คือปรกติเราขาย kinesiology tape (ผ้าเทปติดพยุงกล้ามเนื้อ,ข้อต่อ,และช่วยเรื่องการลดอาการปวด และไม่มีตัวยาในผ้าเทปค่ะ) ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งผลิตและนำเข้าจากเกาหลี โดยการสั่งจาก ebay.com และมีการติดต่อจากตัวแทนขายที่เกาหลีเรื่อยๆ มาตลอด 3-4 ปีแต่เนื่องจากช่วงหลังเงินช็อตไม่มีทุนทำต่อจึงทำๆ หยุดๆ และเมื่อ 7-8 เดือนก่อนประมาณ พย.2559 เคยเสนอขายให้กับ รพ.แห่งหนึ่ง ตกลงราคากันเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ขอ อย.ของไทย(มีแต่ fda ของอเมริกา) แต่เนื่องจากเสนอที่ี รพ.จะต้องมี อย.ของสินค้า จึงขายให้ไม่ได้ เลยยกเลิกไป
แต่ก็ยังต้องใช้งานอยู่โดย สั่งน้อยลงเพราะต้องใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานค่ะ (เป็นลูกน้องที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง)
จนมาวันนี้ตัดสินใจว่าจะขอเป็นตัวแทนขายสินค้า และจะขอ อย. เลยได้ไปเช็คว่ามีการขอรึยัง ปรากฏว่ามีการขอ อย.เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทแห่งหนึ่ง
เราเลยสงสัยว่า
1.เรายังจะสั่งของจากอีเบย์มาขายในราคาที่เท่ากับราคาที่ขายในเกาหลี ซึ่งเป็นราคาที่เราเคยขาย เหมือนเดิมได้มั้ยคะ และอาจจะราคาถูกกว่าของบริษัทที่เค้าขอ อย. และเป็นตัวแทนขาย เช่น เราเคยขายชิ้นละ 400 บาท แต่บางเวบขาย 500-600 บาท ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นราคาจากบริษัทรึป่าว
2.เราจะนำโค้ด อย.ของสินค้านี้ที่บริษัทนี้ที่เค้าขอ ไปใช้ จะได้มั้ยคะ
3.ถ้าไม่ได้ทั้งหมด เราต้องทำไงบ้างอ่ะคะ
ถ้านำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและขายถูกกว่าบริษัทที่เป็นตัวแทนผิดมั้ยคะ
แต่ก็ยังต้องใช้งานอยู่โดย สั่งน้อยลงเพราะต้องใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานค่ะ (เป็นลูกน้องที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง)
จนมาวันนี้ตัดสินใจว่าจะขอเป็นตัวแทนขายสินค้า และจะขอ อย. เลยได้ไปเช็คว่ามีการขอรึยัง ปรากฏว่ามีการขอ อย.เรียบร้อยแล้วโดยบริษัทแห่งหนึ่ง
เราเลยสงสัยว่า
1.เรายังจะสั่งของจากอีเบย์มาขายในราคาที่เท่ากับราคาที่ขายในเกาหลี ซึ่งเป็นราคาที่เราเคยขาย เหมือนเดิมได้มั้ยคะ และอาจจะราคาถูกกว่าของบริษัทที่เค้าขอ อย. และเป็นตัวแทนขาย เช่น เราเคยขายชิ้นละ 400 บาท แต่บางเวบขาย 500-600 บาท ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นราคาจากบริษัทรึป่าว
2.เราจะนำโค้ด อย.ของสินค้านี้ที่บริษัทนี้ที่เค้าขอ ไปใช้ จะได้มั้ยคะ
3.ถ้าไม่ได้ทั้งหมด เราต้องทำไงบ้างอ่ะคะ