แบงก์ตัดขายหนี้ครึ่งปี "6 หมื่นล้าน" ตลาดแข่งดุต่างชาติโดดซื้อแข่ง
บริหารสินทรัพย์สุขุมวิทหรือ SAM เผยตลาดรับซื้อหนี้มาบริหารปีนี้คึกคัก ต่างประเทศโดดเข้ามาแข่ง หลังแบงก์ตัดขายหนี้เสียเร็วและมากกว่าทุกปี ครึ่งปีแรก 7-8 แบงก์ตัดขายเอ็นพีแอลไปแล้ว 100 กอง คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาท จากเดิมทั้งปีคาดว่าแบงก์จะตัดขาย 6-7 หมื่นล้านบาท
นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส. (SAM) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่เห็นการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ในการตัดขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล โดยมีลักษณะการขายหนี้ที่มากขึ้น และทำเร็วขึ้น จากปกติทุกปีที่จะเห็นการขายหนี้ออกมามากในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่ในปีนี้ธนาคารพาณิชย์ตัดขายหนี้ออกมามากตั้งแต่ต้นปี หรือในช่วงไตรมาส 1
โดยจากต้นปีเป็นต้นมา ธนาคารพาณิชย์ 7-8 แห่งได้เชิญทางบริษัทเข้าไปร่วมประมูลเพื่อซื้อหนี้รวมแล้วประมาณ 100 กอง คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จากเดิมทีคาดว่าทั้งปีนี้แบงก์จะตัดขายหนี้ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ทำให้ปีนี้การขายหนี้น่าจะสูงกว่าที่ประเมินไว้
ธนาคารเหล่านี้จะตัดแบ่งขายเป็นกองๆ ตามลักษณะสินทรัพย์ และตามพื้นที่ เช่นกองที่เป็นสินทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว ที่ดิน โรงงาน แบ่งตามเขตกรุงเทพและปริมณฑล หรือในต่างจังหวัดเป็นต้น แต่บางธนาคารก็อาจจะแบ่งขายตามประเภทของลูกหนี้ เช่นลูกหนี้เอสเอ็มอี ลูกหนี้ที่เป็นสินเชื่อบ้าน หรือลูกหนี้คอร์ปอเรท เป็นต้น
“ปีนี้การขายหนี้ออกมาเร็วกว่าทุกปี มองว่าเป็นเพราะแบงก์ต้องการบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลในเชิงรุก ถ้าเก็บไว้นอกจากจะต้องมีการตั้งสำรองแล้ว ยังต้องมีทีมงานในการบริหาร การตัดขายอาจจะคุ้มค่ากว่า เพราะไม่ต้องตั้งสำรองไม่เสียกำลังคนมาทำเรื่องนี้”
เขากล่าวต่อว่า การที่แบงก์ขายหนี้เสียออกมาเร็ว และขายจำนวนมากนั้น ทำให้ในปีนี้ตลาดการรับซื้อหนี้มาบริหารค่อนข้างแอคทีฟมีการแข่งขันมากพอสมควร เพราะนอกจากบริษัทแล้วก็มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีหลายราย รวมถึงมีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาด้วย
สำหรับการเลือกกองหนี้ของบริษัทนั้น จะเลือกจากความถนัดและความเชี่ยวชาญของบริษัทเป็นหลัก โดยเลือกซื้อหนี้เฉพาะที่มีหลักประกันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเอสเอ็มอี และคอร์ปอเรท รวมถึงพิจารณาดูสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ประเภทด้วย เพื่อให้พอร์ตหนี้มีบาลานซ์ที่เหมาะสม เลือกเข้าเฉพาะกองที่เหมาะสมกับนโยบายของบริษัท
“ส่วนใหญ่พอร์ตหลักๆ ของSAMหรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นหนี้ในกลุ่มคอร์ปอเรท และเอสเอ็มอี ที่เหลือถึงเป็นสินเชื่อบ้าน ซึ่งหลักทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นโรงงาน และที่ดิน แต่เอสเอ็มอีอาจจะมีบ้านที่ใช้เป็นสถานประกอบการด้วย ซึ่งปีนี้ก็ได้ซื้อหนี้ได้ตามแผนที่วางไว้”
ในส่วนการขายหลักทรัพย์ออกนั้น สภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ก็ยังทำให้ภาพไม่ค่อยชัดเจนเท่าใด เพราะแม้ว่าการตัดสินใจซื้อทรัพย์ของผู้ที่สนใจจะใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น แต่ก็ยังขายได้ในระดับที่ดี เพราะอยู่ที่ว่าเราหาผู้สนใจได้ตรงกับทรัพย์ที่มีอยู่หรือไม่ เหมือนกับจับคู่ความต้องการให้ตรงกัน ซึ่งทรัพย์ที่เป็นทรัพย์ใหญ่ เราก็จะพิจารณาดูว่ากลุ่มไหนที่มีความต้องการใช้ทรัพย์นั้น หรือจะเป็นประโยชน์ กับกลุ่มไหน ก็ส่งข้อมูลไปถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นให้ได้
ส่วนทรัพย์ที่เป็นรายย่อย หรือบ้านนั้น เรามองว่าคนที่ต้องการซื้อจริง ๆ จะเป็นคนในพื้นที่ หรือไม่ได้ห่างไกลกับทรัพย์ เราก็พยายามทำการตลาดให้คนในพื้นที่ทราบว่าทรัพย์นี้จะขายออก ทั้งการจัดกิจกรรม อีเว้นท์ การติดป้ายประกาศในพื้นที่ เป็นต้น โดยเฉพาะบ้านมือสอง คนที่อยู่แถวนั้นก็มักจะซื้อไว้
อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีบ้างสำหรับทรัพย์ที่ขายยากมากๆ บางทรัพย์เป็น10ปี จากเฉลี่ยที่การขายทรัพย์ทั่วไปใช้เวลาประมาณ2ปี ซึ่งบางทรัพย์อาจจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต้องอาศัยเวลาให้พื้นที่นั้นมีความเจริญก่อน เช่นกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายอีอีซี (EEC) ก็ทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่ในบริเวณนั้นขายออกได้ จากที่ขายไม่ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“เราเปิดประมูลขายทรัพย์ทุกเดือนแต่ทรัพย์ใหญ่ก็ไม่ได้เปิดประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่เน้นในพื้นที่ การขายไม่ได้ยากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะการขายทรัพย์ยากทุกปี แต่ปีนี้การตัดสินใจอาจจะยากขึ้น เพราะเขาต้องดูความคุ้มค่า และดูว่าจะนำไปใช้อะไร เพราะมีเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีผลพอสมควร หากไม่ได้นำไปทำอะไร ก็ต้องโดนเรียกเก็บภาษี”
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสุญ แบงก์ 'ตัดขายหนี้' ครึ่งปี 6 หมื่นล้าน
บริหารสินทรัพย์สุขุมวิทหรือ SAM เผยตลาดรับซื้อหนี้มาบริหารปีนี้คึกคัก ต่างประเทศโดดเข้ามาแข่ง หลังแบงก์ตัดขายหนี้เสียเร็วและมากกว่าทุกปี ครึ่งปีแรก 7-8 แบงก์ตัดขายเอ็นพีแอลไปแล้ว 100 กอง คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาท จากเดิมทั้งปีคาดว่าแบงก์จะตัดขาย 6-7 หมื่นล้านบาท
นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส. (SAM) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่เห็นการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ในการตัดขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล โดยมีลักษณะการขายหนี้ที่มากขึ้น และทำเร็วขึ้น จากปกติทุกปีที่จะเห็นการขายหนี้ออกมามากในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่ในปีนี้ธนาคารพาณิชย์ตัดขายหนี้ออกมามากตั้งแต่ต้นปี หรือในช่วงไตรมาส 1
โดยจากต้นปีเป็นต้นมา ธนาคารพาณิชย์ 7-8 แห่งได้เชิญทางบริษัทเข้าไปร่วมประมูลเพื่อซื้อหนี้รวมแล้วประมาณ 100 กอง คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จากเดิมทีคาดว่าทั้งปีนี้แบงก์จะตัดขายหนี้ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ทำให้ปีนี้การขายหนี้น่าจะสูงกว่าที่ประเมินไว้
ธนาคารเหล่านี้จะตัดแบ่งขายเป็นกองๆ ตามลักษณะสินทรัพย์ และตามพื้นที่ เช่นกองที่เป็นสินทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว ที่ดิน โรงงาน แบ่งตามเขตกรุงเทพและปริมณฑล หรือในต่างจังหวัดเป็นต้น แต่บางธนาคารก็อาจจะแบ่งขายตามประเภทของลูกหนี้ เช่นลูกหนี้เอสเอ็มอี ลูกหนี้ที่เป็นสินเชื่อบ้าน หรือลูกหนี้คอร์ปอเรท เป็นต้น
“ปีนี้การขายหนี้ออกมาเร็วกว่าทุกปี มองว่าเป็นเพราะแบงก์ต้องการบริหารหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลในเชิงรุก ถ้าเก็บไว้นอกจากจะต้องมีการตั้งสำรองแล้ว ยังต้องมีทีมงานในการบริหาร การตัดขายอาจจะคุ้มค่ากว่า เพราะไม่ต้องตั้งสำรองไม่เสียกำลังคนมาทำเรื่องนี้”
เขากล่าวต่อว่า การที่แบงก์ขายหนี้เสียออกมาเร็ว และขายจำนวนมากนั้น ทำให้ในปีนี้ตลาดการรับซื้อหนี้มาบริหารค่อนข้างแอคทีฟมีการแข่งขันมากพอสมควร เพราะนอกจากบริษัทแล้วก็มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีหลายราย รวมถึงมีผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาด้วย
สำหรับการเลือกกองหนี้ของบริษัทนั้น จะเลือกจากความถนัดและความเชี่ยวชาญของบริษัทเป็นหลัก โดยเลือกซื้อหนี้เฉพาะที่มีหลักประกันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเอสเอ็มอี และคอร์ปอเรท รวมถึงพิจารณาดูสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ประเภทด้วย เพื่อให้พอร์ตหนี้มีบาลานซ์ที่เหมาะสม เลือกเข้าเฉพาะกองที่เหมาะสมกับนโยบายของบริษัท
“ส่วนใหญ่พอร์ตหลักๆ ของSAMหรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นหนี้ในกลุ่มคอร์ปอเรท และเอสเอ็มอี ที่เหลือถึงเป็นสินเชื่อบ้าน ซึ่งหลักทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นโรงงาน และที่ดิน แต่เอสเอ็มอีอาจจะมีบ้านที่ใช้เป็นสถานประกอบการด้วย ซึ่งปีนี้ก็ได้ซื้อหนี้ได้ตามแผนที่วางไว้”
ในส่วนการขายหลักทรัพย์ออกนั้น สภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ก็ยังทำให้ภาพไม่ค่อยชัดเจนเท่าใด เพราะแม้ว่าการตัดสินใจซื้อทรัพย์ของผู้ที่สนใจจะใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น แต่ก็ยังขายได้ในระดับที่ดี เพราะอยู่ที่ว่าเราหาผู้สนใจได้ตรงกับทรัพย์ที่มีอยู่หรือไม่ เหมือนกับจับคู่ความต้องการให้ตรงกัน ซึ่งทรัพย์ที่เป็นทรัพย์ใหญ่ เราก็จะพิจารณาดูว่ากลุ่มไหนที่มีความต้องการใช้ทรัพย์นั้น หรือจะเป็นประโยชน์ กับกลุ่มไหน ก็ส่งข้อมูลไปถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นให้ได้
ส่วนทรัพย์ที่เป็นรายย่อย หรือบ้านนั้น เรามองว่าคนที่ต้องการซื้อจริง ๆ จะเป็นคนในพื้นที่ หรือไม่ได้ห่างไกลกับทรัพย์ เราก็พยายามทำการตลาดให้คนในพื้นที่ทราบว่าทรัพย์นี้จะขายออก ทั้งการจัดกิจกรรม อีเว้นท์ การติดป้ายประกาศในพื้นที่ เป็นต้น โดยเฉพาะบ้านมือสอง คนที่อยู่แถวนั้นก็มักจะซื้อไว้
อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีบ้างสำหรับทรัพย์ที่ขายยากมากๆ บางทรัพย์เป็น10ปี จากเฉลี่ยที่การขายทรัพย์ทั่วไปใช้เวลาประมาณ2ปี ซึ่งบางทรัพย์อาจจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต้องอาศัยเวลาให้พื้นที่นั้นมีความเจริญก่อน เช่นกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายอีอีซี (EEC) ก็ทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่ในบริเวณนั้นขายออกได้ จากที่ขายไม่ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“เราเปิดประมูลขายทรัพย์ทุกเดือนแต่ทรัพย์ใหญ่ก็ไม่ได้เปิดประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่เน้นในพื้นที่ การขายไม่ได้ยากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะการขายทรัพย์ยากทุกปี แต่ปีนี้การตัดสินใจอาจจะยากขึ้น เพราะเขาต้องดูความคุ้มค่า และดูว่าจะนำไปใช้อะไร เพราะมีเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีผลพอสมควร หากไม่ได้นำไปทำอะไร ก็ต้องโดนเรียกเก็บภาษี”