ดองไอเฟคจนกลายเป็นไอเฟอะ
ขอย้อนกลับมาดูเรื่องเก่าแก่ที่เกมยังไม่โอเวอร์ ผู้ลงทุน 2.8 หมื่นรายยังได้รับความเสียหายจาก การพักซื้อขาย 6 เดือนมาแล้ว และราคาหุ้นที่พุ่งปรู๊ดไปถึง 17 บาท ต่ำเตี้ยลงมาที่ราคาสุดท้ายก่อนเครื่องหมาย SP คือ 3.10 บาทสักหน่อย
นั่นก็คือหุ้น IFEC!
ซึ่งป่านนี้แล้วงบการเงินปี 2559 รวมทั้งงบ Q1 ปี 60 ก็ยังนำส่งตลาดฯไม่ได้ ตั๋วบีอี-หุ้นกู้ทุกใบไม่สามารถชำระได้เมื่อครบกำหนด
ผู้บริหารเอาหุ้น ICAP เจ้าของโรงแรมดาราเทวีมูลค่า 3-4 พันล้านบาทไปตึ๊งในราคา 100 ล้านบาทเอง และปล่อยให้ผิดนัดชำระ และผู้บริหารก็ไร้ยางอาย
ไม่เคยเห็นหุ้นอะไรเลอะเทอะเช่นนี้ จากไอเฟคจะเรียกว่าไอเฟอะก็คงไม่ผิดไปจากความจริงนัก
ปมปัญหาก็คือ ผู้ถือหุ้นข้างน้อย ไม่ยอมปล่อยอำนาจให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ อันเป็นกฏกติกาสากลและประเพณีจารีตอันดีงามในตลาดทุน
กลับใช้วิธีการอันผิดกฏหมายและผิดกฏข้อบังคับบริษัทที่ตนเป็นผู้ลงนามเอง ลายเซ็นชื่อ นพ.วิชัยปรากฏหรา แต่ทั้งที่รู้ทั้งรู้ก็ยังใช้วิธีโหวตเลือกบอร์ดแบบสะสม (Cumulative Voting)แทนการนับแบบวันแชร์ วันโหวตในรายชื่อเสนอบอร์ดแต่ละราย
ต้องใช้การประชุมผู้ถือหุ้นถึง 3 ครั้ง ประธานบอร์ดก็ใช้เล่ห์เพทุบายโหวตแบบสะสมอยู่นั้นแหละ สิ่งประหลาดจึงได้เกิดขึ้นในบริษัทนี้ คือผู้ถือหุ้นข้างน้อย กลับใช้อำนาจประธานบอร์ดที่ไม่ชอบธรรม ผลักดันให้พวกตัวเองมีที่นั่งมากกว่าผู้ถือหุ้นข้างมาก
ขอโทษนะครับ ตัวแทนก.ล.ต.ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ไม่โต้แย้งอะไร โดยออกตัวว่าอำนาจการตัดสินเป็นของกระทรวงพาณิชย์
นสพ.ข่าวหุ้นธุรกิจ ก็พยาย้าม-พยายามให้ก.ล.ต.หรือตลาดฯเข้าไปขอหารือกับกระทรวงพาณิชย์โดยการพัฒนาธุรกิจ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ทัดเทียมกัน เพื่อจะได้ขมวดปมเรื่องและตัดสินปัญหาให้มันกระชับและรวดเร็วหน่อย เนื่องจากความเสียหายมันเกิดขึ้นทุกวัน
แต่ก็ต้องขอโทษอีกแหละว่า ไม่เห็นความพยายาม และก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเหตุผลออะไร
ในที่สุด กรมพัฒนาธุรกิจก็ตัดสินว่าการโหวดเลือกบอร์ดนั้นไม่ชอบด้วยกฏหมายและไม่ชอบด้วยข้อบังคับบริษัท เป็นอันโมฆะ กรมพัฒนาธุรกิจไม่รับจดทะเบียน
แล้วไม่ต้องปล่อยให้เรื่องราวยืดเยื้อเป็น 5-6 เดือนช่วงรอการตัดสินด้วยเล่า
ผมไปเปิดดูในโครงสร้างคณะกรรมการก.ล.ต.แล้วก็น่าตกใจนะครับ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์นั่งบอร์ดโดยตำแหน่งด้วยแหละ ดังเช่น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดพาณิชย์ปัจจุบัน รับผลตอบแทนเดือนละ 160,000 บาท
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดพาณิชย์ เข้าใจว่าเป็นบอร์ดมาแต่ตอนอยู่ในราชการ แม้เดี๋ยวนี้ย้ายไปรับตำแหน่งรมช.เกษตรฯแล้ว แต่ก็ยังนั่งบอร์ดก.ล.ต.อยู่รับผลตอบแทนเดือนละ 540,000 บาท
อัตรค่าประชุมของบอร์ดก.ล.ต.และอนุชุดต่างๆ ค่อนข้างสูงในระดับครั้งละ 25,00-28,000 บาท
ฉะนั้นการจะบอกว่า การวินิจฉัยการรับจดทะเบียนกรรมการบริษัทเป็นอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ก.ล.ต.มันก็ถูกอยู่หรอก แต่ถูกแค่ครึ่งเดียว
ส่วนอีกครึ่งนั้นคือ ปลดกระทรวงอันเป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์เขาก็นั่งเป็นบอร์ดก.ล.ต.อยู่ด้วย รับค่าเบี้ยประชุมก็สูงเอาการอยู่
ทำไมไม่ใช้อำนาจก.ล.ต.สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปเร่งรัดจัดการพฤติกรรมผิดกฏหมายผิดข้อบังคับของบริษัทจดทะเบียนเสีย
ทำไมเอาแต่อ้างเรื่องไอเฟคเป็นปัญหาภายในที่ผู้บริหารบริษัททะเลาะกัน อำนาจจัดการเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ก.ล.ต.และนั่งรอกระทรวงพาณิชย์กันไป 5-6 เดือน
ทั้งที่ตัวแทนพาณิชย์ก็นั่งหัวโด่เป็นกรรมการก.ล.ต. กินค่าเบี้ยประชุมแพงเสียด้วย ครั้งละ 2.5-2.8 หมื่นบาท
IFEC ก.ล.ต., พาณิชย์ และผู้บริหารบริษัทที่ไร้ยางอาย ทำให้เสียหายยับเยิน โดย ชาญชัย สงวนวงศ์
ขอย้อนกลับมาดูเรื่องเก่าแก่ที่เกมยังไม่โอเวอร์ ผู้ลงทุน 2.8 หมื่นรายยังได้รับความเสียหายจาก การพักซื้อขาย 6 เดือนมาแล้ว และราคาหุ้นที่พุ่งปรู๊ดไปถึง 17 บาท ต่ำเตี้ยลงมาที่ราคาสุดท้ายก่อนเครื่องหมาย SP คือ 3.10 บาทสักหน่อย
นั่นก็คือหุ้น IFEC!
ซึ่งป่านนี้แล้วงบการเงินปี 2559 รวมทั้งงบ Q1 ปี 60 ก็ยังนำส่งตลาดฯไม่ได้ ตั๋วบีอี-หุ้นกู้ทุกใบไม่สามารถชำระได้เมื่อครบกำหนด
ผู้บริหารเอาหุ้น ICAP เจ้าของโรงแรมดาราเทวีมูลค่า 3-4 พันล้านบาทไปตึ๊งในราคา 100 ล้านบาทเอง และปล่อยให้ผิดนัดชำระ และผู้บริหารก็ไร้ยางอาย
ไม่เคยเห็นหุ้นอะไรเลอะเทอะเช่นนี้ จากไอเฟคจะเรียกว่าไอเฟอะก็คงไม่ผิดไปจากความจริงนัก
ปมปัญหาก็คือ ผู้ถือหุ้นข้างน้อย ไม่ยอมปล่อยอำนาจให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ อันเป็นกฏกติกาสากลและประเพณีจารีตอันดีงามในตลาดทุน
กลับใช้วิธีการอันผิดกฏหมายและผิดกฏข้อบังคับบริษัทที่ตนเป็นผู้ลงนามเอง ลายเซ็นชื่อ นพ.วิชัยปรากฏหรา แต่ทั้งที่รู้ทั้งรู้ก็ยังใช้วิธีโหวตเลือกบอร์ดแบบสะสม (Cumulative Voting)แทนการนับแบบวันแชร์ วันโหวตในรายชื่อเสนอบอร์ดแต่ละราย
ต้องใช้การประชุมผู้ถือหุ้นถึง 3 ครั้ง ประธานบอร์ดก็ใช้เล่ห์เพทุบายโหวตแบบสะสมอยู่นั้นแหละ สิ่งประหลาดจึงได้เกิดขึ้นในบริษัทนี้ คือผู้ถือหุ้นข้างน้อย กลับใช้อำนาจประธานบอร์ดที่ไม่ชอบธรรม ผลักดันให้พวกตัวเองมีที่นั่งมากกว่าผู้ถือหุ้นข้างมาก
ขอโทษนะครับ ตัวแทนก.ล.ต.ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ไม่โต้แย้งอะไร โดยออกตัวว่าอำนาจการตัดสินเป็นของกระทรวงพาณิชย์
นสพ.ข่าวหุ้นธุรกิจ ก็พยาย้าม-พยายามให้ก.ล.ต.หรือตลาดฯเข้าไปขอหารือกับกระทรวงพาณิชย์โดยการพัฒนาธุรกิจ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ทัดเทียมกัน เพื่อจะได้ขมวดปมเรื่องและตัดสินปัญหาให้มันกระชับและรวดเร็วหน่อย เนื่องจากความเสียหายมันเกิดขึ้นทุกวัน
แต่ก็ต้องขอโทษอีกแหละว่า ไม่เห็นความพยายาม และก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเหตุผลออะไร
ในที่สุด กรมพัฒนาธุรกิจก็ตัดสินว่าการโหวดเลือกบอร์ดนั้นไม่ชอบด้วยกฏหมายและไม่ชอบด้วยข้อบังคับบริษัท เป็นอันโมฆะ กรมพัฒนาธุรกิจไม่รับจดทะเบียน
แล้วไม่ต้องปล่อยให้เรื่องราวยืดเยื้อเป็น 5-6 เดือนช่วงรอการตัดสินด้วยเล่า
ผมไปเปิดดูในโครงสร้างคณะกรรมการก.ล.ต.แล้วก็น่าตกใจนะครับ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์นั่งบอร์ดโดยตำแหน่งด้วยแหละ ดังเช่น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดพาณิชย์ปัจจุบัน รับผลตอบแทนเดือนละ 160,000 บาท
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดพาณิชย์ เข้าใจว่าเป็นบอร์ดมาแต่ตอนอยู่ในราชการ แม้เดี๋ยวนี้ย้ายไปรับตำแหน่งรมช.เกษตรฯแล้ว แต่ก็ยังนั่งบอร์ดก.ล.ต.อยู่รับผลตอบแทนเดือนละ 540,000 บาท
อัตรค่าประชุมของบอร์ดก.ล.ต.และอนุชุดต่างๆ ค่อนข้างสูงในระดับครั้งละ 25,00-28,000 บาท
ฉะนั้นการจะบอกว่า การวินิจฉัยการรับจดทะเบียนกรรมการบริษัทเป็นอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ก.ล.ต.มันก็ถูกอยู่หรอก แต่ถูกแค่ครึ่งเดียว
ส่วนอีกครึ่งนั้นคือ ปลดกระทรวงอันเป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์เขาก็นั่งเป็นบอร์ดก.ล.ต.อยู่ด้วย รับค่าเบี้ยประชุมก็สูงเอาการอยู่
ทำไมไม่ใช้อำนาจก.ล.ต.สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปเร่งรัดจัดการพฤติกรรมผิดกฏหมายผิดข้อบังคับของบริษัทจดทะเบียนเสีย
ทำไมเอาแต่อ้างเรื่องไอเฟคเป็นปัญหาภายในที่ผู้บริหารบริษัททะเลาะกัน อำนาจจัดการเป็นของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ก.ล.ต.และนั่งรอกระทรวงพาณิชย์กันไป 5-6 เดือน
ทั้งที่ตัวแทนพาณิชย์ก็นั่งหัวโด่เป็นกรรมการก.ล.ต. กินค่าเบี้ยประชุมแพงเสียด้วย ครั้งละ 2.5-2.8 หมื่นบาท