ไม่รู้จะตั้งกระทู้ว่าอะไรดี ปัญหาชีวิต / ทิฐฐิกับพ่อ ฯลฯ

ตามกระทู้เลยครับ

คือผมเนี่ยปัจจุบันทำงานอยู่ต่างจังหวัด พ่อแม่ผม แยกทางกัน ส่วนน้องก็อยู่กับแฟนและทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ คุณแม่ผมอยู่กับแฟนใหม่ของคุณแม่ที่กรุงเทพฯ ส่วนคุณพ่อ อยู่บ้านลูกพี่ลูกน้องของผม (ลูกของป้าผม หลานของแม่ผม) การถือทิฐฐิของผมที่มีต่อพ่อ ผมไม่รู้หรอกว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่
แต่เมื่อวันที่พ่อ และแม่แยกทางกันเนี่ย ผมก็อยู่กับแม่มาตลอด และก็ไม่ได้สะดวกสบายและดิ้นรนด้วยตนเองมาตลอด โดยไม่ได้พึ่งพาอาศัยใคร จะมีก็เพียงแต่ คุณยาย พี่ลูกพี่ลูกน้องของผม

ผมเคยอิจฉาน้องที่เกิดมาที่พ่อแม่ ไปรักและดูแลน้องอย่างไม่สนใจอะไรเราเลย เราไม่เคยได้ของเล่น ตอนนั้นผมห่างกับน้อง 7 ปี ผมไม่เคยมีของเล่นเยอะแยะเต็มบ้าน แต่น้องผมมีทุกอย่าง เคยถามพ่อ แม่ ว่า ทำไมไม่ซื้อให้ผมบ้าง ก็จะบอกว่าเราโตแล้ว ไม่ต้องเล่นหรอกซื้อให้น้อง แต่พอโตมาแม่บอกว่าผมไม่ค่อยชอบเล่นของเล่น พวกรถบังคับ รถของเล่น ไม่เล่นเลย มีตุ๊กตามิกกี้เม้าาท์ตัวเดียวที่ซื้อให้ก็เล่นอยู่ตัวเดียวในตอนนั้น ก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่ทุกวันนี้ผมก็รักน้องผมนะ แต่ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าบางครั้งเราไม่ได้ผิด ทำไมพ่อต้องตีเราด้วยไม้แขวนเสื้อ เข็มขัด ด้ามไม้กวาด หรือตบหน้าเราบีบคอ กระชากเสื้อเรา มันดูโหดร้ายไปนะสำหรับผมในตอนนั้น เอาจริงๆในช่วงที่โดนตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเกลียด หรือไม่อยากอยู่กับพ่อนะ ขอจบเท่านี้ก่อน

ตอนผมเรียน ป.1 ไม่รู้ว่าเกิดไรขึ้นกับชีวิตในตอนนั้นรู้แต่ว่าไปโรงเรียนไม่ได้ เจ้าหนี้ของพ่อ ของแม่มาตามผมที่โรงเรียน พ่อแม่ไม่มีจ่าย จนต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ ต่างจังหวัด พอจะเข้าเรียน ก็จำได้ว่า พ่อกับแม่ไม่มีเงิน ส่งเราเรียน ยายต้องถอดสร้อยคอ เอาเงินไปจำนำ และเอาเงินในบัญชีออกมาให้แม่ เพื่อไปซื้อเสื้อผ้า ให้เราไปโรงเรียน ในตอนนั้นก็ดีขึ้นมาหน่อยแต่สุดท้าย ก็มีปัญหาอีกอยู่จังหวัดนั้นไม่ได้ ก็ต้องย้ายอีกกลับมากรุงเทพ ไปอยู่บ้านป้า ซึ่งตอนนั้นทั้งพ่อ และแม่ก็ตกงาน (ต้องบอกว่าคุณแม่และคุณพ่อก็ทำงานนะครับ แต่ก็คงมีปัญหาเรื่องเงินที่เราไม่รู้ในตอนนั้นรู้ตัวอีกทีก็ย้ายบ้านๆๆ จนญาติ ได้ให้ฉายาผมว่า มนุษย์ร้อยโรงเรียน คือเรียนขึ้นได้ 1 ปี ผมก็ต้องย้ายโรงเรียน ครั้งสุดท้ายที่จำได้ก่อนเข้ากรุงเทพ พ่อไม่ได้ทำงานคุณแม่ขายปอเปียะ ทอด ผมกับน้องขี่จักรยานในหมู่บ้านไปตระเวนถามทีละบ้านว่าหลังไหนเอาปอเปี๊ยะทอดไหม คุณพ่ออยู่บ้านไมออกไปช่วยคุณแม่ขาย ช่วยแค่ตอนเข็ญรถออกไปเท่านั้น แต่แล้วก็ต้องย้ายอีกเพราะรายได้มาจากแม่ทางเดียวคุณพ่อไม่ได้ทำงานจนมีเจ้าหนี้ก็ต้องหนีเข้ากรุงเทพฯ

ครั้งสุดท้ายเมื่อผมมาอยู่บ้านป้าที่กรุงเทพ กำลังจะเข้า ม. 1 แต่ด้วยทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด และอาจจะไม่ได้เรียน แต่ก้ลองไปสอบเข้าเรียน เพราะเขามีโควต้าสำหรับเด็กต่างพื้นที่ ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอกว่าจะได้เรียนหรือไม่ได้เรียน แต่แม่ลุ้น น้ำตาจะไหลดีใจร้องห่มร้องไห้จะได้เรียน โรงเรียนมัธยมแถวศรีนคินทร์ ตอนจะเข้าเรียนก็ดีใจแล้วหล่ะว่าจะได้เรียน ในตอนนั้นพ่อและแม่ตกงานทั้งคู่ นั่งดูทีวี มีช่องนึงโฆษณา ว่าอยากเรียนต้องได้เรียนอะไรสักอย่างเดือดร้อนให้ไปที่นี่ ตอนนั้นก็ไปสมัยนั้นอยู่แถวท้องฟ้าจำลอง เขาก็ช่วยค่าใช้จ่ายค่ากินค่าอยู่ เกี่ยวกับค่าเล่าเรียนก็ช่วยมา จนกระทั่งได้เรียน ในขณะนั้นพ่อก็ได้งานทำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แถวหมู่บ้านนักกีฬา แม่ผมก็ขายกล้วยปิ้ง ปอเปี๊ยะทอด  ก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเพราะผมก็จะเห็นภาพว่า มีเซลล์รายวัน ไม่ก็อาบัง มาเก็บเงินแม่อีก แต่แล้วก็อยู่ในย่านนั้นไม่ได้จนต้องย้ายไปอยู่แถวลาดกระบัง ตรงนี้หล่ะรู้สึกว่าพีคจัง

เพราะการไปเรียนแถวลาดกระบังครั้งนี้ ผมไมไ่ด้อยากย้ายเพราะผมชอบโรงเรียนที่ผมเรียนมากกว่า เรียนจนถึงม.2 เปิดเทอมเรียน ม.3 ได้แค่ 1 สัปดาห์ต้องย้ายโรงเรียน ตอนนั้นย้ายไปอยู่แถววัดลานบุญ คุณแม่ก็ขายของคุณพ่อไม่ได้ทำงาน กินเหล้าขาว เชียงชุน วนไป คุณพ่อทำหน้าที่เข็ญรถเข็ญให้แม่ แล้วคุณแม่ก็ยืนขาย อยู่อย่างนั้น  ผมจำได้ว่าครั้งนึงพ่อพูดกับผมว่า พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน ก็ไม่ต้องเรียน ออกมาช่วยทำมาหากิน ผมจำได้ว่าวันนั้นผมมเงินไปเรียนแค่ 10 แค่นั่งรถเมลล์ไปเรียนเท่านั้น จะกินะจะกลับยังไม่รู้จะทำไง แต่ไม่รู้จะพูดไงได้เพื่อนเลี้ยงข้าว ให้เงินค่ารถกลับมา ในตลอดระยะเวลาคุณแม่ก็ยังมีภาพให้เราเห็นว่ามีคนมาคอยเก็บเงิน เราจะเรียกว่ารายวันมาตลอด จ่ายดอกบ้างอะไรบ้าง อยู่อย่างนั้นตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่รอดอีก จนกระทั่งผมเข้าเรียน ปวช. สอบติดได้ที่โรงเรียนพาณิชย์แห่งหนึ่ง จนต้องไปอาศัยอยู่กับป้าของพ่อ

ในตอนนั้นป้าของพ่อไม่ชอบแม่เป็นทุนเดิมแต่แรกตั้งแต่พ่อ แม่แต่งงานกันแล้ว ในตอนนั้นป้า ให้พ่อ ผม และน้องไปอยู่บ้านด้วยแถวอ่อนนุช แต่ไม่ให้แม่อยู่พ่อตอนนั้นอายุประมาณ 35 -40 ได้มั้ง ก็ไม่ได้ทำงานตกงานตั้งแต่ตอนทีอยู่แถวลาดกระบังตอนนั้นผมอยู่ ม.3 จนกระทั่ง ขึ้นปวช. 1 ตอนนั้นแม่ผมไปทำงานขายของกับบริษัทต้องไปขายตามตึกสำนักงาน ตามตลาดนัดต่างๆ และก็ต้องนั่งรถจากแถวถนนเพชรบุรี เอาเงินมาให้ที่อ่อนนุชวันละ 200 บาท ตอนนั้นมอายุประมาณ 16 แต่ตอนหลังพ่อก็มีงานทำนะ แต่ก็ได้ไม่นาน ก็ตกงานอีก แต่ตอนหลังเราก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวเหมือนเดิมตอนนั้นโคตรดีใจ ดีใจจริงๆ

ตอนนั้นอยูประมาณ ปวช. 2 พ่อก็ทำงานขับรถ ส่งของ แม่ก็ทำงานขายของขี่มอไซด์ตระเวนขายองส่งของ จากอ่อนนุชไปพระราม 3 ดอนเมืองรังสิต บ้าง ก็เหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ตลอดระยะเวลานั้น พ่อเมื่อมีเงินเงินดือนออก ก็จะเอาเงินไปซื้อเหล้า กิน ตลอดกินทุกวัน ตกเย็นจะต้องให้ผมไปซื้อให้ทุกวันๆๆๆๆ บางทีก็ตั้งแต่กลางวัน ก้มี วันไหนแกขี้เกียจไม่ไป เอาว่าง่ายๆ ที่ทำงานอยู่แค่ปากซอยบ้านเดินไปไม่ถึง 5 นาที เอง แกยังไม่ไปเลย เพื่อนแกมาตามที่บ้านแกยังไม่ไปเลยบอกว่าไม่สบายแต่ปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งเราถามว่าวันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ แกก็ไม่ตอบ

จนตอนหลังพ่อกับแม่เลิกกัน จำได้ตอนนั้นผมก็ย้ายไปอยู่แถวพระราม 3 ตอนนั้นเรียนจบ ปวช. แล้วและก็เรียนมหาวิทยลัย ตอนนั้นก้รู้แล้วว่า แม่ลำบาก แม่แยกกับพ่อแล้วเราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เราต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ผมเรียนแถวนนทบุรี ทำงานแถวสยาม บ้านอยู่แถวพระราม 3 ผมเดินทางไปกลับทุกวันเวันไหนเลิกเรียน 17.00 ทำงานเลิก 24.00 กลับถึงบ้านตี 2-3 ไปเรียน 7.00 ทุกวัน เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่มีวันหยุด ส่วนแม่ก็ขายของ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ขณะเดียวกันอยู่มาวันนึงพ่อก็กลับมา ไม่มีที่ไป ขอมาอยู่ด้วย แม่ก็ให้มาแต่ต้องทำงาน แม่พาพ่อไปหางานทำพ่อทำได้วัน 2 วันก็ออก บอกว่าไม่ชอบ และก็ตอนนั้นอยู่ได้ประมาณ 2-3 เดือนแม่ก็ไม่ไหวเพระามาอยู่แต่ไม่ช่วยลดภาระอะไรใดๆ เลย สุดท้ายพ่อก็เป็นฝ่ายไป เราก้อยู่กับแม่เหมือนเดิม ่ทีนีก้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป พ่อก็ได้หายไปจากชีวิตเรา แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด และผมไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายกับเขาเลยหรือเรียกอะไรจากเขาเลย

สรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลังจากโตมา ก็คือ ปัญหาของพ่อกับแม่ แม่ทำงานหาเงิน ขายของ (ส่วนใหญ่) หมุนเงินให้พ่อไปทำงาน พ่อเงินเดือนออกมาไม่พอ เพราะทำงาน ระหว่างเลิกงานกพ่อก็ไปกินเหล้า เซ็นต์เงินร้านเหล้าทุกวันๆ เงินออกมาไม่พอจ่ายค่าเช่าห้อง แม่ไปกู้เงินมาเพื่อหมุนเงินเป็นรายวัน จนเงินไม่พอ เพราะไม่มีเินก้อนมาเคลียร์รายวันจ่ายแต่ดอกต้นไม่ลด ก็เลยต้องย้ายหนีๆๆๆ พ่อก็ไม่ทนงาน แต่แม่ขายของทุกอย่าง ทำนั่นทำนี่ขาย

พอผมเริ่มทำงานได้สักปีกว่าๆ ก็คุยกับแม่อยากมีบ้านก็ไปดูบ้านกัน เห็นว่าต้องจ่ายค่าเช่าเดือน 3-4 พันอยู่แล้ว ผมก็ทำเรื่องกู้ซื้อบ้าน ก็ทำเรื่องผ่านครับ แต่ก้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะว่าบ้านที่ซื้อกับที่ทำงานก็ไกลกัน ตอนนั้นก็มีปัญหานิดดหน่อยครับขอไม่เล่า น้องชายต้องติดคุกเยาวชน เอารถมอไซด์ออกมา 1 คันให้น้อง ผมมีบัตรสินเชื่อ 2 ใบ ไม่มีใครแบ่งเบาภาระเรา เราก็คิดละอ้าวเราผ่อนบ้านแล้ว เป็นแบบนี้ ทำงานที่ทำอยู่ ไม่โอเคเลย ทำเหนื่อยแทบตาย ได้เงินเท่าเดิม ลาออกดีกว่า พอลาออกไปทำงานเซลล์อยู่ที่พัทยา ก็โอเค แต่ช่วง 2-3 เดือนแรกไม่โอเคเลยเพราะรเรายังไม่ผ่านโปรฯ ทำงานไดเงินเดือนมากกว่าที่เก่าหน่อยเดียวเองไปๆมา สุดท้ายก็ลาออก ก็กลับมาทำงานบริษัทฯ เดิม อย่างที่บอกตอนนั้นก็ยังอยู่บ้าน ตามปกติแต่วันเวลาก็ผันแปรไปเพราะว่าผมก็ต้องย้ายี่ทำงานแต่อยู่บริษัทเดิมซึ่งไกลจากบ้านก็ต้องยอมเพราะไม่รู้จะไปทำไร และต้องอยู่หอ ขณะเดียวกันต้องผ่อนบ้าาน ไปด้วย ก็ต้องยอม แม่ก้มีปัญหาอีกหล่ะขายของไม่ดี ก็เริ่มเป็นหนี้ แม่ก็ไปเจอแฟนใหม่ แม่ก็ย้ายไปอยู่กับแฟนใหม่ หลังจากนั้นบ้านผมก็เลยต้องปล่อยให้คนเช่า ส่วนผมก็ต้องเช่าหอ อยู่ เพราะจะได้สะดวกในการทำงาน ตอนนั้นลำบากมากกกกกกก ย้อนกลับไปตอนย้ายกลับมาำงานที่เดิมและอยู่กรุงเทพ เคยชวนพ่อกลับมาอยู่บ้าน แต่พ่อไม่ยอมมาอยู่ พ่อบอกว่า มันไกล ซึ่งตอนนั้นแม่ยอม เพราะจะได้มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่พ่อไม่มา อะอันนี้ก็จบไป

จนวันเวลาผ่านไปตอนนั้นผมก็อยู่กับแฟน น้องก็โตแล้วน้องก็มีแฟน ตอนนั้นเช่าห้องอยู่กับน้องน้องก็แยกไปอยู่กับแฟน แฟนผมก็เลยอะงั้นก็มาอยู่ด้วยกันจะได้ไม่ต้องเช่าห้อง ตอนนั้นก็กลับมาติดต่อกับพ่ออีก พ่อไม่มที่อยู่ก็เลยให้มาอยู่ช่วงก่อนคืนห้อง ตอนนั้นผมกับน้องก็พาพ่อไปเช่าห้องขนของยกข้าวของไปให้ แต่เขาจะต้องทำงานเพื่อให้ได้เงินมาผ่อนห้องเอง แต่สุดท้ายพ่อก็อยู่ได้แค่ 2-3 เดือน ตลอดระยะเวลาในตอนนั้น ก่อนหน้านั้นพ่อทำงานขับรถส่งของแต่ก็มีบ้างอู้บ้างไม่ไปบ้าง ไม่ยอมไปทำงานบ้าง กินเหล้านอนอยู่ห้อง จนในที่สุดพ่อก็ต้องย้ายไปอยู่กับญาติ แต่ก็อีกหล่ะญาติทางพ่อ ก็ไม่ได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีนัก เมื่อรู้สึกมีภาระเพิ่มเขาก็ไม่โอเคอะ  พ่อก็อยู่ไมไ่ด้จนต้องมาอยู่กับลูกพี่ลูกน้องผม ่(หลานของแม่) ตามที่ผมบอกไว้ข้างต้น

จนวันนึผมทำงานผมก้ต้องเติบโต มาอยู่ต่างจังหวัดผมยอมรับครับ ว่าโตขึนรายจ่ายโตตามตัวจริงๆ ค่าบ้านผมก็ยังต้องรับผิดชอบ ต้องเช่าหอ เพราะบริษัท ไม่มีสวัสดิการค่าที่พักให้ แต่ผมอยากโตเลยต้องยอมมาเพราะอยู่กรุงเทพก็ต้องเช่าหออยู่กับแฟน ก็ไม่ต่างกัน และก็คงไม่ได้เติบโต ในสายงานที่ตัวเองทำก็เลยตัดสินใจมาอยู่ด้วย ตอนนั้นพ่อบอกว่าไม่อยากอยู่กับลุกพี่ลูกน้องของแม่แล้ว ขอตามมาอยู่ด้วยผมถามว่าแล้วจะทำอะไร มาอยู่จะทำงานอะไร เขาตอบไม่ได้ เขาบอกว่าผมโตแล้ว ปรับตำแหน่งแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงพ่อสิ ผมนี้อึ้งๆๆๆ ผมก้เลยบอกกับพ่อพ่อยอู่บ้านนนี้พ่อยังได้ทำงานไปนั่นนี่กับพี่ชายผมเขาก็ช่วยหางานทำงานรับจ้างนั่นนี่ไป ก็ได้เงินอยู่บ้าง พี่ชายผมคนนี้ผมโคตรนับถือใจพี่เขาเลย ผมเอาพ่อแท้ๆ ของผมไปให้เขาเลี้ยงนะนั่น ผมไม่ได้ช่วยเงินสักบาท เขาก็ไม่บ่นผม ไม่ว่าผม แต่จิตสำนึกของผมผมอยากตอบแทนพี่ชายของผมคนนี้มากกก แต่สุดท้ายผก็ไม่สามารถเอาพ่อมาอยู่ด้วยได้

มันมีดีเทลอีกมากมายที่ผมไม่รู้จะพิมพ์อย่างไรให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านได้เข้าใจ คือเอาเป็นว่า ผมมานั่งติ๊กๆๆ เป็นรายข้อว่าทำไมทำไมผมยังหาคำตอบไม่ได้ผมรู้นะว่ามันไม่ดีเลย ผมเหมือนลูกอกตัญญู เลย ที่ไม่สามารถทดแทน หรือที่ยังไม่สามารถทดแทน บุญคุณพ่อ แม่ ที่เลี้ยงดูเรา แม่ผมปัจจุบันอายุ 54 ท่านยังทำงานบริษัทโรงพิมพ์กระดาษ แกดูมีความสุขอยู่กับแฟนใหม่ของแก ส่วนพ่อ ทุกครั้งที่ไปได้เงินจากการไปทำงานกับพี่ชายผมพ่อก็จะกินเหล้า เวลาไม่มีเงินก็จะมาขอผมกับน้อง และทุกครั้งที่พ่อผมขอเงินผม ผมจะรู้สึกไม่อยากให้ มันรู้สึกอึดอัด มันรู้สึกหงุดหงิด มันมีแต่คำถามว่าทำไม ๆๆๆๆๆๆๆ
เราเรียน เราโตมาเราไม่ยุ่งไม่ขออะไรกับเขาเลย ทำไมวันนี้กลับมาเรียกร้องอะไรจากผมทำไม มันคิดแบบนี้ แต่สาบานเถอะครับว่าผมไม่ได้มีความสุขเลย ที่คิดแบบนี้ ่แต่มันก็อึดอัด คาใจอย่างบอกไม่ถูกเลย อยากได้ทางหลุดพ้นจากการคิดแบบนี้ ผมว่ามันจะทำให้ผมมีความสุขแต่ผมยังไม่รู้เลยว่าผมจะททำไงหัวหน้าผมคนนึง บอก อภัยกับสิ่งที่เขาทำแล้วเราจะหลุดพ้น ผมจะอภัยยังไงดีครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่