JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย : เศรษฐกิจไทยทำไมไม่แข็ง

กระทู้คำถาม
กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วหรือยัง? ตัวเลขต่างๆ ที่ออกมาชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่...ทำไมเราจึงไม่รู้สึกถึงการฟื้นตัว พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย อธิบายภาวะ 'แข็งไม่จริง' ของเศรษฐกิจไทย ความเหลื่อมล้ำ และนโยบายและการกำกับดูแลที่ยังตามไม่ทันเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น

เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นจริงหรือไม่?

เหมือนเป็นประโยคคำถาม แต่ไม่ใช่ มันเป็นความไม่แน่ใจเสียมากกว่า ขณะที่ตัวเลขต่างๆ ของสารพัดหน่วยงานชี้ไปทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ความรู้สึกของประชาชนตาดำๆ หาค่ำกินเช้ากลับไม่รู้สึกรู้สาว่าจะกินดีอยู่ดีขึ้น

แกะตัวเลขออกมาดูจะกระจ่างว่า ทำไมคนฐานล่างจึงไม่รับรู้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเวลานี้ ทำไมพวกเขาไม่ได้รับอานิสงส์ สิ่งนี้สะท้อนความไม่สมดุลในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย หรือจะเรียกว่าความเหลื่อมล้ำก็น่าจะพอใช้แทนกันได้ในบางมิติ

พินิจเศรษฐกิจไทยเวลานี้ผ่านมุมมอง พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร เศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะแข็ง แต่ไม่แข็งอย่างที่คิด มันเป็นความแข็งที่ซุกซ่อนความอ่อนแอไว้ในโครงสร้างเศรษฐกิจ บวกกับการปรับตัวของเครื่องมือทางนโยบายที่ไม่เร็วพอรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้นทุกวี่วัน

เงินในกระเป๋ายังไม่เพิ่ม

พิพัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุที่คนถามคำถามนี้มาก เพราะตัวเลขดูเหมือนว่าเศรษฐกิจควรจะดีกว่านี้ และแม้ว่าตัวเลขมีการปรับตัวขึ้น แต่ตัวเลขที่เห็นอยู่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยเคยโตร้อยละ 7-8 หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ยังโตร้อยละ 5-6 ปัจจุบันเหลือร้อยละ 3.7 ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องถือว่ามีสัญญาที่ดีและฟื้นแล้วในแง่ตัวเลข

“แต่มีสิ่งที่ไม่เชื่อมโยงกันหรือแตกต่างกันอยู่ระหว่างสิ่งที่ตัวเลขบอกเรากับความรู้สึก ทำไมความรู้สึกคนไม่ได้ดีตามไปด้วย ประเด็นแรกมาจากเรื่องคำนิยาม ตัวเลข 3.7 เปอร์เซ็นต์ที่ไตรมาส 2 บอกว่าเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบหลายไตรมาส มันแปลว่าอะไร ตอบกลับไปที่แนวคิดก่อนว่า จีดีพีคืออะไร จีดีพีมี 3 ด้าน ความหมายของมันคือมูลค่าของสินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ หนึ่งคือด้านการผลิต ด้านที่ 2 ถ้าผลิตออกมาก็ต้องมีคนซื้อ นี่คือด้านดีมานด์ว่าใครเป็นคนซื้อ ด้านที่ 3 ถ้ามีคนซื้อ มีคนขาย ก็ต้องมีรายได้เกิดขึ้น มันจึงมี 3 เรื่องที่เกี่ยวพันกันอยู่

“ตัวเลขจีดีพีที่ออกมาคือเรื่องของการผลิตตัวเดียว ตัวเลขการผลิตไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจริง 3.7 เปอร์เซ็นต์ แต่ไปไล่ดูว่าตัวเลขนี้มาจากไหน พบว่า มาจากภาคเกษตรเสียส่วนใหญ่ ตรงนี้เป็นปริศนาที่น่าสนใจ ภาคเกษตรไตรมาส 2 โต 15.7 เปอร์เซ็นต์ นอกภาคเกษตรโต 2 เปอร์เซ็นต์กว่า แปลว่าภาคเกษตรต้องดี มันดีในแง่แนวคิดคือมีการผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ปีที่แล้วฝนแล้ง มันจึงมาจากฐานที่ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้ภาคการเกษตรโตได้ถึง 15.7 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ารายได้ภาคเกษตรต้องเพิ่มสูงขึ้น? เริ่มไม่แน่แล้ว เพราะปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจริง แต่ราคามันลดลง รายได้ภาคเกษตรจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าที่เราเห็นจากปริมาณ

“ประเด็นที่ 2 ถ้าเราดูด้านดีมานด์ ผลิตแล้วมีคนซื้อจริงหรือเปล่า เราเอาตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้คือรายได้เท่ากับการบริโภค บวกการลงทุน บวกการใช้จ่ายภาครัฐ บวกส่งออกลบด้วยนำเข้า ตัวเลขสภาพัฒน์ฯ จะพบว่าไม่มีองค์ประกอบไหนโตเร็วกว่า 3.7 เปอร์เซ็นต์ แล้วเป็นไปได้ยังไง ถ้าเราคิดเฉพาะฝั่งดีมานด์ มูลค่าของการใช้จ่ายจริงๆ โตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ และเป็นอย่างนี้มา 3 ไตรมาสแล้ว แปลว่าผลิตเยอะ โตเร็วกว่าปีที่แล้ว แต่ฝั่งการซื้อจริง คนจับจ่ายใช้สอย การลงทุนเพิ่ม รัฐบาลใช้จ่าย หรือการส่งออก มันโตช้ากว่าฝั่งผลิต จึงเป็นสาเหตุว่าคนไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เพราะเศรษฐกิจจะดีได้คนต้องมีเงินจับจ่ายใช้สอย

แข็งนอก อ่อนใน

ก่อนนี้คือคำอธิบายในฟากของการผลิต ขยายความเพิ่มเติมในฟากดีมานด์ที่แบ่งเป็นการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกที่รวมทั้งการส่งออกสินค้าและบริการเพื่อการท่องเที่ยว พิพัฒน์มีคำอธิบายต่อเศรษฐกิจไทย 3 ประการ

ประการแรก พิพัฒน์ใช้คำว่า แข็งนอก อ่อนใน หมายความว่าการที่เศรษฐกิจไทยดูเหมือนมีกิจกรรมที่ดีขึ้น ก็เพราะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกพร้อมๆ กันในหลายภูมิภาคค่อนข้างมาก ซึ่งไม่เห็นมาหลายปีแล้ว นี่เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การค้าขายทำได้เร็วขึ้น พอดีมานด์เริ่มกลับมา ความต้องการใช้สินค้าก็กลับมา การค้าโลกที่ติดลบมาหลายปีเพิ่งกลับมาเป็นบวก การส่งออกของไทยที่ติดลบมา 3 ปีกลับมาบวก

“การท่องเที่ยวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมาก การท่องเที่ยวไทยสมัยก่อนฐานค่อนข้างต่ำ แม้จะเป็นเซ็กเตอร์ที่สำคัญ แต่ในช่วงประมาณสี่ห้าปีที่ผ่านมา มันโตเร็วขึ้นมหาศาล ส่วนหนึ่งเพราะนักท่องเที่ยวจีน วันนี้การใช้จ่ายของคนต่างประเทศในไทยเป็นส่วนสำคัญของการบริโภคในประเทศ ซึ่งถูกนับเป็นการส่งออกบริการ

“ในวันนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไทย ใหญ่มากและโตแบบเลขสองหลักติดกันมาสี่ห้าปี เวลาเราพูดว่าจีดีพีโต 3 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 1 จาก 3 เปอร์เซ็นต์มาจากการท่องเที่ยว อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับอานิสงส์ค่อนข้างดี และเป็นตัวนำของตัวเลขที่ดีขึ้น แต่ปัญหาคือการท่องเที่ยวค่อนข้างกระจุกตัว อาจมีแค่ 10 จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวโดยตรง

“การส่งออกก็เหมือนกัน ดีขึ้น ก็น่าจะส่งผลให้คนงานดีขึ้น แต่ทำไมคนงานไม่ได้โอที ค่าแรงไม่เพิ่ม ส่วนหนึ่งเพราะการส่งออกเพิ่งกลับมาดีหลังจากแย่มาหลายปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือเอาของเดิมที่ผลิตแล้วไปขาย สต็อกลดลง เจ้าของดีขึ้น แต่เรายังไม่เห็นปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วันนี้ยอดขายเริ่มดีขึ้นจริง แต่ปริมาณการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น มีสัญญาณเป็นบางเซ็กเตอร์เท่านั้น ดังนั้น ถ้าการผลิตยังไม่เพิ่ม กำลังการผลิตที่ใช้ก็ยังไม่ได้เพิ่ม โอทีก็ยังไม่ให้พนักงาน ค่าจ้างแรงงานก็ยังไม่เพิ่ม กลายเป็นว่าส่งออกดีขึ้น อาจเรียกคนงานบางส่วนมาทำงาน แต่เงินในกระเป๋าคนงานยังไม่ได้เพิ่ม

“วันนี้มี 2 ทฤษฎี ทฤษฎีหนึ่งบอกว่า มีสัญญาณว่าเริ่มดีขึ้นและในที่สุดจะไหลรินจากภาคการส่งออกทำให้แรงงานได้เงินเพิ่ม คนขายลูกชิ้นหน้าโรงงานก็ดีขึ้น มันก็น่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าอาจจะมีส่วน วันนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นแล้ว แต่การกระจุกตัวของการฟื้นมันมีประเด็น ถามว่าโรงงานไหนทำการผลิตเพื่อการส่งออก ผมก็บอกว่าแถวนิคมอุตสาหกรรมไม่กี่ที่ อาจจะมีซัพพลายเชนที่ซัพพลายให้คนกลุ่มนี้ แต่มันก็ยังมีการกระจุกตัว คนภาคอื่นๆ ยังไม่รู้สึกว่ามันดี นี่คือแข็งนอก

อ่อนในเพราะรายได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของเมืองไทยยังเกี่ยวพันกับราคาสินค้าเกษตร ปีไหนภาคเกษตรดี มอเตอร์ไซค์ขายได้ รถปิกอัพขายดี มันก็หมุนกันเต็มที่ แต่วันนี้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ทำให้เงินในกระเป๋าไม่มี การบริโภคจึงยังโตไม่ชัด

“อ่อนในอีกข้อหนึ่งคือการลงทุน ตัวที่หายไปจากเมืองไทยเลยคือการลงทุนภาคเอกชน หลายคนบอกว่าเขาอาจจะไม่มั่นใจการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แล้วจะลงทุนทำไม การใช้กำลังการผลิตยังค้างเติ่งอยู่ ถ้าเราดูดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม ปริมาณที่เราผลิตวันนี้น้อยกว่าปริมาณผลิตในปี 2554 ช่วงหลังน้ำท่วม วันนี้เรายังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มเลย การลงทุนเพิ่มจึงยังไม่มี บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะเสถียรภาพทางการเมืองก็อาจจะมีประเด็น เรื่องที่ว่าวันนี้เราไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนของต่างประเทศแล้ว เรามีคู่แข่งเต็มไปหมดเลย การบริโภค การลงทุนจึงฟื้นตัวค่อนข้างจำกัด

“ขณะที่ภาครัฐที่เคยเป็นพระเอกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะเป็นการทะลวงท่อที่ตันในช่วงก่อนการรัฐประหาร พอเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงมีฐานค่อนข้างต่ำและโตได้ค่อนข้างเร็ว วันนี้เริ่มเห็นแล้วว่าการลงทุนภาครัฐเริ่มติดลบเพราะใช้มาเร็วมาก จนไม่สามารถโตได้เร็วกว่านี้ สุดท้ายงบของรัฐบาลก็ถูกจำกัดด้วยงบใหญ่ งบลงทุนก็ถูกจำกัดด้วยงบโดยรวม สุดท้ายมันไม่สามารถโตได้เร็วกว่างบโดยรวมมากนัก

แข็งบน อ่อนล่าง

ประการต่อมา พิพัฒน์เรียกว่า แข็งบน อ่อนล่าง หรือความเหลื่อมล้ำ เป็นประเด็นที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่เศรษฐกิจโตเร็ว แม้ว่าเค้กของเราจะโตช้าและเล็กกว่าคนอื่น ผู้คนก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะอย่างน้อยเค้กในมือก็ยังโตขึ้น ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ใช่ประเด็นในวันที่เศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 5-7 ต่อปี

“แต่พอเศรษฐกิจไทยโตแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าเค้กเริ่มไม่โต แล้วคนอื่นยังมาแย่งของผมอีก ผมเริ่มรู้สึกแล้ว วันนี้หลายสิ่งเราเริ่มเห็นแบบนั้น สินค้าเกษตรเป็นประเด็นสำคัญ พอมันกระทบ คนส่วนใหญ่รู้สึก แล้วคนฐานข้างล่างเป็นคนที่พึ่งพารายได้ ขณะที่คนข้างบนพึ่งพาความมั่งคั่ง รายได้ของเขาอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับความมั่งคั่งของเขา ช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ยิ่งดี เพราะราคาหุ้นก็ขึ้น ราคาที่ดินก็ขึ้น ร้านอาหารขายไม่ค่อยได้ แต่ร้านราคาแพงจองกันเต็มเลย ยอดขายบ้านจะเห็นได้ชัด ราคาต่ำกว่า 1 ล้าน 3 ล้าน ขายลำบาก กู้แบงค์ไม่ค่อยปล่อย แต่ยอดเกิน 10 ล้านยังขายได้ดีอยู่ บริษัทใหญ่เข้าคิวขอกู้ บริษัทเล็กๆ แบงค์ไม่ให้กู้

“มันเป็นเรื่องของความไม่ทั่วถึง เวลาที่เราพยายามตัดสินสภาพเศรษฐกิจด้วยตัวเลขตัวเดียว มันต้องถามว่าตัวเลขของใคร ถ้าเราเอามาเฉลี่ยกัน ก็แสดงว่ามีคนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยและคนที่แย่กว่าค่าเฉลี่ย แล้วบังเอิญว่าคนที่แย่กว่าค่าเฉลี่ยเป็นฐานที่ใหญ่กว่า”


เคยแข็งกว่านี้

“ประเด็นที่ 3 เศรษฐกิจไทย มันเคยแข็งกว่านี้ ถ้าเราเทียบปีต่อปีเหมือนจะดีขึ้น แต่เราเคยดีกว่านี้ นี่อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมคนจึงไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เพราะเขาเคยรู้สึกว่าดีกว่านี้ คนจึงรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่อยากใช้เงิน โดยเฉพาะถ้าเราไปดูราคาสินค้าเกษตรสำคัญอย่างข้าวและยางพารา และเรื่องว่าขายได้แล้วมีกำไรหรือเปล่า นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่ง”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่