JJNY : เสดดะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ส.ค.คุมเข้มรูดปรื๊ด-พีโลน หั่นวงเงินสกัดก่อหนี้ท่วม

กระทู้คำถาม
ธปท.คลอดเกณฑ์ใหม่คุมเข้ม "บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล" ดีเดย์ 1 สิงหาคมนี้ ลดวงเงินไม่ให้ก่อหนี้เกินตัว เงินเดือนต่ำกว่า 3 หมื่นบาท วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าต่อสถาบันการเงิน รายได้ 3-5 หมื่นไม่เกิน 3 เท่า ปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 18% เผยแบงก์-น็อนแบงก์ญี่ปุ่นเจ้าตลาดรับผลกระทบเต็ม ๆ ชี้ลูกค้าเก่าไม่กระทบ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในระดับสูง 79.9% ของจีดีพี ทั้งพบว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีงานทำ มีการก่อหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลในระดับที่สูง ดังนั้นเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และที่จะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ทาง ธปท.จึงมีนโยบายในการปรับปรุงเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ประกอบการหลายครั้ง

ดีเดย์เกณฑ์ใหม่ 1 ส.ค.นี้

แหล่งข่าวจากแวดวงอุตสาหกรรมการเงิน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประชุมร่วมกับกลุ่มสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อสรุปถึงแนวทางการปรับปรุงเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว โดยคาดว่าจะประกาศบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคมนี้ จะเป็นการจำกัดวงการการก่อหนี้ตามฐานรายได้

สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิต ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน จะจำกัดวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าต่อสถาบันการเงิน จากเดิมให้ไม่เกิน 5 เท่า สำหรับผู้ที่มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท จำกัดวงเงินไม่เกิน 3 เท่า โดยไม่มีการจำกัดจำนวนสถาบันการเงิน และผู้ที่มีรายได้เกิน 5 หมื่นบาทให้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าตามเกณฑ์เดิม

ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด สินเชื่อผ่อนชำระ 0% ผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทจะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1.5 เท่า แต่มีการจำกัดไม่เกิน 3 บัตร (สถาบันการเงิน) หมายความว่าเพดานรวมไม่เกิน 4.5 เท่าของรายได้ พร้อมกันนี้ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยค้างจ่ายของบัตรเครดิตจากเดิมอยู่ที่ 20% ต่อปีลงมาอยู่ที่ 18% ส่วนอัตราดอกเบี้ยค้างจ่ายของสินเชื่อบุคคลและบัตรกดเงินสดยังอยู่ที่ 28% เท่าเดิม

แบงก์-น็อนแบงก์ญี่ปุ่นอ่วม

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการหารือผู้ประกอบการค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ถือเป็นเครื่องมือเพื่อทำการตลาดกระตุ้นการขายของกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีก และการจำกัดวงเงินสินเชื่อบุคคล อาจทำให้ประชาชนหันไปใช้บริการนาโนไฟแนนซ์ และฟิโกไฟแนนซ์ ซึ่งมีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่ 36%

นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วนธนาคารออมสิน ก็มีการปล่อยสินเชื่อบุคคล แต่ไม่ถูกเข้ามาอยู่ในการควบคุมครั้งนี้ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า จากเกณฑ์กำกับใหม่ คาดว่ากลุ่มสถาบันการเงินญี่ปุ่นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะทั้งแบงก์และน็อนแบงก์ของญี่ปุ่นถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดดังกล่าว เช่นธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่ม MUFG ซึ่งฐานจำนวนบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลทั้งหมด 7 ล้านใบหรือบริษัทอิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) ที่มีจำนวนฐานลูกค้าบัตรกว่า 7.5 ล้านใบ รวมทั้งอีซี่บาย

ทั้งนี้จากข้อมูลเครดิตบูโรพบว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2560 จำนวนบัญชีบัตรเครดิตอยู่ที่ 18.47 ล้านบัญชี วงเงินสินเชื่ออยู่ที่ 3.83 แสนล้านบาท สำหรับสินเชื่อบุคคล จำนวน 15.4 ล้านบัญชี วงเงินสินเชื่อ 1.91 ล้านล้านบาท

ลูกค้าเก่าไม่กระทบ

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการน็อนแบงก์รายหนึ่งกล่าวว่า เกณฑ์ที่ ธปท.จะออกมามีเจตนาลดหนี้เสียของระบบ ซึ่งต้องให้ลองก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งผู้ประกอบการบัตรก็ต้องทำตามกฎของแบงก์ชาติ ซึ่งเกณฑ์ที่ออกมานี้จะใช้กับลูกค้าสมัครใหม่เท่านั้น จึงไม่น่าจะกระทบธุรกิจมากนัก แต่หากใช้เกณฑ์นี้กับลูกค้าเก่าด้วยก็จะมีผลกระทบกับธุรกิจมาก ส่วนกรณีลูกค้าเก่าที่บัตรหมดอายุก็ถือว่าเป็นลูกค้าเก่าแค่เปลี่ยนบัตรเท่านั้น

นางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์การควบคุมบัตรเครดิตของ ธปท. ต้องรอประกาศชัดเจน จึงจะสามารถคาดการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันหลายธนาคารมีการดูแลความเสี่ยงผ่านการคุมวงเงินบัตรเครดิตต่อบุคคลอยู่แล้ว โดยของกสิกรไทยมีการดูแลความเสี่ยงโดยจำกัดวงเงินรวมไว้ ซึ่งวงเงินก็คำนวณจากความสามารถในการชำระหนี้ก็ต้องดูที่รายได้ของแต่ละคน

นาโนฯรอรับส้มหล่น

ขณะที่นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) ผู้ให้บริการนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ กล่าวว่า หาก ธปท.ออกเกณฑ์คุมเข้มสินเชื่อบัตรเครดิต จะส่งผลดีกับบริษัท เพราะกลุ่มลูกค้าดังกล่าวจะไหลเข้ามาใช้บริการขอสินเชื่อกับบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีโปรดักต์สินเชื่อรายย่อยไว้ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว อีกทั้งบริษัทพร้อมปล่อยกู้เต็มที่ เพราะกลุ่มนี้มีรายได้เป็นหลักเป็นแหล่ง มีรายได้ประจำที่แน่นอน

นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เห็นผลกระทบในทุกมิติ โดยน่าจะมีความชัดเจนในเดือน ก.ค. 2560 นี้

ทั้งนี้ ธปท.มุ่งเน้นดูแลเรื่องกระบวนการสร้างหนี้ และการดูแลกลุ่มที่มีความเสี่ยงไม่ให้สร้างหนี้เกินตัว โดยเฉพาะหนี้ส่วนที่ไม่มีหลักประกัน ต้องดูอย่างละเอียดว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง เกณฑ์ที่จะออกมาเพิ่มเติมจะไม่ใช่ลักษณะเกณฑ์ใหญ่ครอบคลุมทั้งหมด แต่จะออกมาเป็นแพ็กเกจ ซึ่งเกณฑ์ที่ออกมาก็เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือน จึงน่าจะเป็นการควบคุมวงเงิน เพราะการคุมจำนวนใบไม่น่าจะได้ผลอะไร ต้องดูว่าจะให้เขามีภาระหนี้ที่เหมาะสมอย่างไรอยู่ระหว่างกระบวนการ

"หลังจากรับฟังความคิดเห็นจะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อทำข้อสรุป ดูความพร้อมของผู้ประกอบการและหลาย ๆ ฝ่ายจึงออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา" นางฤชุกรกล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่