ผมเห็นด้านที่เค้าอยากให้เห็น เท่านั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มีแต่คนขอให้อยู่ต่อ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะกรรมการที่นั่งทำงานกันอยู่ตอนนี้ 5 คนต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ แต่ระหว่างนี้ก็รักษาการไปก่อน จึงต้องมีการรับสมัครและสรรหาคนมาเป็น ป.ป.ช. ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ปิดรับสมัครกันไปแล้ว โดยมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 59 คน หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดเลือกต่อไป
วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่เรียกได้ว่าทำงานแล้วมีคนรู้จักมากที่สุดก็ว่าได้ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ระหว่างการนับถอยหลังรอพ้นจากตำแหน่ง ได้เปิดห้องทำงานในตึกสำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา คือนับแต่ปี 2549 มาจนถึงปัจจุบัน
โดย วิชา ที่เป็นอดีตผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ในศาลฎีกา ซึ่งลาออกมาเป็น ป.ป.ช. เล่าย้อนเส้นทางการทำงานตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าช่วงที่หนักที่สุดก็คือตอนไต่สวนคดีรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นชีวิตส่วนตัวและคนในครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ก็ผ่านมาได้ แต่สำหรับคดีที่ทำแล้วพบว่ามีความยุ่งยากมากที่สุดในการทำสำนวนของ ป.ป.ช. คือคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์
...ระยะแรกเริ่มต้นที่ทำงาน เรายังไม่ถูกทิศทางในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เหมือนคนมาจับงานใหม่ ตอนแรกๆ ก็ยังไม่ลงในรูปแบบเดียวกัน ช่วงแรกยังไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ทำให้กรรมการเลยต้องกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้นมา จึงทำให้เมื่อกำหนดยุทธศาสตร์ออกมาแล้วก็เห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาขาดอะไร เช่น ทัศนคติการทำงานต่างๆ หรือการเข้าไปเป็นพยานให้กับ ป.ป.ช. การมาให้ข้อมูลต่างๆ ช่วงที่เราเข้ามาตอนนั้น ความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.มีปัญหามาก อยู่ในช่วงอ่อนแอ ปกติแล้วการทำงานไต่สวน เพื่อให้คนอื่นร่วมแรงร่วมใจในการป้องกันปราบปรามคอร์รัปชัน ต้องทำให้คนภายนอกศรัทธาก่อน แต่เมื่อกรรมการที่ตั้งโดย คมช.เข้าไปทำงานพอดีก่อนหน้านั้น องค์กรก็มีปัญหาเรื่องอดีต ป.ป.ช.มีคดีความเรื่องขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง ทำให้ความเชื่อถือของประชาชนติดลบเลย เป็นศูนย์ การที่จะไปให้คนภายนอกเข้ามาเป็นพยานให้กรรมการในคดีต่างๆ เขาก็บอกว่าไม่เชื่อหรอกว่าจะทำจริง
"ทำให้การไต่สวนคดีของเราในตอนแรกอยู่ในความมืดมน บางคดีใช้เวลาในการไต่สวนนานมาก ส่งผลให้คดีไม่สัมฤทธิผล แต่พอกรรมการทำงานต่อไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มเห็นว่าเราทำงานจริงจัง คนเริ่มรู้สึกว่า อยากช่วย อยากให้ทำงานจริง"
…เข้าไปตอนนั้นก็ต้องจัดทัพใหม่หมด บุคลากรของ ป.ป.ช.ในสำนักต่างๆ จิตใจก็ต้องยอมรับว่าตอนนั้นไม่เข้มแข็งเพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะเขาอาจเกิดความรู้สึกว่ามันไม่แน่นอน ไม่รู้ว่ากรรมการจะเอายังไง เพราะเขาอยู่กับการไม่มีกรรมการนานร่วม 2 ปี
...เปรียบเทียบก็เหมือนกับบริษัทแห่งหนึ่งไม่มีกรรมการมากันเลยให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันเอง ก็เหมือนกันกับ ป.ป.ช.ตอนก่อนเราเข้าไป ก็ไม่มีกรรมการ ไม่มีนโยบายออกมา ไม่มีการไต่สวนคดีตามระบบก็ทำให้คดีหยุดหมด เจ้าหน้าที่สำนักงานก็ทำงานแบบรายวันไป ไม่มีแผนงาน เพราะทุกอย่างตามระบบการทำงานของ ป.ป.ช.อยู่ที่ตัวกรรมการหมด เช่น การรับทราบเรื่องไว้ไต่สวนคดีหรือไม่ ทุกอย่างต้องให้ที่ประชุมกรรมการพิจารณา สมัยนั้นยังไม่มีการให้พนักงานไปไต่สวนคดีได้เอง ทุกเรื่องต้องมาตั้งเป็นอนุกรรมการหมด ก็เหมือนที่บอกคือพอบริษัทไม่มีกรรมการบริษัทมาทำงาน พวกเจ้าหน้าที่ก็รวนเร จะอยู่กันอย่างไรจะไปแบบไหน จะฟังใคร ไม่มีทิศทาง ไม่มีภาพที่เห็นชัดเจนว่าจะทำงานกันไปแบบไหน จุดมุ่งหมายคืออะไร
วิชา บอกว่า จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ คมช.ต้องเข้าไปเริ่มตั้งต้นใหม่คือไปเริ่มต้นจากที่ต้องบอกว่ามาจากช่วงที่ตอนนั้นติดลบ พอกรรมการเข้าไปก็ตั้งหลัก คือทำให้ต้องเกิดความน่าเชื่อถือในองค์กรขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก ทุกอย่างต้องเคลียร์ทำให้ชัดเจนก่อนว่าจุดมุ่งหมายเราคืออะไร ก็เริ่มทำยุทธศาสตร์ฉบับที่ 1 แล้วตอนนี้ก็เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ ป.ป.ช.ฉบับที่ 2 มันก็ทำให้เห็นภาพชัดเจนถึงทิศทางและจุดมุ่งหมายในการทำงานของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ในยุคแรกเราไม่ได้จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเลย คือปลุกและสร้างจิตสำนึกของคนในการต่อต้านการทุจริต
…การทำงานของ ป.ป.ช. โดยเฉพาะในยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อย่างกับ สนต้องลม คือโดนโจมตีแทบทุกวัน วีระกานต์ มุสิกพงศ์ กับพวก ที่ตอนนั้นเขาไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ตีเราทุกวันทุกคืน จนกรรมการบางคนคุยกันว่า แย่แล้ว แบบนี้จะไปไหวหรือ ด่าทุกคืน พวกเราก็บอกอย่าไปฟังมาก แต่ที่ถูกโจมตีแล้วหวั่นไหวกันมากก็คือมาโจมตีว่าเราเข้ามาโดยรัฏฐาธิปัตย์ เข้ามาได้ยังไง จุดนี้เป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของเรา เพราะตั้งมาโดย คมช.ก็เกือบหมดในตอนนี้ ยกเว้นเข้ามาตอนหลัง เช่น พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, ปรีชา เลิศกมลมาศ, สุภา ปิยะจิตติ, ณรงค์ รัฐอมฤต นอกนั้นพวกอดีต ป.ป.ช.ที่ครบวาระไปก่อนหน้านี้คือ ใจเด็ด พรไชยา, สมลักษณ์ จัดกระบวนพล, กล้านรงค์ จันทิก, เมธี ครองแก้ว และพวกเราอีก 5 คนที่จะพ้นวาระ ก็ได้รับการแต่งตั้งโดย คมช.เมื่อ 22 ก.ย.49 ก็ถูกตีว่าเป็นพวก คมช. แล้วจะทำงานได้ยังไง ไม่ได้มาจากประชาชน แต่โชคดีอย่างมากของเราที่มีการร่าง รธน.ปี 50 แล้วเราเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่าง รธน.ก็ทำให้องค์กรเราเข้มแข็งขึ้น
เหตุที่ วิชา บอกว่า สิ่งที่ทำให้องค์กร ป.ป.ช.เข้มแข็งขึ้น เขาอธิบายว่าเป็นเพราะพอ รธน.ปี 2550 มีผลบังคับใช้ ก็ต้องไปยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทุจริต เรื่องไหนที่มีข้อบกพร่องอยู่ เรามองเห็นภาพ เราก็เสนอแก้ไข เช่น การกันคนเป็นพยาน การคุ้มครองพยานเรื่องนี้ถือว่าเป็นสุดยอดที่ ป.ป.ช.ได้ตรงนี้มาตามกฎหมาย หรือเรื่องการหมดอายุความของคดีที่ไม่ให้นับในช่วงที่ไต่สวนคดีแล้วมีการหนีคดี หรือการให้ศาลชั้นต้นเป็นศาลไต่สวนคดีทุจริต
...ที่สำคัญร่าง รธน.ตอนปี 50 ที่มีผลให้ ป.ป.ช.ที่ตั้งโดย คมช.ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ซึ่งเมื่อส่งไปทำประชามติ ก็เป็นครั้งแรกที่ประชาชนออกเสียง เห็นชอบ 14 ล้านเสียงต่อ 11 ล้านเสียง แสดงว่าเรามีฐานประชาชนรองรับแล้ว 14 ล้านคน แม้จะเป็นการออกเสียงเพื่อให้มีการเลือกตั้งในตอนนั้นก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าก็เป็นการออกเสียงประชามติที่มีองค์กร ป.ป.ช.รวมอยู่ด้วย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติที่มีการรณรงค์เปิดเผยและเป็นที่ยอมรับ ก็ทำให้ ป.ป.ช.อยู่ได้ เพราะการออกเสียงประชามติ ทำให้ ป.ป.ช.มันผ่านจุดที่ว่างมาจากรัฏฐาธิปัตย์ล่องลอยมาจากฟ้า แต่ผลประชามติทำให้ ป.ป.ช.ได้รับการรับรองโดยประชาชน 14 ล้านเสียง ทำให้เราภูมิใจในความเป็นองค์กรที่ผ่านการออกเสียงประชามติ
เมื่ออยู่ในช่วงเตรียมตัวอำลาตำแหน่งในอนาคตอันใกล้ หลังทำงานมา 9 ปีเต็ม เลยถามว่า ถ้าให้ประเมินผลการทำงานของ ป.ป.ช.คิดว่าสอบผ่านหรือไม่ วิชา ออกตัวว่า เรื่องแบบนี้ต้องให้ประชาชนเขาประเมิน เราคงประเมินตัวเราเองไม่ได้ แต่เมื่อเขาประเมิน เมื่อไม่นานมานี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เข้าใจว่าเป็นของหอการค้า ที่ประเมินองค์กรตรวจสอบการทุจริต ที่ปรากฏว่า ป.ป.ช.ได้รับความเชื่อถือสูงสุด ในองค์กรตรวจสอบด้วยกันตาม รธน. เราก็ภูมิใจ แต่เราก็ไม่ได้จะหยุดแค่นี้ แต่แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คน เคยมีไหมในประวัติศาสตร์ที่เราพูดอะไรแล้วประชาชนเชื่อถือศรัทธา แล้วบอกให้อยู่ต่อ มันไม่เคยมี มีแต่เขาจะไล่ส่ง คุณเข้าใจไหม คุณเคยเห็นไหม องค์กรที่ทำหน้าที่นี้ ที่มีคนบอกว่า อยู่ต่อเถอะ อย่าเพิ่งไป ผมก็ยังไม่เคยเห็น
“ผมสัมผัสแล้ว เรารู้สึกว่าหน้าที่เราควรสิ้นสุดลงเพราะมันจบแล้ว แต่ไปไหนก็มีแต่คนมาบอกและจับมือว่าท่านอยู่ต่อเถอะครับ ท่านอย่าไปไหน ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและปราศจากการทุจริตต่อไปเถอะ แม้แต่พระสงฆ์ก็ฝากแบบนี้บอกว่า ฝากบ้านเมืองให้อยู่ในการดูแลของท่าน”
แบบนี้คือผลงานของพวกเราทุกคน ไม่ใช่ของผมหรือคนใดคนหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อถือไว้วางใจของผู้คนให้กลับมาสู่องค์กร ป.ป.ช. ซึ่งอันนี้คนพูดว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบ้านเมือง แล้วเวลาที่คนโค่นล้ม ก็คิดโค่นล้มลงยาก คุณก็เคยได้ยินใช่ไหมว่า คนอยากลดทอนอำนาจอะไรเราต่างๆ แต่ทำยาก เพราะเสียงประชาชนดังกว่า
นั่งทำงานมา 9 ปี ตั้งแต่ ป.ป.ช.ยังอยู่ที่ถนนพิษณุโลก ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล จนตอนนี้ย้ายมาที่สนามบินน้ำ ถามว่าตั้งแต่ทำงานมา ช่วงไหนรู้สึกกดดันมากที่สุด วิชา เผยความรู้สึกให้ฟังว่า ก็ช่วงที่คนมาปล่อย ตัว
ที่สวนสัตว์ดุสิต ปล่อยตัว
โดยเขียนชื่อทุกคนเลย ที่ปล่อยกันที่สวนสัตว์ดุสิต แต่พวกเราก็ไม่ท้อ กลับหัวเราะด้วย ช่วงนั้นก็รู้สึกมันหนัก นอกจากโจมตีแล้วก็ยังมีการใช้อาวุธระเบิดมาด้วย จำได้ไหม ตอนพันธมิตรมาชุมนุมกันตอนที่เรายังอยู่แถวถนนพิษณุโลก ช่วงปี 53 แต่พอย้ายสำนักงานมาสนามบินน้ำ ที่รุนแรงที่สุดก็คือหลังเราสรุปผลการไต่สวนคดีจำนำข้าวที่ตอนมีการชุมนุมใหญ่ กปปส.พอดี แล้ว ป.ป.ช.ก็ถูกยิงอะไรกัน ก็เป็นช่วงที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน
"ตอนนั้นหนักเลย หนักสุดแล้ว ต้องหลบซ่อน ต้องไปอยู่ตามเซฟเฮาส์ต่างๆ อยู่ที่สำนักงานไม่ได้ เพราะเขาปิดล้อมสำนักงานกันหมด มีกองกำลังทหารมาคอยดูแลความเรียบร้อยให้ อยู่แบบไม่รู้วันไหนจะถูกยิงด้วยลูกระเบิด เพราะมีการยิงกันเข้ามาแล้ว แถวห้องผมที่อยู่ใกล้ๆ ห้องคุณณรงค์ รัฐอมฤต ก็มีการยิงเข้าไป ก็เริ่มยิงกันแม่นแล้ว หากยังมีการยิงเข้ามาอีกวัน ถึงโต๊ะทำงานกรรมการแน่นอน
ผมก็เปลี่ยนรถทุกวัน เปลี่ยนทะเบียนด้วย ครอบครัวผมก็อยู่ไม่เป็นสุข ต้องหลบไปอยู่เซฟเฮาส์กันหมดทุกคน หนักที่สุดในชีวิตของคนธรรมดาที่จะเจอกันได้"
วิชา เล่าถึงชีวิตหลัง ป.ป.ช.สรุปผลคดีรับจำนำข้าวที่มีการเอาผิด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อไปว่า ช่วงนั้นทั้งทหารและตำรวจต้องมาคอยประกบ ไปคอยดูว่าพวกส่วนหน้าที่จะมา จะมาตอนไหน ช่วงนั้นจะไปทำอะไรพูดอะไรก็ไม่ได้ อย่างปกติ ผมก็จะต้องไปบรรยายไปสอนหนังสืออะไร ฝ่ายที่รับผิดชอบเขาก็ต้องไปที่สถานที่ซึ่งผมจะไปก่อน ไปตรวจดูว่ามีระเบิดอะไรหรือไม่ ต้องคอยเช็กทุกที ต้องมีกองกำลัง คอยไปดูทุกที่ ไม่ได้เข้าบ้านเลยช่วงนั้น แต่กับผมไม่มีได้ผลอะไร แต่มีผลคือก็เป็นห่วงครอบครัว ห่วงคนใกล้ชิดเรา เขาก็ต้องพลอยลำบาก แม้แต่กับเพื่อนด้วยกันที่เขาก็จะลำบากในการคบหาสมาคม ก็ทำไม่ได้ เขาก็รู้ว่า เขาก็ไม่อาจเปิดเผยตัวได้ว่าเป็นเพื่อนกันกับผม
…อย่างที่คุณมาสัมภาษณ์นั่งอยู่ข้างหน้าผมแบบนี้ ถ้าเป็นตอนนี้ คุณมานั่งแบบนี้ไม่ได้เลย ฝ่ายที่ดูแลความปลอดภัย เขาจะไม่ให้นั่งกันแบบนี้เลย เพราะอะไร เพราะอาจจะมีคนมายิงผมเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเกิดไปถูกคุณเข้า ช่วงนั้น ทหารต้องผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาดูแลความปลอดภัย มากันเป็นกองพัน สำนวนคดีของ ป.ป.ช.ก็เก็บไว้ที่สำนักงานที่นี่ไม่ได้ ต้องยกไปเก็บไว้ที่ปลอดภัย มีการเปลี่ยนสถานที่ประชุมอนุกรรมการไต่สวน และประชุมสอบสวน เป็นช่วงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเราเลย แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว ทหารก็ดูแลให้อยู่ตอนนี้ แต่อาจไม่ได้ดูแลแบบเปิดเผย แต่ก็จะมีฝ่ายข่าวอะไรคอยดูให้ เราก็ประสานกับฝ่ายข่าวความมั่นคงตลอด เราก็ต้องรู้ว่าสถานที่แห่งไหน ควรไปหรือไม่ควรไป ถึงปัจจุบันตอนนี้ก็ยังต้องระมัดระวังตัวอยู่
นั่นคือช่วงชีวิตตอนทำคดีรับจำนำข้าวที่ วิชา เล่าให้ฟัง แต่พอถามถึงว่าแล้วที่ทำคดีมา คิดว่าคดีไหนมีความยุ่งยากในการไต่สวนมากที่สุด คำตอบที่ได้คือ คดีที่ดินอัลไพน์
…คดีที่คิดว่าทำแล้วยุ่งยากมากเลยและประสบปัญหาอยู่ตลอดเวลาก็คือคดีที่ดินอัลไพน์ มันไม่ง่าย เพราะว่ามันได้มีการแปรสภาพของที่ดินซึ่งบริจาคให้วัด จนกระทั่งเป็นธรณีสงฆ์ แต่ต่อมามีการแปรสภาพมาเป็นสนามกอล์ฟและมีการจัดสรรที่ไปก่อสร้างบ้าน จนมีคนมาพักอาศัยต่างๆ ซึ่งเขาเหล่านี้ไม่ได้รู้มาก่อนว่าต้นกำเนิดเป็นอย่างไร และเป็นคดีที่ติดค้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยเสนาะ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีอยู่ ก.มหาดไทย และก็มาถึงสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกตั้งแต่ยุคแรกๆ เลย ที่ผ่านมาการจะพิจารณาว่าจะเพิกถอนที่ดินดังกล่าว
...เหรียญสองด้าน?... ความหวัง?..!! (...คน หลังเขา)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้