
🌍☄️
หนังแนว ภัยพิบัติ / โลกาวินาศ เป็นแนวที่มีออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ทุกเรื่องจะทำออกมา “ดี” หรือ “น่าเชื่อ” Greenland (2020) คือหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ได้รับคำชมค่อนข้างมาก เพราะมันไม่ได้ขายแค่ภาพโลกพัง แต่เน้นความสมจริง เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และการเอาตัวรอดของ “ครอบครัวธรรมดา” มาถึง Greenland 2: Migration จึงถูกคาดหวังสูง ในฐานะภาคต่อที่ต้องยกระดับ ไม่ใช่แค่ทำลายโลกซ้ำๆ

🌍☄️
หลังเหตุการณ์ดาวหางถล่มโลก มนุษยชาติที่เหลือรอด ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินเป็นเวลาหลายปี เมื่อทรัพยากรเริ่มร่อยหรอ และสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยน ความหวังใหม่จึงเกิดขึ้นกับการ อพยพครั้งใหญ่ (Migration) เพื่อค้นหาดินแดนที่มนุษย์สามารถกลับไปตั้งถิ่นฐานได้อีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การฝ่าภัยธรรมชาติ แต่คือการทดสอบว่า มนุษย์จะยังเป็น “มนุษย์” อยู่ได้แค่ไหนในโลกที่พังทลายไปแล้ว

🌍☄️
การดำเนินเรื่องจะเห็นว่าภาคนี้เปลี่ยนโทนชัดเจน
ภาคแรก → เน้นการเมือง / วิทยาศาสตร์ / การคัดเลือกผู้รอดชีวิต
ภาคนี้ → ผจญภัยโลกาวินาศเต็มรูปแบบ
หนังเดินหน้าเร็ว พาคนดูออกจากบังเกอร์ ไปเจอกับโลกภายนอกที่พังยับและอันตรายจนไม่เหลือกฎเกณฑ์เดิมอีกต่อไป โครงสร้างเรื่องคล้าย Road Movie ที่ต้องเจออุปสรรคใหม่ๆ ตลอดทาง ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ด้วยกันเอง

🌍☄️
จุดเด่นของเรื่อง สิ่งที่คนชมเยอะมากคือ
✔️ งาน CG และภาพภัยพิบัติ เพราะหนังโฟกัส “โลกพัง” แบบเต็มตัว ทำให้ฉากแผ่นดินถล่ม สภาพอากาศสุดขั้ว ภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำออกมาได้ น่าขนลุก และสมจริง “ดูแล้วรู้สึกว่ามนุษย์เล็กมากจริงๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติ”
✔️ อารมณ์เอาตัวรอด หนังยังรักษาจุดแข็งเรื่อง “ความตึงเครียดแบบมนุษย์ธรรมดา” ไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ แต่คือคนที่พลาดได้ ตัดสินใจผิดได้ และกลัวเป็น

🌍☄️
จุดด้อยจุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่อง ตัวละคร
❌ บทเด่นกระจุกอยู่ที่ “จอห์น” คนเดียว Gerard Butler ยังแบกหนังได้ดี
แต่ตัวละครอื่นแทบไม่มีพัฒนาการ
❌ ตัวละครรองเหมือนออกมาประกอบฉาก หลายคนบ่นว่า “ตายก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะหนังไม่ได้ทำให้ผูกพัน”
❌ บทของ “เนธาน” นี่คือจุดที่โดนด่าหนักที่สุด คำที่เจอบ่อยมากคือ “เป็นภาระของเรื่อง” “สร้างปัญหามากกว่าสร้างดราม่า” “เข้าใจว่าเป็นเด็ก แต่ภาคนี้โตแล้ว น่าจะมีบทอะไรมากกว่าการที่บทถูกเขียนได้น่ารำคาญมากขนาดนี้”

🌍☄️
บทสรุปหนัง Greenland 2: Migration เป็นภาคต่อที่ขยายสเกล เพิ่มความอลังการและเน้น “โลกาวินาศ” แบบเต็มสูบ มันอาจไม่ลึกทางประเด็นสังคมเท่าภาคแรกแต่ให้ประสบการณ์การดูที่ตึงเครียดหนักและสิ้นหวังมากขึ้น ถ้าคุณชอบหนังภัยพิบัติที่ภาพสวย อยากเห็นโลกพังแบบจริงจัง รับได้กับการที่ตัวเอกแบกหนังแทบทั้งเรื่อง ภาคนี้ ดูได้ ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าคาดหวังดราม่าตัวละครเข้มๆ ทุกคน หรือบทที่เฉียบคมเท่าภาคแรก ต้องบอกตรงๆ ว่า ภาคนี้เน้น “ภาพ” มากกว่า “คน” อย่างไรก็ตามมันยังคงเป็นหนึ่งในหนังโลกาวินาศไม่กี่เรื่องที่ดูแล้วรู้สึกว่า “มนุษย์อาจไม่ใช่เจ้าของโลกอีกต่อไปแล้วจริงๆ” 🌍🔥
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>>
https://www.facebook.com/DooNangGunMai
[CR] [#Review] Greenland 2: Migration ฝ่าชะตา โลกาวินาศ - “เมื่อโลกแตกไม่พอ… มนุษย์ต้องอพยพทั้งเผ่าพันธุ์” ภัยพิบัติยังไม่จบ
🌍☄️
หนังแนว ภัยพิบัติ / โลกาวินาศ เป็นแนวที่มีออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ทุกเรื่องจะทำออกมา “ดี” หรือ “น่าเชื่อ” Greenland (2020) คือหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ได้รับคำชมค่อนข้างมาก เพราะมันไม่ได้ขายแค่ภาพโลกพัง แต่เน้นความสมจริง เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และการเอาตัวรอดของ “ครอบครัวธรรมดา” มาถึง Greenland 2: Migration จึงถูกคาดหวังสูง ในฐานะภาคต่อที่ต้องยกระดับ ไม่ใช่แค่ทำลายโลกซ้ำๆ
🌍☄️
หลังเหตุการณ์ดาวหางถล่มโลก มนุษยชาติที่เหลือรอด ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินเป็นเวลาหลายปี เมื่อทรัพยากรเริ่มร่อยหรอ และสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยน ความหวังใหม่จึงเกิดขึ้นกับการ อพยพครั้งใหญ่ (Migration) เพื่อค้นหาดินแดนที่มนุษย์สามารถกลับไปตั้งถิ่นฐานได้อีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การฝ่าภัยธรรมชาติ แต่คือการทดสอบว่า มนุษย์จะยังเป็น “มนุษย์” อยู่ได้แค่ไหนในโลกที่พังทลายไปแล้ว
🌍☄️
การดำเนินเรื่องจะเห็นว่าภาคนี้เปลี่ยนโทนชัดเจน
ภาคแรก → เน้นการเมือง / วิทยาศาสตร์ / การคัดเลือกผู้รอดชีวิต
ภาคนี้ → ผจญภัยโลกาวินาศเต็มรูปแบบ
หนังเดินหน้าเร็ว พาคนดูออกจากบังเกอร์ ไปเจอกับโลกภายนอกที่พังยับและอันตรายจนไม่เหลือกฎเกณฑ์เดิมอีกต่อไป โครงสร้างเรื่องคล้าย Road Movie ที่ต้องเจออุปสรรคใหม่ๆ ตลอดทาง ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ด้วยกันเอง
🌍☄️
จุดเด่นของเรื่อง สิ่งที่คนชมเยอะมากคือ
✔️ งาน CG และภาพภัยพิบัติ เพราะหนังโฟกัส “โลกพัง” แบบเต็มตัว ทำให้ฉากแผ่นดินถล่ม สภาพอากาศสุดขั้ว ภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำออกมาได้ น่าขนลุก และสมจริง “ดูแล้วรู้สึกว่ามนุษย์เล็กมากจริงๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติ”
✔️ อารมณ์เอาตัวรอด หนังยังรักษาจุดแข็งเรื่อง “ความตึงเครียดแบบมนุษย์ธรรมดา” ไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ แต่คือคนที่พลาดได้ ตัดสินใจผิดได้ และกลัวเป็น
🌍☄️
จุดด้อยจุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่อง ตัวละคร
❌ บทเด่นกระจุกอยู่ที่ “จอห์น” คนเดียว Gerard Butler ยังแบกหนังได้ดี
แต่ตัวละครอื่นแทบไม่มีพัฒนาการ
❌ ตัวละครรองเหมือนออกมาประกอบฉาก หลายคนบ่นว่า “ตายก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะหนังไม่ได้ทำให้ผูกพัน”
❌ บทของ “เนธาน” นี่คือจุดที่โดนด่าหนักที่สุด คำที่เจอบ่อยมากคือ “เป็นภาระของเรื่อง” “สร้างปัญหามากกว่าสร้างดราม่า” “เข้าใจว่าเป็นเด็ก แต่ภาคนี้โตแล้ว น่าจะมีบทอะไรมากกว่าการที่บทถูกเขียนได้น่ารำคาญมากขนาดนี้”
🌍☄️
บทสรุปหนัง Greenland 2: Migration เป็นภาคต่อที่ขยายสเกล เพิ่มความอลังการและเน้น “โลกาวินาศ” แบบเต็มสูบ มันอาจไม่ลึกทางประเด็นสังคมเท่าภาคแรกแต่ให้ประสบการณ์การดูที่ตึงเครียดหนักและสิ้นหวังมากขึ้น ถ้าคุณชอบหนังภัยพิบัติที่ภาพสวย อยากเห็นโลกพังแบบจริงจัง รับได้กับการที่ตัวเอกแบกหนังแทบทั้งเรื่อง ภาคนี้ ดูได้ ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าคาดหวังดราม่าตัวละครเข้มๆ ทุกคน หรือบทที่เฉียบคมเท่าภาคแรก ต้องบอกตรงๆ ว่า ภาคนี้เน้น “ภาพ” มากกว่า “คน” อย่างไรก็ตามมันยังคงเป็นหนึ่งในหนังโลกาวินาศไม่กี่เรื่องที่ดูแล้วรู้สึกว่า “มนุษย์อาจไม่ใช่เจ้าของโลกอีกต่อไปแล้วจริงๆ” 🌍🔥
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>> https://www.facebook.com/DooNangGunMai
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้