มาแชร์เรื่องราวในอดีตให้ฟังครับ สายเปย์ควรอ่านนะ

ผมเป็นคนที่ต้นทุนชีวิตต่ำครับ (ต่ำมาก) เป็นพี่คนโตในบ้านที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่แบบน้องชายแท้ๆของผม ตั้งแต่เล็กจนโตขึ้นมา ที่บ้านจะเอาใจใส่ในน้องชายผมเสียมากกว่าจนบางทีผมคิดว่าเขาคงคิดว่าผมไม่ใช่ลูก แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือผมเชื่อว่าหลายคนนี้แหละ คงจะเป็นแบบผมมาในวัยเด็กจนถึงวันทำงาน (ปัจจุบันผมอายุเลข 3 แล้ว) แบล็คกราวของผมก็คือ ผมทำงาน เก็บเงิน อยากได้อะไรก็ซื้อ และ อยากไปไหนก็ไป โดยที่เอาจริงๆ ผมไม่ได้ซัพพอร์ตอะไรทางบ้านมากนัก แม้ว่าจะมีปัญหาเล็กๆภายในบ้านตามมาก็เป็นปกติ ที่คิดยังงี้เพราะผมมีปมในใจว่า สมัยเด็กอยากได้อะไรไม่เคยได้เพราะให้น้องหมด เป็นต้นโตมาเลยมีปัญหาแบบนี้ (ซึ่งมันไม่ดี และ เลิกแล้วปัจจุบันนี้)

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อประมาณสัก 2 ปีก่อนผมไปรู้จักกับเพื่อนของเพื่อนผมคนนึงครับ มีอาชีพเป็น PG แบรนของเครื่องสำอางแบรนค่อนข้างดังตามห้างตอนแรกที่ได้รู้จักก็แอบชอบๆเพราะสเป็คเขาเป็นแบบที่คิดเอาไว้ตัวเล็กรูปร่างดี ไม่มีหน้าอก และ อายุห่างกันไม่มากเท่าไร เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานห่างไกลจากบ้านเกิดมาก ในตอนที่รู้จักตอนแรกเพิ่งจะทราบว่าเขาเพิ่งจะเลิกลา หรือ ห่างกันสักพักกับแฟนเขานี้แหละ ผมก็เข้าไปพูดคุยบาง และ ทักทายบางตามประสาคนโสดคนนึ่ง จนทราบว่าย้ายออกมาไม่ได้อยู่กับแฟนเก่าเขาแล้วและไปอยู่กับเพื่อนแทน ความยิ้มและความเห็นใจก็เข้ามาถามว่า อยู่กับเพื่อนแล้วอึดอัดหรือเปล่า เขาก็อยากอยู่ส่วนตัว ผมเลยออกความคิดว่า เอางี้เดียวจะออกค่าเช่าห้องใหม่ให้ ให้ไปหาห้องที่อยากอยู่มา ซึ่งค่าเช่าห้องก็ไม่ได้แพงมาก เดือนละ 5500 อยู่ระแวกๆ กับที่ทำงาน และมีตลาดไว้ซื้อของกินกับร้านข้าวเยอะ ผมเห็นว่ามันก็สมควรกับราคา เพราะเขาอยู่คนเดียว เลยโอนเงินไปให้ทั้งหมด 8000 กว่าบาท รวมค่ามัดจำ และ ค่าล่วงหน้า 1 เดือน ตอนนั้นผมคิดว่าถ้ามีโอกาศได้ไปเที่ยวแถวนั้นคงได้เจอกัน หรือ คงได้นัดทานข้าวกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ตกลงลองคบหากันดู ซึ่งตอนแรกผมก็มีธุระที่จะต้องลงไปทำงานแถวนั้นอยู่ประมาณ 2 - 3 วัน ถึงได้นัดเจอกัน ก่อนที่จะเข้าไปพักอาศัยในห้องที่เช่าอยู่นั้นแหละครับ เขาก็เล่าให้ฟังว่า ลำบากเพราะยอดขายก็ตกเงินเดือนที่ไม่รวมค่าคอมก็อยู่แค่หมื่นเศษๆ เลยจะของไปจำนำ ผมก็ถามมีอะไรบาง คำตอบก็คือมีทองอยู่ 2 เส้นที่เอาไปจำนำ และ ก็มีค่างวดรถที่จะต้องจ่าย ได้ความตามนั้นก็ไปเอาทองที่จำนำออกให้ 2 เส้น เพราะมันจะหลุดแล้ว ปล่อยหลุดไปก็เสียดาย เพราะผมก็ชอบลายของเส้นนั้นด้วย ค่างวดรถก็จ่ายให้เรียบร้อยรถยนตร์นะครับ 7000 กว่าบาท (มือสอง)

หลังจากนั้นก็จิปาถะ เช่น พาเพื่อนเขาไปเที่ยวบาง ไปกินข้าวมื้อนึ่งก็ 200 - 500 บาทแล้วแต่อารมณ์เขา ทั้งหมดที่ผมทำลงไปนี้ ถ้าเรียกว่าโง่คงไม่ใช่เพราะผมไม่ได้คิดว่าผมทุมเทให้เขาเห็น เพราะผมก็อยากคบกับเขาจริงๆมากกว่าที่จะเอาเงินไปฟาดหัวใคร ประมาณนั้นนะครับ เอาง่ายๆว่า เรื่องเซ็กส์ หรือ เรื่องอะไรก็ตามมันก็มีบาง แต่ถ้าเป็นเรื่องใจผมก็เต็มร้อยครับ เหมือนที่ทุมเทลงไป ผลปรากฏว่า คุณเชื่อมั้ยว่าผ่านไปแค่ 3 เดือนเศษๆ ผมหมดไปก็หลักแสนกว่าๆ แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลยเพราะเงินทองมันหาใหม่ยังไงก็หาได้มันของนอกกาย จนกระทั้งผ่านไป 3 เดือน รู้จะถ่ายคู่กันดีๆสักรูปยังไม่มี ไม่มีแม้กระทั้งจะบ่งบอกใครเลยด้วยซ้ำว่า เออนี้แฟนเรานะ แต่ตรงนี้ผมอาจจะคิดมาไป เพื่อนผมก็บอก บางคนไม่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกใคร ก็เชื่อตามนั้นแหละผมคนซื่อ (บื้อ)

ไม่นานักก็เขาเอ่ยปากชวนไปบ้านที่ต่างจังหวัด ผมก็คิดว่าเออก็ดีนะได้เจอพ่อแม่เขาบาง ซึ่งก็รวมไปถึงไปเจอลูกของเขาที่ฝากแม่เขาเลี้ยงด้วยแหละ ผมก็ไปตามนั้น เติมน้ำมัน หรือ อะไรก็ตามค่าเดินทางขับรถไป ค่าที่พัก ค่าอาหารอะไร ผมก็จ่ายๆไปไม่ได้คิดอะไรมาก แม้กระทั้งขอเงินเอาไปให้แม่ เพราะบอกว่า เขาส่งเงินให้แม่ทุกเดือน เดือนละ 6000 ผมก็เอาให้ไปแหละ เพราะคิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงเห็นแหละว่าเราดูแลลูกเขาได้ กลับมาจนถึงที่พัก ก็เหมือนเดิมชีวิตเหมือนเดิม ตื้นไปส่งทำงาน เย็นไปรับกลับ ผมก็หลังๆมาจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ด้วย โดยขับรถเข้ามาทำงานในกรุงเทพเอาแทน มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก เสื้อผ้าซักให้ ของกินไม่เคยขาดตู้เย็น กวาดห้องบาง ถูห้องบาง อะไรขาดก็ซื้อเข้าให้ครบตลอด (พ่อบ้านชัดๆ)

ประเด็นที่เลิกคือ ไม่มีความสบายใจครับ เพราะตลอดเวลาที่คบกันมา แฟนเก่าก็เข้ามาตลอดแรกๆไม่ค่อยโอเค แต่หลังๆก็ยอมรับได้เพราะเขาก็รู้แล้วว่าเออเขาคบคนใหม่ไปแล้ว แต่สาเหตุหลักๆคือ การทำตัวโสดของเขานี้แหละครับที่เริ่มรับไม่ได้หลังๆมานี้ ไม่ว่าจะไปกินอะไร หรือไปไหน เขามักจะโพสลงตามแคปชั่นเสี่ยวๆประสาคนโสดแบบเด็กสก๊อยนี้แหละ ผมก็ถามว่าทำไปแล้วสบายใจมั้ยละ ? คำตอบคือ จะเอาอะไรมากกับโลกโชเชียว ผมก็อ่อสงสัยผมคิดมากไปเพราะโลกโชเชียวจริงๆนั้นแหละ จนกระทั้งผมกลับมาทำงานที่กรุงเทพแล้วดันป่วยไม่สบายจนจะต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นเวลา 3 วันกว่าๆ เขาก็ไม่มาเยี่ยมนะ ประกอบกับพูดว่า ค่างวดรถเขามาทวงแล้วผมมีให้เขามั้ย ผมก็บอกมี เดียวโอนให้แล้วก็โอนไปให้เขาจากนั้นก็มานอนคิดโง่ๆบนเตียงว่าสรุปที่เราทำไปนี้ทั้งหมด เราได้อะไรจากเรื่องนี้ถ้าไม่นับเรื่องเซ็กส์ก็คือไม่เคยได้ใจเธอเลยดีกว่าประมาณนั้น

หลังจากนั้นผมก็ออกมารักษาตัวอยู่บ้านแต่ก็ไม่ได้ตามดู แต่ไม่ได้ลงไปที่นั้นอีกเลย จนกระทั้งไปอ่านในเฟสของเขานี้แหละว่า " กินคนเดียวตามประสาคนโสด " ประมาณนี้แต่ในภาพที่ติดมามีมือผู้ชายใส่นาฬิกาติดมานิดเดียว คาดว่าเขาคงไม่ทันเช็ค หรือ จงใจให้ผมเห็นมากกว่าเพราะคงคิดว่าเป็นเน็ตไอดอลมีคนติดตามเยอะ เลยเปิดโพสแบบสาธารณะซะเลยประมาณนั้น พอผมเห็นก็โอเคสงสัยโลกของเขาคงเป็นโลกของคนโสดจริงๆ ก็เลยขับรถจากกรุงเทพไปเก็บของกลับบ้านที่กรุงเทพ ตอนไปเจอผมก็ไม่ได้พูดอะไรนะ แต่เขาก็บอกผมคิดมากไปเองแหละ ก็ถ้าผมคิดมากไปเองกับสิ่งที่ผมทุ่มเท คุณควรจะหยุดทำ หรือ คุณจะทำมันต่อไป โดยที่ไม่ได้แคร์ความรุ้สึกคนที่ดูแลคุณอยู่ละ ?  ผมก็ตอบกลับไปแบบนี้ แม่เขาก็โทรมาทันทีว่า มันก็เป็นของมันแบบนี้ ปล่อยให้มันอยู่คนเดียวดีแล้ว อย่างเรามีโอกาศไปเจอคนที่ดีกว่ามัน ผมก็อ่อครับ แค่นั้นแล้วก็วาง (อยากจะบอกแม่เขาเหมือนกันนะ ถ้าคิดว่าเป็นแบบนี้ทำไมไม่บอกทีแรกนะ สงสัยเหมือนกัน)

จนกระทั้งผ่านมาจนถึงตอนนี้ 2 ปี กว่าๆ ผมก็ไม่ได้ข่าวอะไรจากทางนั้นอีกเลยนะ เพื่อนเขาคนนึงเคยทักมาหาผมว่า เออเนี้ยมันลาออกกลับไปอยู่บ้านมันที่ต่างจังหวัดแล้ว ผมก็อ่อครับๆ แค่นั้นไม่ได้สนใจอะไรเพราะเฟสมันก็บล็อคผมไปตั้งแต่ตอนที่เลิกลากับมันไปละ มาส่องตอนหลังก็เห็นอ้าวไม่ได้กลับนิหว่า เห็นยังวนเวียนอยู่แถวๆนั้นอยู่ แต่ยังไงก็ช่างเถอะคิดว่าทำบุญช่วยให้ชีวิตคนเขาดีขึ้นซะบางอย่าไปจองเวรแค่นั้นก็สงบใจได้แล้วสำหรับผม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่