โดย ต. อันดามัน
ชีวิตของผู้ที่ต้องการเป็นแพทย์ ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นอะไรความฝันจะยิ่งใหญ่เพียงไร ต้องการเรียนต่อเฉพาะทางหรือเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ สักครั้งหนึ่งในชีวิตคุณควรออกไปทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน ณ โรงพยาบาลต่างจังหวัด ยิ่งห่างไกลความเจริญมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องไปให้ถึง เพราะในบางครั้งสิ่งดีๆที่เราตามหาอยู่อาจไม่ได้อยู่ในที่ที่นั่งรถไฟฟ้าไปถึง ของมีค่าบางอย่างถึงมีเงินก็หาซื้อตามห้างพาราก้อนไม่ได้ แต่กลับได้แบบฟรีๆในที่แล้งแค้นขาดแคลน
2 ปีเต็ม ที่ผมเป็นข้าของพระราชาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์
2 ปีเต็ม ที่มาทำงานเป็นหมอชายแดนใต้ ที่ห่างไกลจากบ้านพันกว่ากิโลเมตร
2 ปีเต็ม ที่ได้เรียนรู้ทั้งวิชาการแพทย์และวิชาการชีวิต
และในที่สุดเดือนหน้าผมจะได้ไปเรียนต่อเฉพาะทางตามความฝันของผมแล้ว หน้าที่ของผมใน รพ.ชุมชนต่างจังหวัดกำลังจะสิ้นสุดลง เหมือนกันกับทุกคนเมื่อช่วงสุดท้ายของเหตุการณ์หนึ่งกำลังจะจบลง ความทรงจำต่างๆที่ได้พานพบก็โลดแล่นขึ้นมาในสมองเหมือนหนังสั้นที่ฉายผ่านเครื่อง projector ลงบนฉากผ้าผืนใหญ่ ผมจึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่ได้มาให้ทุกท่าน(โดยเฉพาะแพทย์จบใหม่)ได้อ่าน แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องราวธรรมดาๆของแพทย์คนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งดีที่มีค่า ซึ่งผมได้ประสบพบเจอมาตลอด 2 ปีที่ได้ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน ถ้ามันช่วยทำให้แพทย์จบใหม่บางคน หรือใครก็ตามที่กำลังท้อแท้ใจในชีวิต อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นมาได้ ผมก็คงมีความสุขมากทีเดียว
ของดีที่ผมกล่าวถึงไม่ใช่สิ่งของแต่อย่างใดครับ มันคือ
“แก่นความคิด”ที่ผมได้ตกผลึกมาจากประสบการณ์และความผิดพลาดในอดีต ซึ่งผมว่าหากผมคิดมันได้เองแต่แรก มันจะทำให้ชีวิตการทำงานของเราราบรื่นและมีความสุขขึ้นอย่างมาก
ผมขอสรุปแนวคิดเหล่านี้ เป็นใจความหลักๆ 3 ข้อนะครับ แค่3 ข้อเองครับ ง่ายๆอ่านแค่ 10นาทีก็จบ
เมื่อ 2 ปีก่อน ผมคือแพทย์จบใหม่จากโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกทม. ที่ยังเยาว์และเขลา แพทย์จบใหม่ทุกคนต้องถูกส่งไปปฏิบัติติหน้าที่ตามจังหวัดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่าทำงานใช้ทุนประเทศที่ได้ส่งเสียพวกเราให้เรียนจนจบ ผมเลือกไปทำงานจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งตอนแรกผมไม่ได้ตั้งเป้าไว้ แต่เนื่องจากโรงพยาบาลในจังหวัดหลักๆมีคนแย่งกันมากจนล้น ผมจึงเลือกมาใช้ทุนที่จังหวัดA (ขออนุญาตปิดบังข้อมูลนะครับ)ซึ่งยังขาดคนสมัคร ผมก็ไม่รู้จักจังหวัดนี้มาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหนของประเทศ รู้อย่างเดียวว่าอยู่ภาคใต้ ใกล้ๆกระบี่มั้ง เหตุผลที่เลือกก็เพราะไม่อยากไปแย่งกับคนอื่นๆ เพื่อนอีกสองคนที่ตามมาสมัครด้วยก็เห็นเหมือนกันว่าให้เลือกจังหวัดนี้ เพราะจะได้ไปใช้ทุนที่เดียวกัน
ผมยังจำได้ว่าผมจับฉลากไปใช้ทุนวันศุกร์และต้องไปรายตัวเลยวันจันทร์ มีเวลา 2 วันในการเก็บกระเป๋า เช้าวันเสาร์ผมจองตั๋วเครื่องบินและมาเปิดแผนที่ดู จึงรู้ว่าจังหวัดที่ว่านี้คือชายแดนใต้นะครับ ! ติดมาเลเซียเลย หัวใจแพทย์จบใหม่ที่หยิ่งผยองร่วงหล่นถึงตาตุ่ม คิดในใจจะโดนระเบิดไหม ผมจะตายไหม ลาออกทันไหมนะ
ผมรู้สึกกังวลมาก และไม่อยากไปทำงานที่นั่นเลย ผมเริ่มหาข้อมูลว่ามีทางเลือกอื่นไหมนะ มีโรงพยาบาลในกทม.ที่ไหนเค้ารับสมัครคนไหม ผมอยากจะลาออกจากข้าราชการ... ผมกลุ้มใจและเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อ พ่อผมนิ่งและฟังผมพูด ผมระบายความกลัดกลุ้มใจและหวังว่าพ่อจะเห็นใจคล้อยตามให้ผมลาออกจากข้าราชการ แต่คำตอบของพ่อผมคือ
"ห้ามลาออกนะ...” ถึงแม้พ่อผมจะไม่เคยบังคับบงการเรื่องส่วนตัว แต่กับเรื่องนี้พ่อยื่นคำขาด พ่อให้เหตุผลว่า “เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบ เมื่อเราเลือกที่จะเป็นหมอแล้ว จะมาทิ้งหน้าที่ง่ายๆไปไม่ได้ พ่อไม่รู้หรอกว่าระบบแพทย์มันเป็นอย่างไร แต่ลูกจะกลายเป็นคนแบบไหนถ้าลาออกตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำอะไรเลย” ... ผมพูดอะไรไม่ออก และแม่เองก็เห็นด้วยกับพ่อ ผมจำต้องกลืนน้ำลายตัวเอง จากบ้านพันกว่ากิโลเมตร...
เพราะพ่อสั่งว่าห้ามลาออก
เที่ยวบินลงใต้ครั้งแรก ในวันนั้นผมรู้สึกโดดเดี่ยวมากเพราะต้องบินมาคนเดียว เพื่อนที่จะมาด้วยกันก็โดนให้ไปอยู่จังหวัดอื่นก่อนเกือบเดือน ตั้งแต่เครื่องบินออกจากดอนเมืองผมคิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบ้าน นี้เราต้องไปอยู่ชายแดนใต้ 2-3 ปีเลยหรอ ชีวิตมันจะเป็นยังไงนะ ?
เดือนมิถุนายน 2558 คือเดือนแรกที่ผมเริ่มทำงาน ศัพท์ทางการแพทย์เราเรียกเดือนนี้ว่า “เดือนใบไม้ร่วง” เหตุผลก็เพราะว่าอัตราการตายของคนไข้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประดุจใบไม้ร่วงโรย มันเป็นเดือนพลัดเปลี่ยนจากแพทย์รุ่นเดิมสู่รุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าป่วยเดือนมิถุนายนนะครับ ...
เรื่องแรกที่ผมได้เรียนรู้ “…จงเรียนรู้ตลอดไป”
ผมได้เจอเพื่อนแพทย์ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จบจากโรงเรียนแพทย์ประจำภาคใต้ เรา 10 คน เริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน ข้อเสียของแพทย์ที่จบจากกรุงเทพคือ คุณจะยังสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง ตรวจคนไข้ก็ช้า ทำหัตถการไม่เก่ง จากเดิมที่ตรวจคนไข้วันละ 20-30 รายคุณต้องตรวจเพิ่มเป็นวันละ 50-70ราย พูดกันตรงๆในช่วงแรกแพทย์ที่จบจากกทม.จะเป็นตัวถ่วงของเพื่อน ๆ วันแรกๆที่ไปตรวจ OPDช่วงเช้า ผมกับเพื่อนรวม 3 คน ต้องไปตรวจคนไข้รวมประมาณ 120 ราย เพื่อน 2 คนจากภาคใต้ ตรวจไปคนละ 50 รายส่วนผมตรวจได้ 20 ราย ตอนพักเที่ยงเพื่อนมันก็บ่นๆบนโต๊ะอาหารว่าทำไมวันนี้คนไข้มันเยอะจังวะ ผมก็ได้แต่หงุมหงิมแอบยิ้มในใจ คนไข้อะเท่าเดิมแต่กรูเองอะที่ตรวจช้า โทษทีนะเพื่อน อิอิ
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือการศึกษาและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างที่สุด เราควรทุ่มเททรัพยากรที่มีไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลา ไปกับมัน หากเรามีพลังงาน 100 percent ในแต่ละวัน 80 percent นั้นควรทุ่มให้กับการศึกษาเรียนรู้ เราไม่ควรมองว่างานที่เราทำจะได้เงินเท่าไร เราจะได้อะไรตอบแทน เพราะถ้าเราคิดแต่ว่าเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เงินที่ได้หารด้วยชั่วโมงทำงาน ถอดรูทด้วยความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ อาชีพแพทย์คงเป็นอาชีพที่แย่ที่สุดอาชีพหนึ่ง กลับกัน เราควรมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน วันนี้เราเก่งทักษะอะไรเพิ่มขึ้น แล้วเราจะโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง
เพราะเงินใช้ก็มีวันหมด แต่ทักษะ ความรู้ ความชำนาญที่ติดตัวเราคือสิ่งที่จะมีแต่เพิ่มพูน และไม่มีวันที่ใครจะมาแย่งไปจากเราได้
ไม่มีทางที่ใครซักคนที่เกิดมาบนโลกนี้แล้วเป็นศาสตราจารย์เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง ยิ่งคุณเคยทำและผิดพลาดมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งรอบคอบและทำงานอย่างรัดกุมมากขึ้น คุณจะยิ่งทำงานเร็วขึ้นและดูเหมือนปัญหาต่างๆจะลดน้อยลง ทั้งที่ไม่ได้เป็นเพราะตัวงานนั้นง่ายขึ้น แต่คุณต่างหากที่เก่งขึ้นและรู้ล่วงหน้าว่าปัญหาอะไรที่เจอ คุณได้เข้าใจและวางแผนมาอย่างดีแล้วจนสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ เพราะดังนั้นแล้ว
จงกล้าที่จะโง่ กล้าที่จะทำและผิดพลาด เพราะมันเป็นเส้นทางเดียวที่คุณจะแข็งแกร่งขึ้น โดยไม่มีบันใดเลื่อนหรือเส้นทางลัดอื่นให้คุณเลือก
เรื่องที่สอง “...เพราะความคิดต่างกัน คนเลยต่างกัน”
ว่ากันว่าคนที่เป็นหมอได้ ชาติที่แล้วต้องเคยเกิดเป็นชาวนา เพราะไปไล่บังคับควายให้ไถ่นา ชาตินี้เลยต้องมาทำงานไถ่นาทั้งวันทั้งคืน ต้องตื่นแต่เช้าไปดูคนไข้ในตึก30-40 เตียง ตรวจเสร็จแล้วต้องรีบไป ตรวจผู้ป่วยนอกอีก 40-50 ราย การตรวจกลางวันว่าเหนื่อยแล้วอยู่เวรนี้จัดว่าเด็ดกว่า เดือนหนึ่งมี 30 วัน อยู่เวร 20-22วั น ตารางเวรน่าจะตั้งชื่อใหม่ว่าตารางไม่อยู่เวร คือบอกมาเลยว่าวันไหนไม่ต้องอยู่เวรบ้างจะดูง่ายกว่า เพราะนอกนั้นต้องอยู่เวรหมด
ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ อาจารย์จะเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ตอบคำถามอะไรยากๆ คิดถึงโรคยากๆได้ มีค่านิยมบูชาคนเก่ง ใครได้ grade A จะโดนมองว่าประเสริฐทันที แต่ชีวิตแพทย์จริงๆแล้ว
สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ part ความรู้จากการอ่านตำรา แต่เป็นเชาว์ปัญญาที่แต่ละคนต้องสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ความคิดทัศนคตินั้นสำคัญมาก ทำไมแพทย์หญิงตัวเล็กๆบางคน อยุ่เวรติดๆกัน 2-3 วันได้ไม่ปริปาก แต่แพทย์ชายตัวใหญ่กล้ามโตบางคนโพสต์ status facebook ร้องไห้ โอดครวญ ทำไมหมอบางคนโดนแพทย์รุ่นน้องโทรตามตอน 4 ทุ่ม แล้วโมโหโวยวาย แต่บางคนพูดจาตอบไพเราะและรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
ชีวิตแพทย์นั้นหนักทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ เมื่องานมันหนักขนาดนี้เราจึงต้องมีตัวช่วย ผมชอบระบายกับเพื่อนเสมอว่าเหนื่อยจัง ทำไมระบบมันเป็นอย่างนี้ ทำไมการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ถึงยากจังเลย ทำไมตามแพทย์รุ่นพี่แล้วไม่มา ... น่าตลกที่ทุกคนที่ผมไประบายด้วย ชอบบอกผมว่า
แก้อะไรไม่ได้หรอก มีแต่ต้องแก้ที่ตัวเอง "สู้ๆนะ" ... ผมได้แต่สงสัยว่า จะให้กรูสู้อะไร สู้ๆเนี่ย สู้กับตัวเองหรอหรือว่ากับคนไข้หรือใคร ผมเองไม่ชอบเลยคำๆนี้เลย ผมมองว่ามันคือคำให้กำลังใจที่ไม่มีความหมายอะไรและดูไม่จริงใจด้วยซ้ำ แต่น่าแปลกพอเวลามีคนมาระบายความทุกข์กับผม ขอกำลังใจจากผม ผมเองไม่รู้จะช่วยเค้ายังไงก็มักตอบกลับไปว่า
สู้ๆ เหมือนกันนะ
เคล็ดลับในการทำงานหนักได้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง สำหรับแนวคิดการสร้างแรงบันดาลใจนี้ เป็นเทคนิคเฉพาะตน แต่ละคนที Drive ไม่เท่านั้นและsensitive ต่อเรื่องราวต่างกัน Drive ของผมเป็นเรื่องของในหลวงรัชกาลที่9 ครับ ไม่ว่าผมจะเดินทางไปทำงานที่ไหนผมจะพกพระบรมฉายาลักษณ์ติดตัวไปด้วย รูปพัก home screen ในมือถือผมเป็นรูปพระองค์ท่านกำลังเสด็จขึ้นภูเขาที่ทุรกันดารและข้างพระองค์มีพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้าง
ทำไมผมถึงเอารูปพระองค์ติดตัวไว้หรอครับ? เพราะพระองค์ทรงทำให้ผมมีกำลังใจครับ... เวลาที่ผมเหนื่อย เมื่อผมดูรูปพระองค์แล้ว ผมจะน้ำตาคลอและฮึดสู้ขึ้นทุกครั้ง เพราะผมรู้ว่ายังมีพระองค์ที่เคยทรงงานหนักมามากกว่า ผมทำงานอยู่เวรหนักสุดอย่างมากก็ไม่เกิน 4 วันติดกัน แต่พระองค์ทรงงานหนักทุกวันมาตลอด 70 ปี พระองค์ไม่เคยบ่นว่าระบบมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทรงเป็นตัวอย่างว่าระบบที่ดีต้องเริ่มที่ตัวเราต้องทำดี
ใครจะไม่ทำงานไม่เป็นไรพระองค์จะทรงทำเอง ...
นี่คือหนึ่งในคุณธรรมที่เด่นชัดของพระองค์ท่าน นั่นคือการอุทิศตนทำงานเพื่อส่วนรวม พระองค์ทรงเป็นไอดอลให้รู้ว่า
เวลาทำสิ่งใด ให้คิดถึงผู้อื่นเป็นสำคัญ แล้วมันจะเป็นพลังให้เราทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย อย่าคิดว่าทำไมตื่น 6 โมงเช้าอีกแล้ว ทำไมต้องตรวจคนไข้วันละเกือบร้อย ทำไมต้องทำงานหนักแทนแพทย์รุ่นพี่ ทำไมต้องอยู่เวร 20 เวรต่อเดือน แต่ให้คิดทำนองว่าโชคดีจังเลยที่วันนี้จะได้ช่วยผู้ป่วยอีกเป็นร้อยคนให้เค้าได้พ้นจากการเจ็บไข้ ได้คืนความสุขให้ผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา ได้พิทักษ์ความดีเพื่อจรรโลงสังคม ได้สืบทอดพระราชปณิธานไม่ให้หายไป ได้ทำให้พระองค์ได้ทรงภูมิใจในตัวข้ารับใช้คนนี้...แค่นี้เองครับ คิดแค่นี้ การทำงานของคุณจะไม่มีคำถามที่ว่าทำแล้วได้อะไรอีกเลย ..เพราะคุณรู้แล้วว่าคุณได้อะไรตั้งมากมาย
**เรื่องสั้นๆ แต่ซึ้ง** “เป็นหมอ ป่วยได้ พักได้ แต่ลาออกไม่ได้ ...”
ชีวิตของผู้ที่ต้องการเป็นแพทย์ ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นอะไรความฝันจะยิ่งใหญ่เพียงไร ต้องการเรียนต่อเฉพาะทางหรือเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ สักครั้งหนึ่งในชีวิตคุณควรออกไปทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน ณ โรงพยาบาลต่างจังหวัด ยิ่งห่างไกลความเจริญมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องไปให้ถึง เพราะในบางครั้งสิ่งดีๆที่เราตามหาอยู่อาจไม่ได้อยู่ในที่ที่นั่งรถไฟฟ้าไปถึง ของมีค่าบางอย่างถึงมีเงินก็หาซื้อตามห้างพาราก้อนไม่ได้ แต่กลับได้แบบฟรีๆในที่แล้งแค้นขาดแคลน
2 ปีเต็ม ที่ผมเป็นข้าของพระราชาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์
2 ปีเต็ม ที่มาทำงานเป็นหมอชายแดนใต้ ที่ห่างไกลจากบ้านพันกว่ากิโลเมตร
2 ปีเต็ม ที่ได้เรียนรู้ทั้งวิชาการแพทย์และวิชาการชีวิต
และในที่สุดเดือนหน้าผมจะได้ไปเรียนต่อเฉพาะทางตามความฝันของผมแล้ว หน้าที่ของผมใน รพ.ชุมชนต่างจังหวัดกำลังจะสิ้นสุดลง เหมือนกันกับทุกคนเมื่อช่วงสุดท้ายของเหตุการณ์หนึ่งกำลังจะจบลง ความทรงจำต่างๆที่ได้พานพบก็โลดแล่นขึ้นมาในสมองเหมือนหนังสั้นที่ฉายผ่านเครื่อง projector ลงบนฉากผ้าผืนใหญ่ ผมจึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่ได้มาให้ทุกท่าน(โดยเฉพาะแพทย์จบใหม่)ได้อ่าน แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องราวธรรมดาๆของแพทย์คนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งดีที่มีค่า ซึ่งผมได้ประสบพบเจอมาตลอด 2 ปีที่ได้ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน ถ้ามันช่วยทำให้แพทย์จบใหม่บางคน หรือใครก็ตามที่กำลังท้อแท้ใจในชีวิต อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นมาได้ ผมก็คงมีความสุขมากทีเดียว
ของดีที่ผมกล่าวถึงไม่ใช่สิ่งของแต่อย่างใดครับ มันคือ “แก่นความคิด”ที่ผมได้ตกผลึกมาจากประสบการณ์และความผิดพลาดในอดีต ซึ่งผมว่าหากผมคิดมันได้เองแต่แรก มันจะทำให้ชีวิตการทำงานของเราราบรื่นและมีความสุขขึ้นอย่างมาก ผมขอสรุปแนวคิดเหล่านี้ เป็นใจความหลักๆ 3 ข้อนะครับ แค่3 ข้อเองครับ ง่ายๆอ่านแค่ 10นาทีก็จบ
เมื่อ 2 ปีก่อน ผมคือแพทย์จบใหม่จากโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกทม. ที่ยังเยาว์และเขลา แพทย์จบใหม่ทุกคนต้องถูกส่งไปปฏิบัติติหน้าที่ตามจังหวัดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่าทำงานใช้ทุนประเทศที่ได้ส่งเสียพวกเราให้เรียนจนจบ ผมเลือกไปทำงานจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งตอนแรกผมไม่ได้ตั้งเป้าไว้ แต่เนื่องจากโรงพยาบาลในจังหวัดหลักๆมีคนแย่งกันมากจนล้น ผมจึงเลือกมาใช้ทุนที่จังหวัดA (ขออนุญาตปิดบังข้อมูลนะครับ)ซึ่งยังขาดคนสมัคร ผมก็ไม่รู้จักจังหวัดนี้มาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหนของประเทศ รู้อย่างเดียวว่าอยู่ภาคใต้ ใกล้ๆกระบี่มั้ง เหตุผลที่เลือกก็เพราะไม่อยากไปแย่งกับคนอื่นๆ เพื่อนอีกสองคนที่ตามมาสมัครด้วยก็เห็นเหมือนกันว่าให้เลือกจังหวัดนี้ เพราะจะได้ไปใช้ทุนที่เดียวกัน
ผมยังจำได้ว่าผมจับฉลากไปใช้ทุนวันศุกร์และต้องไปรายตัวเลยวันจันทร์ มีเวลา 2 วันในการเก็บกระเป๋า เช้าวันเสาร์ผมจองตั๋วเครื่องบินและมาเปิดแผนที่ดู จึงรู้ว่าจังหวัดที่ว่านี้คือชายแดนใต้นะครับ ! ติดมาเลเซียเลย หัวใจแพทย์จบใหม่ที่หยิ่งผยองร่วงหล่นถึงตาตุ่ม คิดในใจจะโดนระเบิดไหม ผมจะตายไหม ลาออกทันไหมนะ
ผมรู้สึกกังวลมาก และไม่อยากไปทำงานที่นั่นเลย ผมเริ่มหาข้อมูลว่ามีทางเลือกอื่นไหมนะ มีโรงพยาบาลในกทม.ที่ไหนเค้ารับสมัครคนไหม ผมอยากจะลาออกจากข้าราชการ... ผมกลุ้มใจและเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อ พ่อผมนิ่งและฟังผมพูด ผมระบายความกลัดกลุ้มใจและหวังว่าพ่อจะเห็นใจคล้อยตามให้ผมลาออกจากข้าราชการ แต่คำตอบของพ่อผมคือ "ห้ามลาออกนะ...” ถึงแม้พ่อผมจะไม่เคยบังคับบงการเรื่องส่วนตัว แต่กับเรื่องนี้พ่อยื่นคำขาด พ่อให้เหตุผลว่า “เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบ เมื่อเราเลือกที่จะเป็นหมอแล้ว จะมาทิ้งหน้าที่ง่ายๆไปไม่ได้ พ่อไม่รู้หรอกว่าระบบแพทย์มันเป็นอย่างไร แต่ลูกจะกลายเป็นคนแบบไหนถ้าลาออกตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำอะไรเลย” ... ผมพูดอะไรไม่ออก และแม่เองก็เห็นด้วยกับพ่อ ผมจำต้องกลืนน้ำลายตัวเอง จากบ้านพันกว่ากิโลเมตร... เพราะพ่อสั่งว่าห้ามลาออก
เที่ยวบินลงใต้ครั้งแรก ในวันนั้นผมรู้สึกโดดเดี่ยวมากเพราะต้องบินมาคนเดียว เพื่อนที่จะมาด้วยกันก็โดนให้ไปอยู่จังหวัดอื่นก่อนเกือบเดือน ตั้งแต่เครื่องบินออกจากดอนเมืองผมคิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบ้าน นี้เราต้องไปอยู่ชายแดนใต้ 2-3 ปีเลยหรอ ชีวิตมันจะเป็นยังไงนะ ?
เดือนมิถุนายน 2558 คือเดือนแรกที่ผมเริ่มทำงาน ศัพท์ทางการแพทย์เราเรียกเดือนนี้ว่า “เดือนใบไม้ร่วง” เหตุผลก็เพราะว่าอัตราการตายของคนไข้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติประดุจใบไม้ร่วงโรย มันเป็นเดือนพลัดเปลี่ยนจากแพทย์รุ่นเดิมสู่รุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าป่วยเดือนมิถุนายนนะครับ ...
เรื่องแรกที่ผมได้เรียนรู้ “…จงเรียนรู้ตลอดไป”
ผมได้เจอเพื่อนแพทย์ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จบจากโรงเรียนแพทย์ประจำภาคใต้ เรา 10 คน เริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน ข้อเสียของแพทย์ที่จบจากกรุงเทพคือ คุณจะยังสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่ค่อยรู้เรื่อง ตรวจคนไข้ก็ช้า ทำหัตถการไม่เก่ง จากเดิมที่ตรวจคนไข้วันละ 20-30 รายคุณต้องตรวจเพิ่มเป็นวันละ 50-70ราย พูดกันตรงๆในช่วงแรกแพทย์ที่จบจากกทม.จะเป็นตัวถ่วงของเพื่อน ๆ วันแรกๆที่ไปตรวจ OPDช่วงเช้า ผมกับเพื่อนรวม 3 คน ต้องไปตรวจคนไข้รวมประมาณ 120 ราย เพื่อน 2 คนจากภาคใต้ ตรวจไปคนละ 50 รายส่วนผมตรวจได้ 20 ราย ตอนพักเที่ยงเพื่อนมันก็บ่นๆบนโต๊ะอาหารว่าทำไมวันนี้คนไข้มันเยอะจังวะ ผมก็ได้แต่หงุมหงิมแอบยิ้มในใจ คนไข้อะเท่าเดิมแต่กรูเองอะที่ตรวจช้า โทษทีนะเพื่อน อิอิ
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือการศึกษาและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างที่สุด เราควรทุ่มเททรัพยากรที่มีไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลา ไปกับมัน หากเรามีพลังงาน 100 percent ในแต่ละวัน 80 percent นั้นควรทุ่มให้กับการศึกษาเรียนรู้ เราไม่ควรมองว่างานที่เราทำจะได้เงินเท่าไร เราจะได้อะไรตอบแทน เพราะถ้าเราคิดแต่ว่าเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เงินที่ได้หารด้วยชั่วโมงทำงาน ถอดรูทด้วยความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ อาชีพแพทย์คงเป็นอาชีพที่แย่ที่สุดอาชีพหนึ่ง กลับกัน เราควรมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมัน วันนี้เราเก่งทักษะอะไรเพิ่มขึ้น แล้วเราจะโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เพราะเงินใช้ก็มีวันหมด แต่ทักษะ ความรู้ ความชำนาญที่ติดตัวเราคือสิ่งที่จะมีแต่เพิ่มพูน และไม่มีวันที่ใครจะมาแย่งไปจากเราได้
ไม่มีทางที่ใครซักคนที่เกิดมาบนโลกนี้แล้วเป็นศาสตราจารย์เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง ยิ่งคุณเคยทำและผิดพลาดมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งรอบคอบและทำงานอย่างรัดกุมมากขึ้น คุณจะยิ่งทำงานเร็วขึ้นและดูเหมือนปัญหาต่างๆจะลดน้อยลง ทั้งที่ไม่ได้เป็นเพราะตัวงานนั้นง่ายขึ้น แต่คุณต่างหากที่เก่งขึ้นและรู้ล่วงหน้าว่าปัญหาอะไรที่เจอ คุณได้เข้าใจและวางแผนมาอย่างดีแล้วจนสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ เพราะดังนั้นแล้วจงกล้าที่จะโง่ กล้าที่จะทำและผิดพลาด เพราะมันเป็นเส้นทางเดียวที่คุณจะแข็งแกร่งขึ้น โดยไม่มีบันใดเลื่อนหรือเส้นทางลัดอื่นให้คุณเลือก
เรื่องที่สอง “...เพราะความคิดต่างกัน คนเลยต่างกัน”
ว่ากันว่าคนที่เป็นหมอได้ ชาติที่แล้วต้องเคยเกิดเป็นชาวนา เพราะไปไล่บังคับควายให้ไถ่นา ชาตินี้เลยต้องมาทำงานไถ่นาทั้งวันทั้งคืน ต้องตื่นแต่เช้าไปดูคนไข้ในตึก30-40 เตียง ตรวจเสร็จแล้วต้องรีบไป ตรวจผู้ป่วยนอกอีก 40-50 ราย การตรวจกลางวันว่าเหนื่อยแล้วอยู่เวรนี้จัดว่าเด็ดกว่า เดือนหนึ่งมี 30 วัน อยู่เวร 20-22วั น ตารางเวรน่าจะตั้งชื่อใหม่ว่าตารางไม่อยู่เวร คือบอกมาเลยว่าวันไหนไม่ต้องอยู่เวรบ้างจะดูง่ายกว่า เพราะนอกนั้นต้องอยู่เวรหมด
ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ อาจารย์จะเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ตอบคำถามอะไรยากๆ คิดถึงโรคยากๆได้ มีค่านิยมบูชาคนเก่ง ใครได้ grade A จะโดนมองว่าประเสริฐทันที แต่ชีวิตแพทย์จริงๆแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ part ความรู้จากการอ่านตำรา แต่เป็นเชาว์ปัญญาที่แต่ละคนต้องสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ความคิดทัศนคตินั้นสำคัญมาก ทำไมแพทย์หญิงตัวเล็กๆบางคน อยุ่เวรติดๆกัน 2-3 วันได้ไม่ปริปาก แต่แพทย์ชายตัวใหญ่กล้ามโตบางคนโพสต์ status facebook ร้องไห้ โอดครวญ ทำไมหมอบางคนโดนแพทย์รุ่นน้องโทรตามตอน 4 ทุ่ม แล้วโมโหโวยวาย แต่บางคนพูดจาตอบไพเราะและรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือ
ชีวิตแพทย์นั้นหนักทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ เมื่องานมันหนักขนาดนี้เราจึงต้องมีตัวช่วย ผมชอบระบายกับเพื่อนเสมอว่าเหนื่อยจัง ทำไมระบบมันเป็นอย่างนี้ ทำไมการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ถึงยากจังเลย ทำไมตามแพทย์รุ่นพี่แล้วไม่มา ... น่าตลกที่ทุกคนที่ผมไประบายด้วย ชอบบอกผมว่า
เคล็ดลับในการทำงานหนักได้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง สำหรับแนวคิดการสร้างแรงบันดาลใจนี้ เป็นเทคนิคเฉพาะตน แต่ละคนที Drive ไม่เท่านั้นและsensitive ต่อเรื่องราวต่างกัน Drive ของผมเป็นเรื่องของในหลวงรัชกาลที่9 ครับ ไม่ว่าผมจะเดินทางไปทำงานที่ไหนผมจะพกพระบรมฉายาลักษณ์ติดตัวไปด้วย รูปพัก home screen ในมือถือผมเป็นรูปพระองค์ท่านกำลังเสด็จขึ้นภูเขาที่ทุรกันดารและข้างพระองค์มีพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้าง
ทำไมผมถึงเอารูปพระองค์ติดตัวไว้หรอครับ? เพราะพระองค์ทรงทำให้ผมมีกำลังใจครับ... เวลาที่ผมเหนื่อย เมื่อผมดูรูปพระองค์แล้ว ผมจะน้ำตาคลอและฮึดสู้ขึ้นทุกครั้ง เพราะผมรู้ว่ายังมีพระองค์ที่เคยทรงงานหนักมามากกว่า ผมทำงานอยู่เวรหนักสุดอย่างมากก็ไม่เกิน 4 วันติดกัน แต่พระองค์ทรงงานหนักทุกวันมาตลอด 70 ปี พระองค์ไม่เคยบ่นว่าระบบมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทรงเป็นตัวอย่างว่าระบบที่ดีต้องเริ่มที่ตัวเราต้องทำดี ใครจะไม่ทำงานไม่เป็นไรพระองค์จะทรงทำเอง ...
นี่คือหนึ่งในคุณธรรมที่เด่นชัดของพระองค์ท่าน นั่นคือการอุทิศตนทำงานเพื่อส่วนรวม พระองค์ทรงเป็นไอดอลให้รู้ว่า เวลาทำสิ่งใด ให้คิดถึงผู้อื่นเป็นสำคัญ แล้วมันจะเป็นพลังให้เราทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย อย่าคิดว่าทำไมตื่น 6 โมงเช้าอีกแล้ว ทำไมต้องตรวจคนไข้วันละเกือบร้อย ทำไมต้องทำงานหนักแทนแพทย์รุ่นพี่ ทำไมต้องอยู่เวร 20 เวรต่อเดือน แต่ให้คิดทำนองว่าโชคดีจังเลยที่วันนี้จะได้ช่วยผู้ป่วยอีกเป็นร้อยคนให้เค้าได้พ้นจากการเจ็บไข้ ได้คืนความสุขให้ผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา ได้พิทักษ์ความดีเพื่อจรรโลงสังคม ได้สืบทอดพระราชปณิธานไม่ให้หายไป ได้ทำให้พระองค์ได้ทรงภูมิใจในตัวข้ารับใช้คนนี้...แค่นี้เองครับ คิดแค่นี้ การทำงานของคุณจะไม่มีคำถามที่ว่าทำแล้วได้อะไรอีกเลย ..เพราะคุณรู้แล้วว่าคุณได้อะไรตั้งมากมาย