่อน
เราก็เคยล้อเลียนคนอื่นด้วยความสนุก คึกคะนองเหมือนกัน
อันที่จริงอย่างที่บอกคือการแซว การหยอก การล้อเลียน
บางครั้งมันมีเส้นบาง ๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา และการรับได้หรือไม่ได้ของคนโดนจริง ๆ
การหยอก เล่น แซวนิดหน่อยมันมีได้ครับ
แต่ว่าไม่ใช่เพื่อกดปมด้อย
และถ้าควรเล่นกับเพื่อนที่คุ้นเคยกันจะดีกว่า
และถ้าเรารู้ว่าเขาไม่ชอบ ก็อย่าไปหยอกกันแบบนี้อีก
แต่ทางที่ดี เล่นกันหยอกกันด้วยเรื่องอื่นดีกว่า อย่าเอาปมด้อยมาล้อเลียนกันเลย
แต่มองอีกแง่ มันก็เหมือนเสริมสร้างความอดทนทางจิตใจให้เราดีเหมือนกันนะครับ
มันทำให้เรารู้จักอดทน เข้มแข็ง แยกแยะได้มากขึ้นว่าจะนำคำพูดที่ทำร้ายเรามาใส่ใจ หรือมาทำตัวเราให้ดีขึ้น
เราบังคับให้คนอื่นมาพูดดีกับเราทุกคนไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำตัวเข้มแข็งขึ้นได้
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้มแข็งได้เหมือนกันหมด
ขอบคุณครับ
การล้อเลียนปมด้อยกัน มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะ อย่าปล่อยผ่านเลย
และกระแสจากรายการ Let Me In บวกกับหนังเรื่อง Wonder ที่กำลังจะเข้าโรง
ผมเลยเขียนอะไรขึ้นมาเล่น ๆ ตามความรู้สึก และจากประสบการณ์
เพื่อบ่น เพื่อระบายตามประสาใน FB ส่วนตัว แต่ปรากฎว่ามีคนแชร์โพสต์นี้ออกไปเยอะมาก
ทั้งที่บ่นอะไรยาวยืดไม่คิดว่าจะมีคนมาอ่านอะไรซะด้วยซ้ำ
เลยคิดว่าลองเอามาตั้งกระทู้แบ่งปันกันดูครับ
.............
ที่ทำงานเก่ามีน้องคนหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะเจ้าเนื้อตุ้ยนุ้ย
ด้วยความที่รูปร่างอ้วนกลม และเป็นคนยิ้มแย้ม
จึงกลายเป็นที่รักใคร่ของพวกพี่ ๆ ในห้อง
และมักจะโดนพี่ ๆ แซว หยอกเรื่องอ้วนตลอด
เวลากินข้าวด้วยกันทีไรแทบทุกคนก็จะแซวเรื่องกินประจำ
"กี่จานแล้วล่ะ"
"โห กินเยอะอย่างนี้นี่เอง"
"โห เติมอีกแล้ว"
"กินอีกแล้ว"
นู่นนั่นนี่มากมาย
ซึ่งที่ทำงานมีอาหารเที่ยงเลี้ยงทุกวัน
ก็แปลว่าก็ต้องเจออย่างนี้ทุกวัน
ยกเว้นว่าวันไหนน้องจะออกไปกินข้าวข้างนอก
แต่ถึงไม่โดนแซวตอนกินข้าวก็โดนแซวตอนอื่นอยู่ดี
น้องเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยเฮฮาสนุกสนาน
พอโดนแซวก็ตลกกันไป
แต่พอเจออย่างนี้ทุกวัน จากหลาย ๆ คน
ฉันก็คิดว่ามันเริ่มไม่ตลก น่ารำคาญ
คือจะกินอะไร จะตักอะไรก็โดนแซวโดนล้อตลอด
นี่ขนาดฉันไม่ใช่คนที่โดนฉันยังรู้สึกรำคาญแทน
และเริ่มสังเกตได้ว่าน้องเขาเองก็เริ่มหน้าตึง ๆ
ไม่เฮฮาเหมือนเก่าเวลาโดนแซวเรื่องนี้เวลากินข้าว
ฉันพยายามปรามพี่ ๆ ว่าพอแล้ว อย่าเลย
แต่สิ่งที่พี่ ๆ เขาตอบคือ
"ไม่เป็นไรหรอกกกกก"
"ไม่เห็นเป็นไรเลย"
"ไม่เป็นไรได้ไงพี่ ก็พี่ไม่ใช่ฝ่ายโดนล้อนี่"
ฉันถามกลับ
พี่ ๆ เขาก็มองหน้ากันแล้วก็ไม่ตอบอะไร กินข้าวต่อ
แล้วก็ยังคงล้อน้องเขาอย่างเดิมทุก ๆ วัน
จนวันนั้นก็มาถึง
วันที่น้องเขาอึดอัดจนทนไม่ไหว
โพล่งอาการไม่พอใจออกมาหลังจากที่โดนรุมล้อเรื่องกิน เรื่องความอ้วน
ถึงไม่ได้ก้าวร้าวหรือรุนแรงอะไรแต่ทุกคนก็ตกใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
แทนที่จะรู้สึก หรือสำนึกได้ว่าเล่นกันเลยเถิดมากเกินไป
กลับเป็นเสียงซุบซิบกัน
"ต่อไปคงไม่กล้าเล่นอะไรด้วยแล้ว"
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นคนอย่างนั้น"
........
ปัญหาของการล้อเลียนในสังคมไทย
คือไอ้ฝ่ายล้อก็คิดว่า
"ไม่เป็นไรหรอก"
"นิดเดียวเอง"
ส่วนฝ่ายโดนล้อก็พูดอะไรไม่ค่อยได้
เพราะก็จะกลัวหาว่าเล่นด้วยไม่ได้
คิดมาก ก้าวร้าว
ยิ่งถ้าคนที่ล้อเป็นผู้ใหญ่กว่ายิ่งหนักเข้าไปใหญ่
อันที่จริงไม่ใช่ว่าจะล้อเลียนกันไม่ได้เสียทีเดียว
การล้อเลียน การแซว การหยอก การแกล้ง
มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนใกล้ชิดกัน
และสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นบางทีมันมีเส้นอะไรบาง ๆ กั้นอยู่
เหมือนการตบหัว เป็นได้ทั้งการเล่น การหยอก หรือการทำร้ายข่มขู่
หรือการเรียกกันว่าอีเฮีย อีสัส (อันนี้ปรับคำให้เบาลงเพราะคิดว่าคงโดนเซนเซอร์)
เป็นได้ทั้งการด่า หรือการเรียกเพื่อนที่สนิทกัน
มันขึ้นอยู่กับบริบท อารมณ์ สถานการณ์ เจตนา
สถานะความสัมพันธ์ระหว่างคนทำและคนโดนกระทำ
ที่จะทำให้คนที่โดนกระทำจะตีความว่าสิ่งที่โดนนั้นทำให้รู้สึกสนุกสนาน หรือรู้สึกไม่พึงพอใจ
คนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น
หรือไม่เคยมองประเด็นนี้มาก่อนก็จะไม่สนใจ
ว่าบางครั้งคำพูดหรือการกระทำของตนนั้นอาจจะทำร้ายคนอื่นได้โดยไม่ตั้งใจ
เพราะคำพูด การกระทำมันออกจากปากตัวเองไปก็เหมือนเทน้ำทิ้งไป
เทไปก็จบ ไม่ได้สนใจอะไร
"แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลย"
แต่คนโดนกระทำนี่สิ โดนน้ำคำต่าง ๆ จากคนนั้นคนนี้เทใส่เหยือกใบเดิมทุก ๆ วัน
ในมุมมองคนพูดก็จะเห็นว่าฉันก็เทน้ำแค่แก้วเดียวเอง
แต่ไม่ได้มองในมุมคนที่โดนกระทำ
ว่าเหยือกที่เขาถือนั้นมีคนอื่นมาเทน้ำใส่ไปแล้วกี่คน
น้ำแก้วเดียวจากคุณ
แต่มันผสมกับน้ำแก้วอื่นจากคนอื่นอีกไม่รู้กี่คนต่อกี่คนมาแล้ว
ไม่นานความอดทนก็คงจะล้นปรี่ ถึงขีดจำกัด
บางคนอาจจะโลกสวยว่าอย่าเก็บมาใส่ใจสิ
อย่ารับน้ำเหล่านั้นไว้ เททิ้งไป
แต่อย่าลืมว่าบางครั้งถึงเททิ้ง
แต่มันก็ยังเหลือร่องรอย
บางทีเปียกรดเลอะโดนตัวทิ้งรอยเปียกไว้อีก
จะไม่ให้เก็บมาใส่ใจมันเลย มันคงเป็นไปไม่ได้
และกว่าที่จะเติบโตจนจิตใจเข้มแข็งไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นมาได้
ต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกเท่าไหร่
ซ้ำร้ายบางคนก็เหลือรอยแผลไว้อีก
ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นทั้งผู้กระทำด้วยความคึกคะนองตอนเด็ก และผู้โดนกระทำ
ฉันมีปมในใจมาตั้งแต่เด็กเรื่องหน้าตา
เพราะทุกคนชอบเอาฉันไปเปรียบเทียบกับพี่ชายที่หน้าตาดีกว่า
ว่าฉันหน้าตาน่าเกลียดบ้าง เป็นเด็กที่โดนเก็บมาเลี้ยงบ้าง
พอเริ่มเข้าวัยรุ่น ทุกคนก็ชอบพูดถึงพี่ชายฉันว่าหน้าตาหล่อ
และไม่พ้นที่จะวกมาเปรียบเทียบกับฉันที่ทั้งอ้วน ทั้งดำกว่าพี่ชาย
และหน้าตาไม่ดีเท่า
มันทำให้ตอนเด็ก ๆ ฉันไม่มั่นใจในตัวเอง
ฉันคิดว่าฉันไม่โดดเด่น ไม่มีใครชอบฉัน
เพราะฉันหน้าตาน่าเกลียด
ทุกคนรักพี่ชายฉันมากกว่า ทุกคนชอบพี่ชายฉันมากกว่า
ฉันต้องสร้างบุคลิกฉันขึ้นมาใหม่
ทำตัวเองเป็นคนใหม่ เพื่อให้ฉันได้เป็นคนอย่างที่ฉันอยากเป็น
ไม่ใช่โดนปมจากคำพูดจากคนใกล้ตัวมาเป็นเปลือกคอยหุ้มฉันไว้ไม่ให้กล้าที่จะทำอะไรเพื่อตัวฉันเอง
ถึงแรงขับดันจากการโดนล้อในวัยเด็กมันจะกลับกลายมาส่งผลดี
แต่ใช่ว่าฉันจะไม่ทรมานหรือทุกข์ใจจากการโดนล้อเลียนโดยคนใกล้ตัวเลย
ฉันเชื่อว่าแทบทุกคนที่ล้อฉันไม่มีใครจำได้
ฉันเคยยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดตอนโต
แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือคำพูดที่ว่า
ไม่มีใครคิดอย่างนั้นหรอก เก็บเอามาคิดทำไม
...
จากวันนั้นถึงวันนี้ฉันคิดว่าฉันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
บางทีนึกย้อนไปก็คิดว่าถ้าไม่เจอสิ่งเหล่านั้นเลยฉันอาจจะมีภูมิต้านทานทางจิตใจน้อยกว่านี้ก็เป็นได้
ก็ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องมองหาข้อดีของมันสิ
จะมาตีโพยตีพายทำไม
และที่สำคัญปมเรื่องหน้าตามันทำอะไรฉันไม่ได้แล้วในวันนี้
ไม่ใช่ว่าวันนี้ฉันหล่อขึ้นหรืออะไรหรอกนะ
แต่เพราะฉันน่ะรู้ตัวแล้ว
ว่าถึงฉันจะไม่ได้หล่อ
แต่ฉันก็เด็ดมาก
จริง ๆ นะ
....
จบแล้วครับ
ตัวผมเองก็ไม่ใช่คนที่ดีประเสริฐเลิศเลออะไร
ก่อนจะคิดได้ ทั้งที่ตัวเองก็โดนล้อมาก่อน
เราก็เคยล้อเลียนคนอื่นด้วยความสนุก คึกคะนองเหมือนกัน
อันที่จริงอย่างที่บอกคือการแซว การหยอก การล้อเลียน
บางครั้งมันมีเส้นบาง ๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา และการรับได้หรือไม่ได้ของคนโดนจริง ๆ
การหยอก เล่น แซวนิดหน่อยมันมีได้ครับ
แต่ว่าไม่ใช่เพื่อกดปมด้อย
และถ้าควรเล่นกับเพื่อนที่คุ้นเคยกันจะดีกว่า
และถ้าเรารู้ว่าเขาไม่ชอบ ก็อย่าไปหยอกกันแบบนี้อีก
แต่ทางที่ดี เล่นกันหยอกกันด้วยเรื่องอื่นดีกว่า อย่าเอาปมด้อยมาล้อเลียนกันเลย
แต่มองอีกแง่ มันก็เหมือนเสริมสร้างความอดทนทางจิตใจให้เราดีเหมือนกันนะครับ
มันทำให้เรารู้จักอดทน เข้มแข็ง แยกแยะได้มากขึ้นว่าจะนำคำพูดที่ทำร้ายเรามาใส่ใจ หรือมาทำตัวเราให้ดีขึ้น
เราบังคับให้คนอื่นมาพูดดีกับเราทุกคนไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำตัวเข้มแข็งขึ้นได้
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้มแข็งได้เหมือนกันหมด
ขอบคุณครับ