คดีทางการแพทย์นี้ เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริง มีการฟ้องกันจริง
แพทย์และโรงพยาบาลแพ้คดีจริง ศาลพิพากษาให้จ่ายจริง
(แต่ขอไม่บอก เลขคำพิพากษา เนื่องจาก
เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงได้)
เลยขอเอามาเตือนใจ แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ทุกท่าน
ให้มีความระมัดระวังการให้ข้อมูลกับผู้ป่วยกันครับ
.
แนะนำตัวละครในเรื่องนี้ก่อน
1. คนไข้ มีคนเดียว จะขอใช้คำว่า คนไข้ไปเลยนะครับ
2. หมอทั่วไป ที่คนไข้พบเป็นคนแรก หลังจากนี้ ขอเรียกว่า หมอ A
3. หมออายุรกรรม ที่หมอทั่วไป (หมอ A) ส่งมาพบหลังผลเลือดออก
หลังจากนี้ ขอเรียกว่า หมอ B
4. โรงพยาบาลที่หมอ A และ หมอ B ทำงานอยู่ ขอเรียกว่า รพ. D
5. โรงพยาบาลที่คนไข้ ไปตรวจเลือดซ้ำ ภายหลัง เรียกว่า รพ. G
.
เรื่องย่อสั้นๆ คือ คนไข้ไปตรวจสุขภาพก่อนสมรสและเตรียมพร้อมมีบุตร
ที่ รพ. D กับหมอ A ซึ่งเป็นหมอทั่วไป ผลตรวจปรากฎว่า Anti-HIV +
(ห้องแลปมีการตรวจตามมาตรฐานของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
หมอ A ซึ่งเป็นหมอทั่วไป เลยส่งตัวไปปรึกษา กับหมอ B
ซึ่งเป็นหมออายุรกรรม
.
*** ประเด็นสำคัญ ของคดีอยู่ตรงนี้ ***
คนไข้ ได้ร้องขอให้หมอ B ตรวจเลือดซ้ำ เพื่อยืนยันผลตรวจ Anti-HIV
** "แต่หมอ B ไม่ยอมตรวจซ้ำให้ บอกว่าไม่จำเป็น" **
และทำการตรวจ CD4 (ปริมาณเม็ดเลือดขาว ที่จะน้อยลงจากการที่
เชื้อ HIV เข้าไปทำลาย)
และ Viral load (ปริมาณไวรัส HIV ในกระแสเลือด) ไปเลย
(คนไข้ชำระเงินเอง)
.
ปรากฎว่า CD4 ค่อนข้างต่ำเล็กน้อย ได้ 344
ในขณะที่ Viral load ตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable)
ข้อสังเกต คือ มันแปลกตรงที่ CD4 ต่ำ แต่ Viral load ไม่พบ
พูดง่ายๆ คือ ถ้า CD4 ต่ำ Viral load มันน่าจะต้องสูง
แต่หมอ B ไม่ได้เอะใจว่า ทำไมมันไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
.
อีกทั้ง หลังจากนั้น ปริมาณ CD4 ก็ปกติและค่อนข้างคงที่ คือ
344 574 492 587 461 496 591 403 547 ตามลำดับ
(ในเวลาประมาณ 4 ปี) ในขณะที่ไม่เคยตรวจพบ Viral load เลย
และคนไข้ ก็ไม่ได้ กินยาต้านไวรัสแต่อย่างใด
เพราะปริมาณเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ ไม่เจอเชื้อ
.
ในขณะนั้น คนไข้กับ Follow กับหมอ B เรื่อยมา โดยที่ไม่มีการ
ตรวจผล Anti-HIV ซ้ำ จนในที่สุด คนไข้เอะใจ ไปตรวจใน
รพ.แห่งอื่น (รพ.G) และปรากฎว่า ผล Anti-HIV เป็นลบ
โดยตรวจยืนยันแบบ Western blot คราวนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ
.
คนไข้ก็มาเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง มีการนำสืบโดยพยานคนกลาง
มีผู้พยานเชี่ยวชาญออกมา ให้ข้อมูล พี่หมอขอสรุป point เลย คือ
1. คนไข้ ฟ้อง โรงพยาบาล D เป็นจำเลยที่ 1
ฟ้องหมอ B (หมออายุรกรรม) เป็นจำเลยที่ 2
(ไม่ฟ้องหมอ A ที่เป็นหมอทั่วไป ไม่ฟ้องห้องแลป)
โดยเรียกค่าเสียหายทั้งสิน 55,500,000 บาท (55.5 ล้านบาท)
.
2. ห้องแลป และโรงพยาบาล D (จำเลยที่ 1) ไม่ละเมิดต่อ คนไข้
เพราะ นำสืบได้ว่า ทำตามมาตรฐานของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ทุกประการแล้ว
** การทำตามมาตรฐาน Guideline สำคัญมากในชั้นศาล **
.
3. หมอ B (หมออายุรกรรม) ละเมิดต่อคนไข้ เพราะ หมอ B ไม่ได้ใช้
ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยศาลให้เหตุผลว่า
เมื่อหมอ B พบว่า ค่า CD4 และ ค่า Viral load อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หมอ B ควรป้องกันการวินิจฉัยผิดพลาด โดยการส่งตรวจซ้ำ อีกครั้ง
(ภายหลังค่า CD4 ปกติ 500+ และ Viral load ไม่พบเลย)
.
แต่การที่หมอ B มาตรวจซ้ำภายหลังจากแจ้งผลคนไข้ไปแล้ว
4 ปี เศษ ถือว่า ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงบุคคล
ผู้มีวิชาชีพแพทย์พึงกระทำ (เทียบมาตรฐานกับแพทย์ด้วยกัน)
ถือว่า หมอ B ประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ (คนไข้)
ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
.
4. โรงพยาบาล D (จำเลยที่ 1) ต้องร่วมรับผิดกับ หมอ B (จำเลยที่ 2)
ในฐานะนายจ้างที่ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในการที่จ้าง
(รพ.ต่อสู้ว่า หมอ B ไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ศาลไม่เชื่อ โดยให้เหตุผลว่า
รพ. สามารถควบคุมบังคับบัญชาหมอ Bได้ จึงถือเป็นลูกจ้างกัน)
** point นี้ มีผลเหมือนกับเวลา สรรพากร ตีว่า
รายได้ของหมอเป็น 40 (1) (2) ไม่ใช่ 40 (6) **
.
โดยสรุป พิพากษาให้ หมอ B และ โรงพยาบาล ร่วมกับชดใช้ค่าเสียหาย
ที่ 3.2 ล้านบาท (ฟ้องมา 55.5 ล้านบาท) ที่น่าสนใจมาก ๆ คือ
** 3 ล้านบาท เป็นค่าเสียหายอื่นอันมิใช่ตัวเงิน (ค่าความทุกข์ทรมานใจ) **
เป็นตัวเลขที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับหลายคดีก่อนหน้านี้ ซึ่งจะอยู่ประมาณ
1 แสน - 1 ล้านบาท (เท่าที่ผู้เขียนเคยอ่านเจอ)
.
ดังนั้น ไม่มีอะไร 100% ใน medicine มั่นใจได้ แต่อย่าวางใจ
อย่าฟันธง เก็บช่องว่างแห่งความผิดพลาดไว้บ้าง 0.01% ก็ยังดี
ไม่มั่นใจ นัด follow up ตรวจติดตาม ตรวจซ้ำ แบบนี้น่าจะดีกว่า
น่าจะป้องกันการถูกฟ้องร้องได้ดีกว่า
.
สนใจปรึกษาคดีทางการแพทย์ ที่ต้องอาศัยข้อมูลทางการแพทย์
ที่ซับซ้อน อาศัยหลักฐานทางการแพทย์ สอบถามได้นะครับ
.
ทนายพี่หมอแสตมป์ (นพ.ธนาณัติ สืบวงศ์นิรัตน์ ว.44665 วว. พยาธิวิทยา)
ใบอนุญาตว่าความ เลขที่ 1388/2567
CR page ทนายพี่หมอ คดีทางการแพทย์
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/61576198416996/photos/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%94/122192671430873280/?set=a.122142308888873280&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MDgzNzgyNTAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvMUJETlFzR3JxNVwvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
เป็นแพทย์ตรวจรักษาคนไข้ ว่าเหนื่อยแล่ว ยังต้องปวดหัวกับการถูกฟ้องร้องอีก ⚖️
แพทย์และโรงพยาบาลแพ้คดีจริง ศาลพิพากษาให้จ่ายจริง
(แต่ขอไม่บอก เลขคำพิพากษา เนื่องจาก
เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง ที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงได้)
เลยขอเอามาเตือนใจ แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ทุกท่าน
ให้มีความระมัดระวังการให้ข้อมูลกับผู้ป่วยกันครับ
.
แนะนำตัวละครในเรื่องนี้ก่อน
1. คนไข้ มีคนเดียว จะขอใช้คำว่า คนไข้ไปเลยนะครับ
2. หมอทั่วไป ที่คนไข้พบเป็นคนแรก หลังจากนี้ ขอเรียกว่า หมอ A
3. หมออายุรกรรม ที่หมอทั่วไป (หมอ A) ส่งมาพบหลังผลเลือดออก
หลังจากนี้ ขอเรียกว่า หมอ B
4. โรงพยาบาลที่หมอ A และ หมอ B ทำงานอยู่ ขอเรียกว่า รพ. D
5. โรงพยาบาลที่คนไข้ ไปตรวจเลือดซ้ำ ภายหลัง เรียกว่า รพ. G
.
เรื่องย่อสั้นๆ คือ คนไข้ไปตรวจสุขภาพก่อนสมรสและเตรียมพร้อมมีบุตร
ที่ รพ. D กับหมอ A ซึ่งเป็นหมอทั่วไป ผลตรวจปรากฎว่า Anti-HIV +
(ห้องแลปมีการตรวจตามมาตรฐานของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)
หมอ A ซึ่งเป็นหมอทั่วไป เลยส่งตัวไปปรึกษา กับหมอ B
ซึ่งเป็นหมออายุรกรรม
.
*** ประเด็นสำคัญ ของคดีอยู่ตรงนี้ ***
คนไข้ ได้ร้องขอให้หมอ B ตรวจเลือดซ้ำ เพื่อยืนยันผลตรวจ Anti-HIV
** "แต่หมอ B ไม่ยอมตรวจซ้ำให้ บอกว่าไม่จำเป็น" **
และทำการตรวจ CD4 (ปริมาณเม็ดเลือดขาว ที่จะน้อยลงจากการที่
เชื้อ HIV เข้าไปทำลาย)
และ Viral load (ปริมาณไวรัส HIV ในกระแสเลือด) ไปเลย
(คนไข้ชำระเงินเอง)
.
ปรากฎว่า CD4 ค่อนข้างต่ำเล็กน้อย ได้ 344
ในขณะที่ Viral load ตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable)
ข้อสังเกต คือ มันแปลกตรงที่ CD4 ต่ำ แต่ Viral load ไม่พบ
พูดง่ายๆ คือ ถ้า CD4 ต่ำ Viral load มันน่าจะต้องสูง
แต่หมอ B ไม่ได้เอะใจว่า ทำไมมันไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
.
อีกทั้ง หลังจากนั้น ปริมาณ CD4 ก็ปกติและค่อนข้างคงที่ คือ
344 574 492 587 461 496 591 403 547 ตามลำดับ
(ในเวลาประมาณ 4 ปี) ในขณะที่ไม่เคยตรวจพบ Viral load เลย
และคนไข้ ก็ไม่ได้ กินยาต้านไวรัสแต่อย่างใด
เพราะปริมาณเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ ไม่เจอเชื้อ
.
ในขณะนั้น คนไข้กับ Follow กับหมอ B เรื่อยมา โดยที่ไม่มีการ
ตรวจผล Anti-HIV ซ้ำ จนในที่สุด คนไข้เอะใจ ไปตรวจใน
รพ.แห่งอื่น (รพ.G) และปรากฎว่า ผล Anti-HIV เป็นลบ
โดยตรวจยืนยันแบบ Western blot คราวนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ
.
คนไข้ก็มาเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง มีการนำสืบโดยพยานคนกลาง
มีผู้พยานเชี่ยวชาญออกมา ให้ข้อมูล พี่หมอขอสรุป point เลย คือ
1. คนไข้ ฟ้อง โรงพยาบาล D เป็นจำเลยที่ 1
ฟ้องหมอ B (หมออายุรกรรม) เป็นจำเลยที่ 2
(ไม่ฟ้องหมอ A ที่เป็นหมอทั่วไป ไม่ฟ้องห้องแลป)
โดยเรียกค่าเสียหายทั้งสิน 55,500,000 บาท (55.5 ล้านบาท)
.
2. ห้องแลป และโรงพยาบาล D (จำเลยที่ 1) ไม่ละเมิดต่อ คนไข้
เพราะ นำสืบได้ว่า ทำตามมาตรฐานของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ทุกประการแล้ว
** การทำตามมาตรฐาน Guideline สำคัญมากในชั้นศาล **
.
3. หมอ B (หมออายุรกรรม) ละเมิดต่อคนไข้ เพราะ หมอ B ไม่ได้ใช้
ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยศาลให้เหตุผลว่า
เมื่อหมอ B พบว่า ค่า CD4 และ ค่า Viral load อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หมอ B ควรป้องกันการวินิจฉัยผิดพลาด โดยการส่งตรวจซ้ำ อีกครั้ง
(ภายหลังค่า CD4 ปกติ 500+ และ Viral load ไม่พบเลย)
.
แต่การที่หมอ B มาตรวจซ้ำภายหลังจากแจ้งผลคนไข้ไปแล้ว
4 ปี เศษ ถือว่า ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเยี่ยงบุคคล
ผู้มีวิชาชีพแพทย์พึงกระทำ (เทียบมาตรฐานกับแพทย์ด้วยกัน)
ถือว่า หมอ B ประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ (คนไข้)
ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
.
4. โรงพยาบาล D (จำเลยที่ 1) ต้องร่วมรับผิดกับ หมอ B (จำเลยที่ 2)
ในฐานะนายจ้างที่ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในการที่จ้าง
(รพ.ต่อสู้ว่า หมอ B ไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ศาลไม่เชื่อ โดยให้เหตุผลว่า
รพ. สามารถควบคุมบังคับบัญชาหมอ Bได้ จึงถือเป็นลูกจ้างกัน)
** point นี้ มีผลเหมือนกับเวลา สรรพากร ตีว่า
รายได้ของหมอเป็น 40 (1) (2) ไม่ใช่ 40 (6) **
.
โดยสรุป พิพากษาให้ หมอ B และ โรงพยาบาล ร่วมกับชดใช้ค่าเสียหาย
ที่ 3.2 ล้านบาท (ฟ้องมา 55.5 ล้านบาท) ที่น่าสนใจมาก ๆ คือ
** 3 ล้านบาท เป็นค่าเสียหายอื่นอันมิใช่ตัวเงิน (ค่าความทุกข์ทรมานใจ) **
เป็นตัวเลขที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับหลายคดีก่อนหน้านี้ ซึ่งจะอยู่ประมาณ
1 แสน - 1 ล้านบาท (เท่าที่ผู้เขียนเคยอ่านเจอ)
.
ดังนั้น ไม่มีอะไร 100% ใน medicine มั่นใจได้ แต่อย่าวางใจ
อย่าฟันธง เก็บช่องว่างแห่งความผิดพลาดไว้บ้าง 0.01% ก็ยังดี
ไม่มั่นใจ นัด follow up ตรวจติดตาม ตรวจซ้ำ แบบนี้น่าจะดีกว่า
น่าจะป้องกันการถูกฟ้องร้องได้ดีกว่า
.
สนใจปรึกษาคดีทางการแพทย์ ที่ต้องอาศัยข้อมูลทางการแพทย์
ที่ซับซ้อน อาศัยหลักฐานทางการแพทย์ สอบถามได้นะครับ
.
ทนายพี่หมอแสตมป์ (นพ.ธนาณัติ สืบวงศ์นิรัตน์ ว.44665 วว. พยาธิวิทยา)
ใบอนุญาตว่าความ เลขที่ 1388/2567
CR page ทนายพี่หมอ คดีทางการแพทย์
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้