นักวิชาการ TDRI ชี้ คนไทยว่างงานทะลุ 1% สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยทรุดหนัก จับตาภาคบริการและการค้ากำลังได้รับผลกระทบ หลังเงินลงทุนจากต่างชาติหดหาย
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า มีคนว่างงาน 4.7 แสนคน หรือคิดเป็น 1.1% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ว่า เป็นตัวเลขที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะ หากเป็นประเทศอื่น การว่างงาน 3 - 4% ถือว่าปกติ เพราะเขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เมื่อไม่มีงานทำ หมายถึงตกงานทันที
แต่กับประเทศไทย ที่เป็นประเทศเกษตร เมื่อคนไม่มีงานทำ จะรีบกลับเข้าสู่ภาคเกษตรทันที จำนวนคนตกงานของประเทศไทยจึงน้อยมาก ดังนั้น การตกงานเกินกว่า 1% ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตก
การตกงานมากขนาดนี้ เมื่อเจาะลึกไปที่รายละเอียดจะพบว่า สายอาชีพที่ต้องการคนน้อยลง คือ การค้าขาย ภาคบริการ การส่งออก เป็นกระจกสะท้อนว่า คนไม่มีเงินจะทำมาค้าขายกันแล้ว อีกกลุ่มธุรกิจ ที่มีการจ้างงานลดลงคือกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง เพราะรัฐบาลเองเองมีแต่โครงการในกระดาษ แต่ไม่มีการตอกเสาเข็ม การจ้างงาน จึงไม่เกิดขึ้น หลายคนเถียงบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ดูจากตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้น ผมบอกว่าตลาดหุ้นมันเป็นการเก็งกำไร คุณบอกว่า คุณจะลงทุน คนก็แห่มาซื้อหุ้นแล้ว แต่ความเป็นจริง คุณอาจจะปั่นกระแสก็ได้ ดังนั้น ตลาดหุ้นจึงไม่ได้สะท้อนภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับอัตราการจ้างงาน
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ กล่าวว่า หากย้อนมองกลับไป ปัญหาเศรษฐกิจไทย มันเป็นปัญหาต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ที่เราขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท ทำให้ความน่าลงทุนลดลงไป แต่ปัญหาหนักหน่วงขึ้นหลังจากเกิดการรัฐประหาร
หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท แม้การลงทุนจะชะลอตัว แต่เรามีเงินสะพัดในตลาดภายในประเทศสูงมาก ขณะเดียวกันเราพยายามพัฒนาศักยภาพแรงงาน มุ่งดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก มันมีโอกาสสำเร็จ เพราะจากนั้น มันมีเงินลงทุนทางตรงหรือ FDI ไหลเข้ามา แต่เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นมา ทำให้หลายชาติปฏิเสธการลงทุนโดยตรงกับไทย จากนั้นเป็นต้นมาเศรษฐกิจไทยก็ไม่ดีขึ้น แม้ภาครัฐจะบอกว่าโตขึ้น 2-3% แต่มันยังน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เขาเติบโตกัน 4-5% ขึ้นไป
ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลหลังจากนี้คือ หากปล่อยให้อัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ต่อไป อนาคตเราจะมีคนว่างงาน 2% 3% 4% 5% เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ระบบของประเทศเราต่างจากเขา
ระบบดูแลคนว่างงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ของไทยจะดูแลเฉพาะคนที่ทำงานในบริษัทเอกชน แต่คนที่อยู่นอกระบบ อาทิ พ่อค้าผลไม้ แรงงานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร กลับไม่ได้รับการเหลียวแล ส่งที่ตามมาคือปัญหาสังคม เช่น การจี้ปล้น ฉกชิง วิ่งราว ซึ่งทุกวันนี้ ก็เริ่มมีปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้น
ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ฝากไปถึงรัฐบาลว่า การแก้ปัญหาคนว่างงาน ที่ทำสำเร็จกันในหลายประเทศ คือ การปฏิรูปการศึกษา แม้เศรษฐกิจเราจะไม่ดี แต่หากเด็กจบมา สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปัญหาการว่างงานจะน้อยลง ปัจจุบันเราต้องการบุคคลากรด้านวิทยาศาสตร์ แต่ปรากฏว่า เรามีสายวิชาด้านสังคมศาสตร์มากเกินไป จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย โดยคำนึงถึงความต้องการของเอกชนเป็นหลัก
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ นักวิชาการ TDRI ชี้ คนไทยว่างงานทะลุ 1% สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยทรุดหนัก
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า มีคนว่างงาน 4.7 แสนคน หรือคิดเป็น 1.1% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ว่า เป็นตัวเลขที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะ หากเป็นประเทศอื่น การว่างงาน 3 - 4% ถือว่าปกติ เพราะเขาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เมื่อไม่มีงานทำ หมายถึงตกงานทันที
แต่กับประเทศไทย ที่เป็นประเทศเกษตร เมื่อคนไม่มีงานทำ จะรีบกลับเข้าสู่ภาคเกษตรทันที จำนวนคนตกงานของประเทศไทยจึงน้อยมาก ดังนั้น การตกงานเกินกว่า 1% ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตก
การตกงานมากขนาดนี้ เมื่อเจาะลึกไปที่รายละเอียดจะพบว่า สายอาชีพที่ต้องการคนน้อยลง คือ การค้าขาย ภาคบริการ การส่งออก เป็นกระจกสะท้อนว่า คนไม่มีเงินจะทำมาค้าขายกันแล้ว อีกกลุ่มธุรกิจ ที่มีการจ้างงานลดลงคือกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง เพราะรัฐบาลเองเองมีแต่โครงการในกระดาษ แต่ไม่มีการตอกเสาเข็ม การจ้างงาน จึงไม่เกิดขึ้น หลายคนเถียงบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ดูจากตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้น ผมบอกว่าตลาดหุ้นมันเป็นการเก็งกำไร คุณบอกว่า คุณจะลงทุน คนก็แห่มาซื้อหุ้นแล้ว แต่ความเป็นจริง คุณอาจจะปั่นกระแสก็ได้ ดังนั้น ตลาดหุ้นจึงไม่ได้สะท้อนภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับอัตราการจ้างงาน
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ กล่าวว่า หากย้อนมองกลับไป ปัญหาเศรษฐกิจไทย มันเป็นปัญหาต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ที่เราขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท ทำให้ความน่าลงทุนลดลงไป แต่ปัญหาหนักหน่วงขึ้นหลังจากเกิดการรัฐประหาร
หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท แม้การลงทุนจะชะลอตัว แต่เรามีเงินสะพัดในตลาดภายในประเทศสูงมาก ขณะเดียวกันเราพยายามพัฒนาศักยภาพแรงงาน มุ่งดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก มันมีโอกาสสำเร็จ เพราะจากนั้น มันมีเงินลงทุนทางตรงหรือ FDI ไหลเข้ามา แต่เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นมา ทำให้หลายชาติปฏิเสธการลงทุนโดยตรงกับไทย จากนั้นเป็นต้นมาเศรษฐกิจไทยก็ไม่ดีขึ้น แม้ภาครัฐจะบอกว่าโตขึ้น 2-3% แต่มันยังน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เขาเติบโตกัน 4-5% ขึ้นไป
ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลหลังจากนี้คือ หากปล่อยให้อัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ต่อไป อนาคตเราจะมีคนว่างงาน 2% 3% 4% 5% เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ระบบของประเทศเราต่างจากเขา
ระบบดูแลคนว่างงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ของไทยจะดูแลเฉพาะคนที่ทำงานในบริษัทเอกชน แต่คนที่อยู่นอกระบบ อาทิ พ่อค้าผลไม้ แรงงานก่อสร้าง แรงงานภาคเกษตร กลับไม่ได้รับการเหลียวแล ส่งที่ตามมาคือปัญหาสังคม เช่น การจี้ปล้น ฉกชิง วิ่งราว ซึ่งทุกวันนี้ ก็เริ่มมีปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้น
ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ฝากไปถึงรัฐบาลว่า การแก้ปัญหาคนว่างงาน ที่ทำสำเร็จกันในหลายประเทศ คือ การปฏิรูปการศึกษา แม้เศรษฐกิจเราจะไม่ดี แต่หากเด็กจบมา สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ปัญหาการว่างงานจะน้อยลง ปัจจุบันเราต้องการบุคคลากรด้านวิทยาศาสตร์ แต่ปรากฏว่า เรามีสายวิชาด้านสังคมศาสตร์มากเกินไป จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย โดยคำนึงถึงความต้องการของเอกชนเป็นหลัก