[หนังโรงเรื่องที่ 203] Geostrom - ถ้าขายไม่ได้ต้องไปโทษมาร์เก็ตติ้ง ; (Dean Devlin, 2017)
by ตั๋วหนังมันแพง
คะแนนความชอบ : A+ (จากสเกล D-A)
**ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ
เรื่องย่อ : ในอนาคตกันใกล้ (ปี 2019) โลกเริ่มประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดยวิศวกรอัจฉริยะ "เจค" (Gerard Butler) จึงเริ่มกันก่อสร้างสุดยอดโครงข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ขึ้นมาชื่อว่า "ดัชท์บอย" ซึ่งมีพลังอำนาจที่สามารถสลายพายุทอร์นาโดได้ในพริบตา หรือแก้ปัญหาภัยแล้งจัดเพียงแค่กระดิกนิ้ว ... เวลาผ่านไปสามปีจู่ๆ ดัชท์บอยก็เกิดทำงานผิดปกติขึ้นมา และสร้างความ

ให้กับโลกอย่างต่อเนื่อง...ราวกับมีคนจงใจให้มันเกิดขึ้น เจคจึงต้องทะยานขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศอีกครั้ง เพื่อป้องกันสิ่งที่เรียกว่า "จีโอสตอร์ม" หรือพายุชั้นบรรยากาศแปรปรวนที่จะทำลายโลกทั้งใบนั่นเอง
.
.
สารภาพว่าตอนที่เห็นตัวอย่างครั้งแรกในโรงหนังก็มีความรู้สึกว่า "เฮ้ย นี่แม่มหนังเกรด B รึเปล่า?" ด้วยความที่ฉากในเทรลเลอร์มันถูกตัดต่อมาไม่น่าดูสักเท่าไร พ่วงด้วยฉากอวดกราฟิกที่ดูประดักประเดิดเหลือเกิน จนทำให้ผู้บริโภคอย่างเราอดประหวั่นไม่ได้ว่าหนังมันจะออกมา cheap ไปมั้ยสำหรับหนังภัยพิบัติสเกลระดับโลกที่มันเป็นเทศกาล CG ขนาดนี้ ... เซอไพรส์! หนังออกมาได้ดีเกินคาดทั้งในแง่เรื่องราว ความบันเทิง และความสมจริงของภาพ แน่นอนว่ามันไม่ได้ดีจนถึงระดับ masterpiece อย่างหนังรุ่นพี่เรื่องอื่นหรอก ดังนั้นดีหรือไม่ดียังไง เราจะมาคุยกัน
.
หนังมีจริตความเป็นป๊อปคอร์นสูงมาก (ซึ่งถือเป็นเรื่องดีนะ) คือมันเป็นหนังที่ดูเพลิน-ดูเอามันส์ได้สบายๆ เหมาะกับการเปิดดูกับพ่อแม่ที่บ้านในคืนวันเสาร์มาก เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย ฉากแอคชั่นก็ไม่ได้สมจริงเท่าไร แต่ก็ไม่ถึงกับเลอะเทอะจนน่าเกลียด
คือพล็อตมันก็จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกก็คือเนื้อเรื่องของเจค ที่ต้องสืบหาต้นตอของความผิดพลาดบนดัชท์บอยเพื่อป้องกันความวินาศที่จะเกิดขึ้นบนโลก และส่วนที่สองก็คือ "แม็กซ์" (Jim Sturgess) น้องชายของเจคที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ในทำเนียบขาวก็ต้องคอยสืบสวนว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมดาวเทียมครั้งนี้ และมีการเมืองระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวพันขนาดไหน ... ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าการแบ่งบทในสองส่วนนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี น้ำหนักความสำคัญของตัวเอกทั้งสองคนค่อนข้างสมดุล และปมที่ทำให้พี่น้องสองคนนี้ไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ต้นก็พอจะช่วยให้ความสัมพันธ์นี้น่าสนใจขึ้นมาอีกหน่อย
.
ในส่วนของพล็อตหัวใจของเรื่องก็ถือว่าออกแบบมาพอใช้ได้ คือมันเป็นการสืบสวนการก่อวินาศกรรมที่มีฉากหลังเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ ดังนั้นก็จะได้ความรู้สึกไปอีกแบบ (ไม่เหมือนกับ 2012 ที่จะเป็นธีมของการร่วมมือกันของทั้งโลกเพื่อเอาตัวรอดมากกว่า) แต่ก็อย่างที่บอกว่าบทมันก็ไม่ได้แหลมคมเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ล้นเกินไปจนน่ารำคาญ ส่งผลให้หนังมันกลมกล่อมพอสมควร
ในแง่ของงานภาพก็ออกมาใช้ได้ คือไม่ได้เนี้ยบแบบหนังทุนยักษ์เรื่องอื่นหรอก แต่ถ้าไม่ได้มานั่งจ้องจับผิดอะไรขนาดนั้นก็ถือว่ารับได้ บางฉากวัตถุอาจจะลอยๆ ไปนิดก็ถือหยวนไป -- การโชว์พลังของภัยพิบัติธรรมชาติก็ถือว่าน่าสนใจดี คือด้วยการที่มันเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากเทคโนโลยีของมนุษย์ มันก็เลยจะดูเท่เป็นการ์ตูนๆ อยู่บ้าง
โดยหลักการของดาวเทียมอันนี้ก็คือมันจะไปลอยอยู่เหนือประเทศนั้นๆ และดาวเทียมแต่ละอันก็จะมีพลังที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศนั้นๆ เช่น รัสเซียที่มีอากาศหนาวจัดตลอดเวลาก็จะมีดาวเทียมที่สร้างคลื่นความร้อนได้, ปากีสถานซึ่งมีอากาศร้อนจัดก็จะมีดาวเทียมสร้างคลื่นความเย็น หรือกระทั่งประเทศในตะวันออกกลางที่มีปัญหาแล้งจัดดาวเทียมก็สามารถเสกน้ำได้ ... แล้วคิดสภาพตอนที่ดาวเทียมพวกนี้มันทำงานผิดพลาดสิ โคตรจะคูล เวรี่คูลมากๆ ครับ
.
แน่นอนว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามีหลายช่วงหลายตอนที่ผู้กำกับ "มันส์มือ" ไปนิดนึงจนทำให้ความสมจริงขั้นพื้นฐานบางอย่างที่พึงมือมันหายไป อาทิเช่นฉากเคลื่อนไหวต่างๆ ในชั้นอวกาศที่อุดมไปด้วยซาวน์เอฟเฟคมากมายทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นภาวะสุญญากาศ (ที่ไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้นได้) หรือแม้แต่ฉากกระโดดโลดโผนในอวกาศที่อยู่ในบริบทที่เอ็งไม่ควรจะรอดมาได้ มันก็รอด! จนมันดูตลกไปเสียฉิบ นี่เชื่อว่าถ้าหนังเลือกที่จะจับเกร็ดเล็กๆ
น้อยๆ จากหนังอวกาศที่ประสบความสำเร็จเรื่องอื่นมาใช้บ้าง หนังมันจะเฉียบคมได้มากกว่านี้ และสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นหนังฟอร์มยักษ์ได้เลย
.
อีกส่วนที่อยากตำหนิก็คือในบางครั้งหนังไม่รู้จังหวะของตัวเองเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าฉากไหนควรขยี้ ฉากไหนควรผ่อนบ้าง อย่างเช่น ในเรื่องจะมีตอนหนึ่งที่ตัวละครคุยกันโดยแทรกรหัสลับลงไปในแต่ละคำพูด และตัวละครก็อธิบายกฏของการถอดรหัสลับอันนี้ให้เราฟังในเวลา 5 วินาทีถ้วน ... ฮัลโล้ววว ยังคิดไม่ทันเลยเว้ยคุณ ตั้งแต่การอธิบายรหัสลับไปจนถึงถอดรหัสสำเร็จหนังใช้เวลาไปประมาน 1 นาทีถ้วน -- ซึ่งมันเร็วไป! เอาจริงๆ แล้วฉากนี้มันควรจะเป็นฉากที่ให้คนดูอย่างเราว้าวนะ เป็นฉากปล่อยของที่ควรจะ impress คนดูได้ แต่หนังก็ดันรีบล่กข้ามตรงนี้ไปอย่างน่าเสียดายมากๆ
และในแง่ของเดิมพันของตัวเอกก็ไม่ค่อยน่าซื้อเท่าไหร่ คืออาจเป็นเพราะหนังมันฉีกขนบของหนังภัยพิบัติออกมาอย่างหนึ่ง ก็คือการที่ "ครอบครัวของตัวเอกไม่ได้อยู่ในอันตราย" ซึ่งมันก็จะทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า "เออเว้ย ด้วยเดิมพันแบบนี้ มันจะพลาดไม่ได้จริงๆ" แต่พอมันขาดตรงนี้ไปก็เลยรู้สึกว่ามันขาดๆ โหวงๆ ไปนิด -- และเคมีของสองพี่น้องเจคและแม็กซ์ ก็ไม่ได้เข้าที่เข้าทางเท่าไร คือไม่รู้ว่าเจอราด บัทเลอร์ดูแก่เกินไป หรือว่าจิม สเตอร์เกสดูหนุ่มไปกันแน่ (หัวเราะ)
.
.
สรุปแล้ว Geostrom เป็นหนังฟอร์มใหญ่ระดับหนึ่งที่ถูกพิษร้ายจากการโฆษนาที่ไม่ดีเล่นงาน ทั้งๆ ที่มันควรจะสร้างกระแสอยากดูได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ไม่มีหนังคู่แข่งเรื่องอื่นเข้าฉายเลย มันควรจะปังได้มากกว่านี้แหละ
สำคัญที่สุดคือหนังสอบผ่านในเรื่องความสนุก ความเพลิน คือดูแล้วไม่เสียดายตังว่างั้นเถอะ ถึงจะไม่มีอะไรที่น่าจดจำไปพูดต่อก็ไม่เป็นไร เพราะหนังสไตล์นี้สำคัญที่สุดก็คือความบันเทิงใช่ไหมล่ะ?
ป.ล.ขอตัวไปยกของหนีน้ำท่วมก่อนครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หากชื่นชอบรีวิวรบกวนช่วยไลค์ช่วยแชร์เพื่อให้กำลังใจหรือติดตามผลงานได้ที่เพจ https://www.facebook.com/expensivemovie/ นะครับ!
[หนังโรงเรื่องที่ 203] Geostrom - ถ้าขายไม่ได้ต้องไปโทษมาร์เก็ตติ้ง by ตั๋วหนังมันแพง
[หนังโรงเรื่องที่ 203] Geostrom - ถ้าขายไม่ได้ต้องไปโทษมาร์เก็ตติ้ง ; (Dean Devlin, 2017)
by ตั๋วหนังมันแพง
คะแนนความชอบ : A+ (จากสเกล D-A)
**ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ
เรื่องย่อ : ในอนาคตกันใกล้ (ปี 2019) โลกเริ่มประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์นานาชาตินำโดยวิศวกรอัจฉริยะ "เจค" (Gerard Butler) จึงเริ่มกันก่อสร้างสุดยอดโครงข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ขึ้นมาชื่อว่า "ดัชท์บอย" ซึ่งมีพลังอำนาจที่สามารถสลายพายุทอร์นาโดได้ในพริบตา หรือแก้ปัญหาภัยแล้งจัดเพียงแค่กระดิกนิ้ว ... เวลาผ่านไปสามปีจู่ๆ ดัชท์บอยก็เกิดทำงานผิดปกติขึ้นมา และสร้างความ
.
.
สารภาพว่าตอนที่เห็นตัวอย่างครั้งแรกในโรงหนังก็มีความรู้สึกว่า "เฮ้ย นี่แม่มหนังเกรด B รึเปล่า?" ด้วยความที่ฉากในเทรลเลอร์มันถูกตัดต่อมาไม่น่าดูสักเท่าไร พ่วงด้วยฉากอวดกราฟิกที่ดูประดักประเดิดเหลือเกิน จนทำให้ผู้บริโภคอย่างเราอดประหวั่นไม่ได้ว่าหนังมันจะออกมา cheap ไปมั้ยสำหรับหนังภัยพิบัติสเกลระดับโลกที่มันเป็นเทศกาล CG ขนาดนี้ ... เซอไพรส์! หนังออกมาได้ดีเกินคาดทั้งในแง่เรื่องราว ความบันเทิง และความสมจริงของภาพ แน่นอนว่ามันไม่ได้ดีจนถึงระดับ masterpiece อย่างหนังรุ่นพี่เรื่องอื่นหรอก ดังนั้นดีหรือไม่ดียังไง เราจะมาคุยกัน
.
หนังมีจริตความเป็นป๊อปคอร์นสูงมาก (ซึ่งถือเป็นเรื่องดีนะ) คือมันเป็นหนังที่ดูเพลิน-ดูเอามันส์ได้สบายๆ เหมาะกับการเปิดดูกับพ่อแม่ที่บ้านในคืนวันเสาร์มาก เนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย ฉากแอคชั่นก็ไม่ได้สมจริงเท่าไร แต่ก็ไม่ถึงกับเลอะเทอะจนน่าเกลียด
คือพล็อตมันก็จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกก็คือเนื้อเรื่องของเจค ที่ต้องสืบหาต้นตอของความผิดพลาดบนดัชท์บอยเพื่อป้องกันความวินาศที่จะเกิดขึ้นบนโลก และส่วนที่สองก็คือ "แม็กซ์" (Jim Sturgess) น้องชายของเจคที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ในทำเนียบขาวก็ต้องคอยสืบสวนว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมดาวเทียมครั้งนี้ และมีการเมืองระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวพันขนาดไหน ... ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าการแบ่งบทในสองส่วนนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี น้ำหนักความสำคัญของตัวเอกทั้งสองคนค่อนข้างสมดุล และปมที่ทำให้พี่น้องสองคนนี้ไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ต้นก็พอจะช่วยให้ความสัมพันธ์นี้น่าสนใจขึ้นมาอีกหน่อย
.
ในส่วนของพล็อตหัวใจของเรื่องก็ถือว่าออกแบบมาพอใช้ได้ คือมันเป็นการสืบสวนการก่อวินาศกรรมที่มีฉากหลังเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ ดังนั้นก็จะได้ความรู้สึกไปอีกแบบ (ไม่เหมือนกับ 2012 ที่จะเป็นธีมของการร่วมมือกันของทั้งโลกเพื่อเอาตัวรอดมากกว่า) แต่ก็อย่างที่บอกว่าบทมันก็ไม่ได้แหลมคมเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ล้นเกินไปจนน่ารำคาญ ส่งผลให้หนังมันกลมกล่อมพอสมควร
ในแง่ของงานภาพก็ออกมาใช้ได้ คือไม่ได้เนี้ยบแบบหนังทุนยักษ์เรื่องอื่นหรอก แต่ถ้าไม่ได้มานั่งจ้องจับผิดอะไรขนาดนั้นก็ถือว่ารับได้ บางฉากวัตถุอาจจะลอยๆ ไปนิดก็ถือหยวนไป -- การโชว์พลังของภัยพิบัติธรรมชาติก็ถือว่าน่าสนใจดี คือด้วยการที่มันเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากเทคโนโลยีของมนุษย์ มันก็เลยจะดูเท่เป็นการ์ตูนๆ อยู่บ้าง
โดยหลักการของดาวเทียมอันนี้ก็คือมันจะไปลอยอยู่เหนือประเทศนั้นๆ และดาวเทียมแต่ละอันก็จะมีพลังที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศนั้นๆ เช่น รัสเซียที่มีอากาศหนาวจัดตลอดเวลาก็จะมีดาวเทียมที่สร้างคลื่นความร้อนได้, ปากีสถานซึ่งมีอากาศร้อนจัดก็จะมีดาวเทียมสร้างคลื่นความเย็น หรือกระทั่งประเทศในตะวันออกกลางที่มีปัญหาแล้งจัดดาวเทียมก็สามารถเสกน้ำได้ ... แล้วคิดสภาพตอนที่ดาวเทียมพวกนี้มันทำงานผิดพลาดสิ โคตรจะคูล เวรี่คูลมากๆ ครับ
.
แน่นอนว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามีหลายช่วงหลายตอนที่ผู้กำกับ "มันส์มือ" ไปนิดนึงจนทำให้ความสมจริงขั้นพื้นฐานบางอย่างที่พึงมือมันหายไป อาทิเช่นฉากเคลื่อนไหวต่างๆ ในชั้นอวกาศที่อุดมไปด้วยซาวน์เอฟเฟคมากมายทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นภาวะสุญญากาศ (ที่ไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้นได้) หรือแม้แต่ฉากกระโดดโลดโผนในอวกาศที่อยู่ในบริบทที่เอ็งไม่ควรจะรอดมาได้ มันก็รอด! จนมันดูตลกไปเสียฉิบ นี่เชื่อว่าถ้าหนังเลือกที่จะจับเกร็ดเล็กๆ
น้อยๆ จากหนังอวกาศที่ประสบความสำเร็จเรื่องอื่นมาใช้บ้าง หนังมันจะเฉียบคมได้มากกว่านี้ และสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นหนังฟอร์มยักษ์ได้เลย
.
อีกส่วนที่อยากตำหนิก็คือในบางครั้งหนังไม่รู้จังหวะของตัวเองเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าฉากไหนควรขยี้ ฉากไหนควรผ่อนบ้าง อย่างเช่น ในเรื่องจะมีตอนหนึ่งที่ตัวละครคุยกันโดยแทรกรหัสลับลงไปในแต่ละคำพูด และตัวละครก็อธิบายกฏของการถอดรหัสลับอันนี้ให้เราฟังในเวลา 5 วินาทีถ้วน ... ฮัลโล้ววว ยังคิดไม่ทันเลยเว้ยคุณ ตั้งแต่การอธิบายรหัสลับไปจนถึงถอดรหัสสำเร็จหนังใช้เวลาไปประมาน 1 นาทีถ้วน -- ซึ่งมันเร็วไป! เอาจริงๆ แล้วฉากนี้มันควรจะเป็นฉากที่ให้คนดูอย่างเราว้าวนะ เป็นฉากปล่อยของที่ควรจะ impress คนดูได้ แต่หนังก็ดันรีบล่กข้ามตรงนี้ไปอย่างน่าเสียดายมากๆ
และในแง่ของเดิมพันของตัวเอกก็ไม่ค่อยน่าซื้อเท่าไหร่ คืออาจเป็นเพราะหนังมันฉีกขนบของหนังภัยพิบัติออกมาอย่างหนึ่ง ก็คือการที่ "ครอบครัวของตัวเอกไม่ได้อยู่ในอันตราย" ซึ่งมันก็จะทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า "เออเว้ย ด้วยเดิมพันแบบนี้ มันจะพลาดไม่ได้จริงๆ" แต่พอมันขาดตรงนี้ไปก็เลยรู้สึกว่ามันขาดๆ โหวงๆ ไปนิด -- และเคมีของสองพี่น้องเจคและแม็กซ์ ก็ไม่ได้เข้าที่เข้าทางเท่าไร คือไม่รู้ว่าเจอราด บัทเลอร์ดูแก่เกินไป หรือว่าจิม สเตอร์เกสดูหนุ่มไปกันแน่ (หัวเราะ)
.
.
สรุปแล้ว Geostrom เป็นหนังฟอร์มใหญ่ระดับหนึ่งที่ถูกพิษร้ายจากการโฆษนาที่ไม่ดีเล่นงาน ทั้งๆ ที่มันควรจะสร้างกระแสอยากดูได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ไม่มีหนังคู่แข่งเรื่องอื่นเข้าฉายเลย มันควรจะปังได้มากกว่านี้แหละ
สำคัญที่สุดคือหนังสอบผ่านในเรื่องความสนุก ความเพลิน คือดูแล้วไม่เสียดายตังว่างั้นเถอะ ถึงจะไม่มีอะไรที่น่าจดจำไปพูดต่อก็ไม่เป็นไร เพราะหนังสไตล์นี้สำคัญที่สุดก็คือความบันเทิงใช่ไหมล่ะ?
ป.ล.ขอตัวไปยกของหนีน้ำท่วมก่อนครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้