ไม่ได้จบอักษรฯ ไม่เคยเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ แต่สอบ GAT, TOEIC, IELTS ครั้งแรกได้ 285 / 965 / 7.0 ทำได้ไง? (ยาว ตอนที่ 1/2)

จุ๊บๆสวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวคร่าวๆนะคะ ส่วนตัวแล้วดิฉันเกิดมาเป็นเด็กหลายสายค่ะ ตอนมัธยมฯเป็นเด็กสายวิทย์-คณิตย์+ปริญญาตรีเป็นเด็กรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหา'ลัยใจกลางกรุงเทพฯ+ส่วนปริญญาโทไปเป็นเด็กบริหารธุรกิจที่สกอตแลนด์ (เลือดผสมสุดๆอ่ะ) ตั้งแต่เกิดมาสาบานได้เลยว่าไม่เคยเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเลยแม้แต่คอร์สเดียว ที่เคยเรียนมีแค่วิชาเคมีเท่านั้น (ก็สูตรมันเยอะแยะยั้วเยี้ย ฮ่าๆ) และเท่าที่สังเกตมาทั้งชีวิต 25 ปีของดิฉัน กล้าพูดเลยว่ามีคนไทยน้อยมากและน้อยมากๆที่สามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะส่วนมากเน้นการติวเพื่อสอบมากกว่าหลังจากนั้นก็ลืมไปเสียหมด และบางคน...ขนาดติวแทบตาย คะแนนไม่ดีขึ้นเลยอีกต่างหาก (กระเป๋าตังค์ก็แบนเลย) วันนี้เลยอยากมาแชร์เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ (+ทำได้จริง) ในการพัฒนาภาษาอังกฤษของตนเองอย่างยั่งยืน ดังนั้น ไม่ว่าจะข้อสอบหน้าไหน (GAT, TOEIC, IELTS และอื่นๆ) ก็เสร็จพวกคุณหมดแน่ๆค่ะ

จุ๊บๆดิฉันทำอะไรมาบ้างน่ะหรอ ? (เวอร์ขั่นสั้นสุดๆ)
1. หัดฟังและร้องตามเพลงภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป. 6 จนทุกวันนี้ (ห้ามอ้างว่าแก่แล้ว คุณต้องเริ่มเลยวันนี้)
2. หาอ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วคำศัพท์มันมาเอง (ห้ามอ้างว่าไม่มีเวลา คุณต้องบริหารเวลาให้เป็น)
3. หัดเขียนอะไรก็ได้เป็นภาษาอังกฤษ รู้เลยว่าตัวเองอ่อนตรงไหน (ห้ามอ้างว่ายาก มันยากหรือคุณไม่ตั้งจิตที่จะฝึกฝนกันแน่)
4. อยากพูดได้ ก็จำประโยคมาใช้ไปเลย ไม่ต้องแต่งเอง เพราะมันจะไม่ธรรมชาติ (ห้ามอ้างว่าอายหรือไม่กล้า ตัวช่วยของคุณสมัยนี้เยอะมากๆ)

จุ๊บๆดิฉันขออนุญาตลงรายละเอียด (หมายเหตุ : ทุกอย่างเป็นสไตล์ของดิฉันเอง ขอให้ทุกคนลองไปปรับให้เข้ากับตัวเอง และหวังว่าอย่างน้อยมันจะมีส่วนได้ช่วยเหลือพี่ๆน้องๆบ้างเน้อออ)

ต่อจากนี้จงตามตัวสีชมพูนี้ไปนะคะ จุ๊บๆ เรียงเลยข้อ 1. - 4.

จุ๊บๆ 1. หัดฟังและร้องตามเพลงภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป. 6 จนทุกวันนี้ (ห้ามอ้างว่าแก่แล้ว คุณต้องเริ่มเลยวันนี้)
        อมยิ้ม36ข้อดีเด่นๆที่ได้จากการฟังเพลงฝรั่งคือ
    1. การออกเสียงถูกต้องเกือบ 100%
    2. ได้สำเนียงแบบเจ้าของภาษาฯเป๊ะๆ
    3. ได้สำนวนดีๆเป็นธรรมชาติมาใช้ในการพูดหรือการเขียน     อันนี้ต้องขอบคุณญาติผู้พี่คนหนึ่งที่เราชอบไปเที่ยวเล่นบ้านเขาบ่อยๆ แล้วชอบดูช่องเพลงฝรั่งใน UBC เราเลยติดเพลงฝรั่งตั้งแต่นั้นมา ทุกวันนี้โดนเพื่อนว่าตลอดเลยว่าไม่รู้จักเพลงไทยเพลงนี้ได้อย่างไร ดังจะตายไป...ก็เราไม่ค่อยได้ฟังจริงๆ (ไม่ใช่เพลงไทยไม่ดีน้าาาา)

    อมยิ้ม36สไตล์เพลงที่ฟัง
    พวกวง Boyband ยุค 90s ทั้งหลาย เช่น Blue, The Backstreetboys, 98* Degrees, Westlife, N*Sync, C21, A1, Five, Plus One และอื่นๆ เหตุผลเพราะ...มันเพราะไงล่ะ อิอิ เพลงเก่าๆความหมายจรรโลงใจ สวยงาม เราสามารถจำมาใช้ในงานพูดงานเขียนได้ด้วยนะ เพลงสมัยนี้ไม่ Sex ก็ Drugs ไอ้เท่ห์มันก็เท่ห์อยู่ แต่มันไม่ได้ช่วยให้คะแนนสอบเราดีขึ้นนะจะบอกให้

    อมยิ้ม11ข้อควรระวัง
    ถ้าไม่เก่งจริง (เราเคยไม่เก่ง) จะหลีกเลี่ยงเพลงแนว Rap, Hip-Hop, Rock, Metal และอื่นๆ เพราะเราจะฟังไม่รู้เรื่อง เนื่องจากเขาร้องเร็ว, ออกเสียงไม่ชัดเจน, ตัดคำให้สั้นลงหรือใช้คำแสลง, บางครั้งผิดแกรมม่า (แต่คนท้องถิ่นมักพูดกัน) คนที่เพิ่งเริมหัดเรียนภาษาอังกฤษอาจจะจำไปใช้แบบผิดๆได้ และอาจส่งผลให้คะแนนสอบไม่ได้อย่างที่ใจหวังนะจ๊ะ

หมายเหตุ นี่มันสไตล์ของดิฉันเองนะคะ ผิดถูกอย่าว่ากันแรงมากน้าาาา

จุ๊บๆ2. หาอ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วคำศัพท์มันมาเอง (ห้ามอ้างว่าไม่มีเวลา คุณต้องบริหารเวลาให้เป็น)
        อมยิ้ม36ข้อดีเด่นๆที่ได้จากการอ่านคือ
    1. ได้สาระความรู้เพิ่มเติม... นอกจากนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แล้ว อนาคตยังสามารถเอาไปใช้ทำข้อสอบได้ด้วยนะ เช่น พาร์ทเขียน
    2. คำศัพท์ในหัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะต้องคอยแปลนั่นเอง
    3. หลังๆจะตรัสรู้ด้วยตนเองว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำในประโยค เราก็เข้าใจภาษาอังกฤษได้
    ฝรั่งบอกว่า “Your vocabularies expand through reading.” ใช้ Present Tense เลยนะ นัยของประโยคนี้คือ ถ้าเกิดคุณอ่าน ล้านเปอร์เซ็นต์เลยที่คลังคำศัพท์ในหัวของคุณจะมีมากขึ้น การฟังก็ช่วยทำให้คลังคำศัพท์ของคุณเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่การอ่านมีข้อดีกว่าตรงที่เรา “เห็น” คำๆนั้นด้วย นั่นหมายความว่าคุณจะได้พัฒนาทักษะการเขียนไปในตัว
    
    อมยิ้ม36สไตล์สิ่งที่อ่าน
    ถ้าขี้เกียจ :    เริ่มจากการอ่านเนื้อเพลงภาษาอังกฤษก่อนนี่แหละ ด้วยความที่ดิฉันเป็นคนไม่รักการอ่าน (ไม่ดีนะเออ...แหะๆ) เลยหาอะไรที่สั้นๆ และตัวเองเอนจอยไปด้วยในเวลาเดียวกันมาหัดอ่านไปพลางๆก่อน ในอดีตมีแฟ้มสะสมเนื้อเพลงที่ตัวเองชอบหนาเป็นปึ้กเลยนะจะบอกให้
    ถ้าขยัน :    อ่านบทความเลยจ้ะหนู บทความมีตั้งแต่ โค-ตะ-ระ ง่ายและสั้น เช่น สเตตัสใน TWITTER ของซุป’ตาร์ฝรั่ง หรือหนังสือการ์ตูน MARVEL (อาจเรียกว่า “ข้อความ”) ไปจนถึง โค-ตะ-ระ-ยิ้ม ยากและยาว เช่น งานวิจัยหลังปริญญาเอก (คือปริญญาเอกก็ยากแล้วเปล่า) หรือบล็อกสาระความรู้ต่างๆ อาทิ The Financial Times เป็นต้น ดิฉันโดนบังคับอ่านตอนเรียน ป.โท...ทรมานมากชริมๆ
    ถ้าให้แนะนำ :    เอนจอยอะไร ให้หาสิ่งนั้นมาหัดอ่านเสีย เริ่มจากการเพิ่มพูนคำศัพท์ในสิ่งที่เราชอบไปก่อน แล้วเราอาจจะเก่งกว่าคนอื่นๆในเรื่องนั้นๆ เช่น เทพแห่งศัพท์เทคนิคด้านการแพทย์, วิศวะฯ หรือสังคมศาสตร์ เป็นต้น หรือ อ่านข่าวสั้นๆในแต่ละวัน อัพเดทความรู้ตัวเองเสียบ้าง สมองจะได้แข็งแรง
    
    อมยิ้ม11ข้อควรระวัง
    1. ถ้าคุณเน้นการสอบ ก็จงหยุดเถิดกับการแปลทุกคำ เพราะความไม่รู้มันเป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นใจของคุณ มันทำให้คุณลนลาน มันทำให้คุณจิตตก มันทำให้คุณไม่ยอมอ่านประโยคถัดไป และสุดท้ายมันทำให้คุณทำข้อสอบไม่ทัน
    2. อยากทำข้อสอบทัน ? : เบสิคมากๆเลย ตามสไตล์ของดิฉัน คือ หา “ประธานและกริยาหลัก” ของประโยคนั้นให้เจอ ส่วนขยายให้เดาๆเอาจากส่วนหลักที่ว่านั้น หรือจากตรรกะชีวิตที่เราผ่านมา


          ประธานไม่แน่ใจว่าคืออะไรให้ช่างมัน แต่กริยา(+กรรม) บอกว่ามันไม่ใช่ “ยา” และเมื่อดูจากคำที่ทับศัพท์ (คือคนไทยรู้แน่นอน) เช่น ไวตามิน อะมิโน เฮิร์บ เดาได้เลยว่ามันคือ “อาหารเสริม” และในความเป็นจริงอาหารเสริมก็ไม่ใช่ยา ส่วนขยายอื่นๆปัดลูกตาข้ามไปก่อนได้เลยจ้ะ...เสียเวลาเน้อ

หมายเหตุ นี่มันสไตล์ของดิฉันเองนะคะ ผิดถูกอย่าว่ากันแรงมากน้าาาา

จุ๊บๆ3. หัดเขียนอะไรก็ได้เป็นภาษาอังกฤษ รู้เลยว่าตัวเองอ่อนตรงไหน (ห้ามอ้างว่ายาก มันยากหรือคุณไม่ตั้งจิตที่จะฝึกฝนกันแน่)
        อมยิ้ม36ข้อดีเด่นๆที่ได้จากการเขียนคือ
    1. ได้ทบทวนตัวเองเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องต่อไปนี้
    - คำศัพท์
    - แกรมม่า
    - สาระความรู้
    - ทักษะการใช้เหตุผล
    - ศิลปะในการเล่าเรื่อง
    2. ชี้จุดอ่อนด้านภาษาอังกฤษของตนเองได้ รู้เลยว่าต้องฝึกเพิ่มด้านไหนก่อน-หลัง
    ส่วนตัวดิฉันชอบฝึกภาษาอังกฤษจากการเขียนมากที่สุด เพราะมันสนุก และได้ทดสอบตัวเองว่ามีความรู้มีประสบการณ์ และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน จริงๆมันก็แอบยากนะ แต่ถ้าเก่งแล้วเก่งเลย เข้าใจไหม...เก่งแล้วเก่งเลย เก่งหมดทุกด้านอ่ะค่ะ (ดูจุดเด่นข้อ 1.)

    อมยิ้ม36สไตล์สิ่งที่เขียน
    1. ถ้าอยากคลุกคลีกับภาษาอังกฤษทุกวัน ให้เริ่มจากการโพสต์ทุกอย่างบนโลกโซเชียลเป็นภาษาอังกฤษไงจ๊ะ ใส่ไปเลยรัวๆทั้งใน Twitter, Facebook, Instagram, Youtube และอื่นๆ ถ้ากลัวเพื่อนจะว่าคุณ “เยอะ” ก็บอกไปเลยว่า “ก็ดีกว่าน้อยๆอ่ะ” ฮ่าๆ ล้อเล่นๆ ถ้ากลัวถูกมองว่าเยอะ ให้คุณขึ้นต้นสเตตัสเป็นภาษาไทยก่อน แล้วพิมพ์ภาษาอังกฤษด่านล่างเพิ่มเติม (สรุป...เพื่อนว่า “เยอะ” กว่าเดิม ฮ่าๆ)
    2. เคยหาเว็บไซต์คล้ายๆ Facebook เพื่อหาเพื่อนจากทั่วโลกค่ะ จะได้เขียนเกี่ยวกับตัวเองหรือสื่อสารกับเพื่อนๆเป็นภาษาอังกฤษค่ะ ตอนนั้นเคยใช้ Interpals กับ Tagged แต่ต้องอยู่ในขอบเขตนะคะ อย่าไปถลำลึก...เพราะโลกโซเชียลมันคือโลกมายาดีๆนี่เองค่ะ อันตรายเปล่าๆเน้อ
    3. ในรั้วโรงเรียน หรือรั้วมหา’ลัย หากอาจารย์บอกว่าคุณสามารถทำรายงานส่งได้สองภาษา จงพยายามทำเป็นภาษาอังกฤษเถิด เพราะมันนับเป็นคำ ถ้าภาษาไทยเขาจะนับเป็นหน้า ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วทำคำภาษาอังกฤษให้ครบง่ายกว่าการทำหน้าเป็นภาษาไทยให้ครบ พวก article “a, an, the” มันก็นับเป็น 1 คำนะ แถมบทความภาษาอังกฤษหลายๆงานเขียนดีมากๆ ดิฉันนำมาอ้างอิงในรายงานของดิฉันสมัยเรียนเสมอ (ไม่ใช่ copy&Paste นะเฟร้ยคะ) ...เห็นไหมว่าง่ายค่อดๆ อิอิ

    อมยิ้ม11ข้อควรระวัง
    1. งานเขียนเราจะถูกตัดสินโดยผู้อ่านเสมอ ดังนั้นจงใช้คำศัพท์และสำนวนที่ทุกคนสามารถอ่านรู้เรื่อง ถ้าจะใช้ศัพท์เทคนิคเพื่อโชว์ภูมิความเก๋า ก็ทำได้ แต่อย่าลืมเขียนอธิบายสั้นๆด้วยว่ามันคืออะไร โรเบิร์ต ไอน์ชไตน์ ได้กล่าวไว้ว่า “If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough. = ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายอะไรก็ตามแบบง่ายๆได้ แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ”
    2. นอกจากนี้ การเรียงย่อหน้าก่อนหลังนั้นสำคัญมาก โดยทั่วไปจะเรียงแบบนี้ คือ


         จริงๆ จากประสบการณ์จบ ป.โท จากประเทศเจ้าของภาษาฯ การสร้างงานเขียนเชิงวิชาการยังมีเทคนิคอีกพอสมควร ว่าเขียนอย่างไรถึงจะได้คะแนนในเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คือ เต็ม 20 ต้องได้ 17++ (งานวิทยานิพนธ์จบของดิฉันได้ 18/20 ไม่เคยผ่านการ proof-reading ใดๆ ไม่ได้จะโอ้อวดนะคะ แต่เราอยากแชร์ประสบการณ์จริง อยากให้คนไทยเก่งภาษาอังกฤษจริงๆ) แต่ขอยังไม่กล่าวในตอนนี้นะคะ เพราะดิฉันไม่อยากทำให้ทุกคนปวดสมองไปมากกว่านี้ ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวจะเผ่นหนีภาษาอังกฤษกันไปหมดเสียก่อน  

หมายเหตุ นี่มันสไตล์ของดิฉันเองนะคะ ผิดถูกอย่าว่ากันแรงมากน้าาาา


เหลือข้อที่ 4. กับบทสรุป โปรดติดตามกระทู้ถัดไปนะคร้าาาาา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่