ปมในใจ

" ปมในใจ "

ตอนเด็กๆ เป็นเด็กอ้วน ที่ขี้เหร่
และตัวดำ คอเป็นหนอก
นับว่าเป็นเด็กที่ดูไม่เข้าตาสักเท่าไร

เวลาไปโรงเรียนมักจะโดนเพื่อนผู้ชาย
และพวกรุ่นพี่รุมล้อเลียนอยู่เสมอ
คำที่ได้ยินบ่อยๆ จนแทบจะเรียกแทนชื่อเราไปเลยก็เช่น อิช้าง อิยักขะหมูขี๋ อิโบ๊ อิอ้วน อิตุ่มใส่น้ำ
แล้วก็อีกหลายคำ ที่จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

บรรยากาศที่โดนล้อเป็นความรู้สึกที่ทั้งเจ็บใจ เคียดแค้น ผูกใจเจ็บ และไม่มั่นใจที่จะเดินไปไหน

พอกลับบ้านก็มักจะเจอผู้ใหญ่แถวบ้าน
ที่จะมาด้วยคำหยอกเช่น ตูดใหญ่ ขาใหญ่ ตัวใหญ่ ตาชั่งพัง หมูสามชั้น กินข้าวเป็นกะละมัง
เป็นคำพูดที่ต่างกันแต่ความหมายไม่ต่างกันสักเท่าไร แล้วทุกครั้งเราจะต้องกำมือแน่น  กัดฟัน ไม่ด่าสวนกลับ ก็ร้องไห้วิ่งเข้าบ้าน ซึ่งทุกครั้งที่เสียใจเมื่อต้องโดนแบบนี้ ก็มักจะได้ยินประโยคคำถามแบบนี้ตามมาเสมอ
" อย่าโกรธสิ, แหมรักหรอกจึงหยอกเล่น?,
แกล้งเล่นไม่ได้หรอ? "

โตขึ้นเข้าวัยรุ่นคำพูดเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็น
รูปแบบของการถูกมองข้าม การไม่มีตัวตน
การปฏิเสธ หรือการไม่เห็นความสำคัญ
ถูกหลงลืมไปเลยบ้างก็มี

มาจนถึงตอนนี้แก่ขึ้นมากพอจะเข้าใจ
ค่านิยมผิดๆอะไรแบบนั้นที่เคยได้รับตอนเด็กๆ
ว่ามันโครตเป็นค่านิยมที่ผิดมหันต์ มันโครตทำร้าย

ความรู้สึกเด็กคนหนึ่งให้จำฝังใจและทรมานกับการถูกล้อปมด้อย ความอัปลักษณ์ที่ตัวเองมี โตขึ้นมาด้วยปมในใจ ด้วยความรู้สึกที่มีรอยแผลจากอดีต

ในมุมที่ดีอีกด้าน มันกลับกลายเป็นเบ้าหล่อหลอมนิสัยเรา สอนเราให้ไม่ล้อเลียนรูปลักษณ์ใคร
แม้เค้าจะหัวหยิก ตัวดำ ฟันเหยิน อ้วน เตี้ย หรืออะไรก็ตาม สอนเราให้รู้จักเกียรติคนอื่น ไม่ทำร้ายใครด้วยคำพูดหยอกล้อรุนแรง

และถ้าวันหนึ่งมีโครงการรณรงค์สังคมใดๆ
รณรงค์การเลิกล้อเลียนปมด้อยคนอื่นเกิดขึ้นเมื่อไร
เราจะเข้าร่วมโดยไม่ลังเล เพราะเรารู้และเข้าใจดี
การถูกล้อเลียนปมด้อยนั้นมันเจ็บปวดเพียงใด

มันเป็นเรื่องตลกร้ายในสังคมอย่างหนึ่ง อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องคิดมาก เพราะที่โดนมาเราเข้าใจเลยว่ามันไม่เล็กเลยสำหรับความรู้สึกเราเลย

ไม่อยากให้มีเด็กแบบเราอีกแล้ว
เลือกได้ก็เลิกเถอะนะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่