ขออธิบายลักษณะนิสัยตัวเองก่อนนะคะ
ตัวเราเป็นคนค่อนข้างแปลกค่ะ ย้ำว่าแปลกค่ะ ไม่ค่อยมีเพื่อนด้วย เป็นคนคุยกับคนอื่นไม่เก่ง ประมาณว่าเราไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไง ถ้าพูดแบบนี้ไป เขาจะชอบไหม? ถ้าพูดแบบนี้ไปมีผลเสียรึป่าว? เราจะคิดถึงผลในอนาคตตลอดค่ะ บางทีเพื่อตัดปัญหาเราก็เลือกที่จะเงียบไปเลยคนอื่นคงคิดว่าเราหยิ่งอะค่ะ เพราะหน้าตาเราไม่แสดงอารมณ์สักเท่าไหร่
แต่เวลาอยู่กับเพื่อนนี้เหมือนเราเป็นคนละคนค่ะ หัวเราะ แจ่มใสดี ออกจะบ้าๆบวมๆ พูดไม่รู้เรื่อง 5555 แต่บอกตามตรงเราเป็นคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใคร ทุกอย่างเราต้องเช็ก ต้องทำด้วยตัวเองค่ะ แล้วเรายังกลัวการเริ่มความสัมพันธ์กับคนรอบข้างค่ะ ครั่งหนึ่งเคยมีคนมาจีบ ตัวเราก็ชอบเขาเหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยคุยกับเขา ซึ่งสาเหตุน่าจะมาอาการ "พูดไม่จบ" ของเราค่ะ คนๆนั้นก็คงจะทนนิสัยเฉยชาเราไม่ไหวมั่งค่ะ มันเริ่มทำให้เราสงสัยตัวเองว่าเราเป็นพวกหลายบุคลิกรึป่าว เพราะบางครั้ง พฤติกรรมเราจะแปลกไป เดี่ยวเราจะเราให้ฟังช่วงท้ายค่ะ ก่อนอื่นเราขอ list นิสัยแปลกๆของเราก่อนนะคะ
พูดไม่จบ
อาการพูดไม่จบของเรา คือ เราจะเป็นพวกพูดอะไรบางอย่างอยู่ แล้วหยุดพูดไปเลยค่ะ สมมุติว่า เพื่อนกำลังคุยเรื่อง ร้านอาหารอร่อยๆกัน แล้วเราพูดแทรกขึ้นมาว่า
"เออ เมื่อวานไป" แล้วเราก็ไม่พูดต่อค่ะ เหมือนอยู่ๆ เราก็หมดอารมณ์จะพูดต่อค่ะ เราคิดว่า พูดไป คงไม่มีคนสนใจฟังหรอก ขี้เกียจอธิบายด้วย ประมาณนี้ค่ะ แต่เพื่อนในกลุ่มเรา เขาไม่ค่อยรู้หรอกค่ะ เพราะเพื่อนเราส่วนใหญ่เป็นคนพูดเก่งกัน พอเราหยุดพูดไป เขาก็ไม่สังเกต 5555
หวาดระแวงและOCD
เราเป็นคนที่ไม่ใว้ใจใครค่ะ เวลาทำงานอะไร เราต้องตรวจต้องเช็กทุกครั้ง บางครั้งถึงแม้ว่าเราจะเช็กแล้ว เราก็ยังเช็กย้ำๆๆๆ อยู่อย่างงั้น เหมือนเป็นโรค OCD ย้ำคิดย้ำทำ
เช่น ต้องเช็คกระเป๋าเงินทุก 5 นาที เช็กเอกสารต่างๆด้วยตัวเอง แล้วยังมีเหตุการณ์หนึ่ง คือ ทุกวันเวลาออกไปเรียนเราต้องตรวจดูเตารีดทุกครั้งว่าถอดปลั๊กหรือยัง อย่างน้อย 'สามรอบ' ใช่ค่ะ สามรอบ แบบพอขี่รถถึงหน้าปากซอย ก็ต้องวนรถขับกลับมามาตรวจดูอีก ทั้งๆทีก่อนหน้านี้เราก็พึ่งตรวจดูไป อาการนี้ทำให้เราทั้งเหนื่อย ทั้งหงุดหงิดทรมารมากค่ะ มันทำให้เราไปเรียนสายด้วย แต่เราหยุดไม่ได้ ถ้าเราไม่กลับไปตรวจอีก เราจะเกิดอาการเครียดค่ะ แบบปวดหัว เป็นกังวน หวาดระแวงตลอดเวลา
Hikikomori
อย่างที่บอกไปค่ะ ว่าเราเป็นพวกเก็บตัว แต่คำว่า "เก็บตัว" ยังถือว่าน้อยไปค่ะ ต้องเรียกว่า "กลัวโลกภายนอก" ซะมากกว่า ตอนนี้เราไม่ได้ออกจากบ้านมา 2 เดือนละค่ะ ไม่ไปไหนเลย ทั้งไม่ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือแม้แต่คุยกับเพื่อนบ้าน เราจะอาศัยอยู่แค่บริเวณบ้านค่ะ
อีกอย่าง คือ เรากลัวการออกไปในที่คนเยอะๆ เวลาไปเดินห้างเมื่อไร เราก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ปวดตัว อยากจะอ้วกค่ะ ตอนเดินผ่านคนอื่นๆ เราก็จะไม่สบตาเด็ดขาด บางครั้งหน้าของคนที่เรามองเราก็จะใช้วิธีทำให้มันเลือนๆหายไปเองค่ะ พอเข้าใจไหมอะค่ะ แบบเหมือนเราสั่งให้ตัวเองลบรายละเอียดเครื่องหน้าของคนที่เราเดินผ่านออกไปอะค่ะ ฟังดูน่ากลัวเนอะ 5555 การทำแบบนี้ มีข้อเสียคะ เพราะเราเคยเดินผ่านเพื่อนสนิทคนหนีง ไม่สิต้องเรียกว่าเดินข้างๆกันเลยตั้งหาก แบบห่างกันไม่ถึงเมตร แต่เราไม่สังเกตเห็นเพื่อนคนนั้นคะ เพราะตอนนั้นเรากำลังอยู่ในโหมดเลือนใบหน้าคนรอบๆข้างอยู่ ทำให้เพื่อนคนนี้ของเราเสียใจค่ะ คิดว่าเราไม่อยากคุยด้วย เราเลยรู้สึกแย่มากค่ะ เพราะใจจริงเราแค่กำลังกลัวอยู่แค่นั้นเอง
ที่นี้เราจะเล่าว่าเราเริ่มสังเกตอาการกลัวโลกภายนอกของเราเมื่อไร ที่ผ่านมา เราคิดมาตลอดว่าอาการที่เราเป็นอยู่ คือ การเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงแค่นั้น ใครๆก็เป็นกัน ไม่เห็นจะแปลก? แต่มีวันหนึ่ง ช่วงปิดเทอม แม่เราต้องไปทำงานที่ฮ่องกงค่ะ แกเลยฝากบ้านให้เราดุแล เพราะเราอยู่กับแม่แค่สองคน แล้วก่อนไป แม่บอกให้เราเอาค่าไฟไปจ่ายที่ 7/11 ซึ่งมันก็อยู่ใกล้บ้านเรามากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เดินไปแค่สองนาทีก็ถึง แล้วแม่แกก็ไปสนามบินค่ะ วันนั้นทั้งวัน เราพยายามหลีกเลี่ยงยื้ดช่วงเวลาที่ต้องออกไปจ่ายค่าไฟ คิดในหัวว่า "เดี่ยวตอนเย็นๆ ค่อยไป" พอถึงเวลาจริง เราก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกค่ะ แต่เราออกไปไม่ได้ สาเหตุเพราะ ....... เรากลัวค่ะ
เป็นอาการกลัวที่หนักมาก เราตัวสั่นไปหมด มือก็สั่น ไม่ยอมเดินออกจากบ้าน กลัวถึงขนาดร้องไห้ เราไม่อยากออกไปเจอผู้คนข้างนอกค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก ยิ่งแย่เข้าไปอีกเพราะเราห้ามตัวเองไม่ให้กลัวไม่ได้ สุดท้ายวันนั้นร้องไห้เสร็จแล้ว ค่อยออกไปจ่ายเงิน พนักงานก็มองหน้าแปลกๆ เพราะตาเราแดงมาก 555
อีกครั้งคือ วันหนึ่ง แม่ขับรถอยู่แล้วเรานั่งอยู่ที่ข้างคนขับ วันนั้นเป็นวันพระ แม่ก็เลย ขี่รถไปจอดเทียบข้างตลาด แล้วสั่งให้เราลงไปซื้อพวงมาลัยมาถวายพระ OMG ออกไปเซเว่นเรายังไม่ไหว นี้ให้ลงไปผจญแหล่งคนสัญจร มนุษย์นับล้าน สรุป เราไม่ลงค่ะ ให้ตายก็ไม่ลง กลัวมาก ร้องไห้เลย ทะเลาะกับแม่ด้วย บอกแม่ไปว่าวันนี้ใส่ขาสั้นมามันโป๊ อายคน ต่อไปนี้คือสถานที่ๆเรารู้สึกกลัวมากที่สุดสามอันดับค่ะ
1 ตลาดทุกรูปแบบ
2 ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
3 ร้านขายเสื้อ (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่คิดว่าสิ่งที่เรากลัวจริงๆคือ การคุยกับพนักงานขายในร้าน)
จดจำแต่เรื่องแย่ๆ
เราเป็นคนที่ไม่ได้มีความจำอะไรดีมากมาย หรือแตกต่างกับคนอื่นนักหรอกค่ะ แต่เราจะแปลกกว่าคนอื่นอยู่อย่าง คือ เราจะจดจำเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นกับตัวเราได้ดีค่ะ จำได้ย้อนหลังไปหลายปีมาก คิดว่าน่าจะขนาดสามขวบเลยทีเดียว เราจำมันได้เป็นภาพติดตาค่ะ จำความรู้สึก ณ ตอนนั้นได้ด้วย
เช่นความทรงจำที่เก่าที่สุดในหัวเราเท่าที่เราจะขุดมันขึ้นมาได้ คือ ตอนนอนเปลไกวค่ะ
เปลไกวที่ว่านี้อยู่ที่บ้านคุณปู่กับคุณย่า มัดผูกกับต้นไม้สองต้น ซึ่งตอนนี้ต้นไม้นั้นก็ยังอยู่ แต่ปู่เอาเปลออกไปแล้ว เพราะเปลมันขนาดเล็กมาก เพราะเป็นเปลสำหรับเด็ก เราจำได้ว่าปู่เอาเราไปนอนในเปล แล้วก็ไกวไปเรื่อยๆ เพื่อให้เราหลับ แต่ความเป็นจริงนี้ เปลตัวนี้มันไม่ได้ทำให้เด้กหลับค่ะ แต่มันทำให้เด็กเวียนหัวจนหลับไปเอง ความรู้สึกทรมาน เวียนหัวจากเปลนั้นมันยังหลอกหลอนเราจนถึงทุกวันนี้ เราจำได้ทุกอย่างค่ะ จำภาพวิวที่เรามอง ตอนอยู่ในเปลนั้นได้ค่ะ
ทีนี้เป็นเพราะมีความทรงจำแย่ๆในหัวมากเกินไป เราก็พยายามที่จะลืมค่ะ แต่เราทำไม่ได้ ถ้ามีอะไรมากระตุ้น ความทรงจำนั้นก็จะโผล่มา พร้อมกับความรู้สึก ณ เวลานั้น ตอนนี้พอเล่าเรื่องเปลเราก็รู้สึกเวียนหัวเลยคะ 555 อาการนี้เองก็ทำให้เรารู้สึกทรมานมาก เหมือนเราไม่สามารถลืมเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ทำให้ตัวเรากลายเป็นทำอะไรก็ระวังไปหมด กลายเป็นระแหวง และอาจจะเป็นสาเหตุให้เราเกิดพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำก็เป็นได้
พฤติกรรมคุยกับตัวเอง
มีใครเคยคุยกับตัวเองไหมคะ? เราชอบคุยกับตัวเองค่ะ คุยบ่อยมาก เยอะมาก ทุกเวลาทุกนาที ตอนนี้ที่นั่งพิมพ์กระทู้ก็ยังคุย เนื้อหาที่คุยก็ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันสักนิด คุยเรื่องอะไรไม่รู้ เป็นบ้าเป็นบอ คุยเป็นเรื่องเป็นราว คุยจนตัวเองปวดหัว เราอยากหยุดค่ะ แต่ทำไม่ได้ เราห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ เสียงที่ตอบกลับในหัวเรา บางทีก็เป็นเสียงคนอื่นค่ะ แต่เรื่องที่เราคุยมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนะค่ะ ออกจะเป็นเรื่องสนุกๆด้วยซ้ำ เราคิดว่าที่เราเป็นแบบนี้ เพราะเราเหงาค่ะ เราต้องอยู่บ้านคนเดียว พอไม่มีอะไรจะทำ ก็คุยกับตัวเองนี้แหละ มันช่วยให้เราหายเหงาค่ะ แต่เราไม่ชอบหรอก เพราะเราคิดว่าคนอื่นคงไม่เป็นแบบเรา?
เรื่องที่เหลือเราเขียนลงเด็กดีไปแล้วค่ะ
คิดว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคจิตค่ะ
ตัวเราเป็นคนค่อนข้างแปลกค่ะ ย้ำว่าแปลกค่ะ ไม่ค่อยมีเพื่อนด้วย เป็นคนคุยกับคนอื่นไม่เก่ง ประมาณว่าเราไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไง ถ้าพูดแบบนี้ไป เขาจะชอบไหม? ถ้าพูดแบบนี้ไปมีผลเสียรึป่าว? เราจะคิดถึงผลในอนาคตตลอดค่ะ บางทีเพื่อตัดปัญหาเราก็เลือกที่จะเงียบไปเลยคนอื่นคงคิดว่าเราหยิ่งอะค่ะ เพราะหน้าตาเราไม่แสดงอารมณ์สักเท่าไหร่
แต่เวลาอยู่กับเพื่อนนี้เหมือนเราเป็นคนละคนค่ะ หัวเราะ แจ่มใสดี ออกจะบ้าๆบวมๆ พูดไม่รู้เรื่อง 5555 แต่บอกตามตรงเราเป็นคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใคร ทุกอย่างเราต้องเช็ก ต้องทำด้วยตัวเองค่ะ แล้วเรายังกลัวการเริ่มความสัมพันธ์กับคนรอบข้างค่ะ ครั่งหนึ่งเคยมีคนมาจีบ ตัวเราก็ชอบเขาเหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยคุยกับเขา ซึ่งสาเหตุน่าจะมาอาการ "พูดไม่จบ" ของเราค่ะ คนๆนั้นก็คงจะทนนิสัยเฉยชาเราไม่ไหวมั่งค่ะ มันเริ่มทำให้เราสงสัยตัวเองว่าเราเป็นพวกหลายบุคลิกรึป่าว เพราะบางครั้ง พฤติกรรมเราจะแปลกไป เดี่ยวเราจะเราให้ฟังช่วงท้ายค่ะ ก่อนอื่นเราขอ list นิสัยแปลกๆของเราก่อนนะคะ
พูดไม่จบ
อาการพูดไม่จบของเรา คือ เราจะเป็นพวกพูดอะไรบางอย่างอยู่ แล้วหยุดพูดไปเลยค่ะ สมมุติว่า เพื่อนกำลังคุยเรื่อง ร้านอาหารอร่อยๆกัน แล้วเราพูดแทรกขึ้นมาว่า
"เออ เมื่อวานไป" แล้วเราก็ไม่พูดต่อค่ะ เหมือนอยู่ๆ เราก็หมดอารมณ์จะพูดต่อค่ะ เราคิดว่า พูดไป คงไม่มีคนสนใจฟังหรอก ขี้เกียจอธิบายด้วย ประมาณนี้ค่ะ แต่เพื่อนในกลุ่มเรา เขาไม่ค่อยรู้หรอกค่ะ เพราะเพื่อนเราส่วนใหญ่เป็นคนพูดเก่งกัน พอเราหยุดพูดไป เขาก็ไม่สังเกต 5555
หวาดระแวงและOCD
เราเป็นคนที่ไม่ใว้ใจใครค่ะ เวลาทำงานอะไร เราต้องตรวจต้องเช็กทุกครั้ง บางครั้งถึงแม้ว่าเราจะเช็กแล้ว เราก็ยังเช็กย้ำๆๆๆ อยู่อย่างงั้น เหมือนเป็นโรค OCD ย้ำคิดย้ำทำ
เช่น ต้องเช็คกระเป๋าเงินทุก 5 นาที เช็กเอกสารต่างๆด้วยตัวเอง แล้วยังมีเหตุการณ์หนึ่ง คือ ทุกวันเวลาออกไปเรียนเราต้องตรวจดูเตารีดทุกครั้งว่าถอดปลั๊กหรือยัง อย่างน้อย 'สามรอบ' ใช่ค่ะ สามรอบ แบบพอขี่รถถึงหน้าปากซอย ก็ต้องวนรถขับกลับมามาตรวจดูอีก ทั้งๆทีก่อนหน้านี้เราก็พึ่งตรวจดูไป อาการนี้ทำให้เราทั้งเหนื่อย ทั้งหงุดหงิดทรมารมากค่ะ มันทำให้เราไปเรียนสายด้วย แต่เราหยุดไม่ได้ ถ้าเราไม่กลับไปตรวจอีก เราจะเกิดอาการเครียดค่ะ แบบปวดหัว เป็นกังวน หวาดระแวงตลอดเวลา
Hikikomori
อย่างที่บอกไปค่ะ ว่าเราเป็นพวกเก็บตัว แต่คำว่า "เก็บตัว" ยังถือว่าน้อยไปค่ะ ต้องเรียกว่า "กลัวโลกภายนอก" ซะมากกว่า ตอนนี้เราไม่ได้ออกจากบ้านมา 2 เดือนละค่ะ ไม่ไปไหนเลย ทั้งไม่ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือแม้แต่คุยกับเพื่อนบ้าน เราจะอาศัยอยู่แค่บริเวณบ้านค่ะ
อีกอย่าง คือ เรากลัวการออกไปในที่คนเยอะๆ เวลาไปเดินห้างเมื่อไร เราก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ปวดตัว อยากจะอ้วกค่ะ ตอนเดินผ่านคนอื่นๆ เราก็จะไม่สบตาเด็ดขาด บางครั้งหน้าของคนที่เรามองเราก็จะใช้วิธีทำให้มันเลือนๆหายไปเองค่ะ พอเข้าใจไหมอะค่ะ แบบเหมือนเราสั่งให้ตัวเองลบรายละเอียดเครื่องหน้าของคนที่เราเดินผ่านออกไปอะค่ะ ฟังดูน่ากลัวเนอะ 5555 การทำแบบนี้ มีข้อเสียคะ เพราะเราเคยเดินผ่านเพื่อนสนิทคนหนีง ไม่สิต้องเรียกว่าเดินข้างๆกันเลยตั้งหาก แบบห่างกันไม่ถึงเมตร แต่เราไม่สังเกตเห็นเพื่อนคนนั้นคะ เพราะตอนนั้นเรากำลังอยู่ในโหมดเลือนใบหน้าคนรอบๆข้างอยู่ ทำให้เพื่อนคนนี้ของเราเสียใจค่ะ คิดว่าเราไม่อยากคุยด้วย เราเลยรู้สึกแย่มากค่ะ เพราะใจจริงเราแค่กำลังกลัวอยู่แค่นั้นเอง
ที่นี้เราจะเล่าว่าเราเริ่มสังเกตอาการกลัวโลกภายนอกของเราเมื่อไร ที่ผ่านมา เราคิดมาตลอดว่าอาการที่เราเป็นอยู่ คือ การเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงแค่นั้น ใครๆก็เป็นกัน ไม่เห็นจะแปลก? แต่มีวันหนึ่ง ช่วงปิดเทอม แม่เราต้องไปทำงานที่ฮ่องกงค่ะ แกเลยฝากบ้านให้เราดุแล เพราะเราอยู่กับแม่แค่สองคน แล้วก่อนไป แม่บอกให้เราเอาค่าไฟไปจ่ายที่ 7/11 ซึ่งมันก็อยู่ใกล้บ้านเรามากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เดินไปแค่สองนาทีก็ถึง แล้วแม่แกก็ไปสนามบินค่ะ วันนั้นทั้งวัน เราพยายามหลีกเลี่ยงยื้ดช่วงเวลาที่ต้องออกไปจ่ายค่าไฟ คิดในหัวว่า "เดี่ยวตอนเย็นๆ ค่อยไป" พอถึงเวลาจริง เราก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกค่ะ แต่เราออกไปไม่ได้ สาเหตุเพราะ ....... เรากลัวค่ะ
เป็นอาการกลัวที่หนักมาก เราตัวสั่นไปหมด มือก็สั่น ไม่ยอมเดินออกจากบ้าน กลัวถึงขนาดร้องไห้ เราไม่อยากออกไปเจอผู้คนข้างนอกค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก ยิ่งแย่เข้าไปอีกเพราะเราห้ามตัวเองไม่ให้กลัวไม่ได้ สุดท้ายวันนั้นร้องไห้เสร็จแล้ว ค่อยออกไปจ่ายเงิน พนักงานก็มองหน้าแปลกๆ เพราะตาเราแดงมาก 555
อีกครั้งคือ วันหนึ่ง แม่ขับรถอยู่แล้วเรานั่งอยู่ที่ข้างคนขับ วันนั้นเป็นวันพระ แม่ก็เลย ขี่รถไปจอดเทียบข้างตลาด แล้วสั่งให้เราลงไปซื้อพวงมาลัยมาถวายพระ OMG ออกไปเซเว่นเรายังไม่ไหว นี้ให้ลงไปผจญแหล่งคนสัญจร มนุษย์นับล้าน สรุป เราไม่ลงค่ะ ให้ตายก็ไม่ลง กลัวมาก ร้องไห้เลย ทะเลาะกับแม่ด้วย บอกแม่ไปว่าวันนี้ใส่ขาสั้นมามันโป๊ อายคน ต่อไปนี้คือสถานที่ๆเรารู้สึกกลัวมากที่สุดสามอันดับค่ะ
1 ตลาดทุกรูปแบบ
2 ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
3 ร้านขายเสื้อ (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่คิดว่าสิ่งที่เรากลัวจริงๆคือ การคุยกับพนักงานขายในร้าน)
จดจำแต่เรื่องแย่ๆ
เราเป็นคนที่ไม่ได้มีความจำอะไรดีมากมาย หรือแตกต่างกับคนอื่นนักหรอกค่ะ แต่เราจะแปลกกว่าคนอื่นอยู่อย่าง คือ เราจะจดจำเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นกับตัวเราได้ดีค่ะ จำได้ย้อนหลังไปหลายปีมาก คิดว่าน่าจะขนาดสามขวบเลยทีเดียว เราจำมันได้เป็นภาพติดตาค่ะ จำความรู้สึก ณ ตอนนั้นได้ด้วย
เช่นความทรงจำที่เก่าที่สุดในหัวเราเท่าที่เราจะขุดมันขึ้นมาได้ คือ ตอนนอนเปลไกวค่ะ
เปลไกวที่ว่านี้อยู่ที่บ้านคุณปู่กับคุณย่า มัดผูกกับต้นไม้สองต้น ซึ่งตอนนี้ต้นไม้นั้นก็ยังอยู่ แต่ปู่เอาเปลออกไปแล้ว เพราะเปลมันขนาดเล็กมาก เพราะเป็นเปลสำหรับเด็ก เราจำได้ว่าปู่เอาเราไปนอนในเปล แล้วก็ไกวไปเรื่อยๆ เพื่อให้เราหลับ แต่ความเป็นจริงนี้ เปลตัวนี้มันไม่ได้ทำให้เด้กหลับค่ะ แต่มันทำให้เด็กเวียนหัวจนหลับไปเอง ความรู้สึกทรมาน เวียนหัวจากเปลนั้นมันยังหลอกหลอนเราจนถึงทุกวันนี้ เราจำได้ทุกอย่างค่ะ จำภาพวิวที่เรามอง ตอนอยู่ในเปลนั้นได้ค่ะ
ทีนี้เป็นเพราะมีความทรงจำแย่ๆในหัวมากเกินไป เราก็พยายามที่จะลืมค่ะ แต่เราทำไม่ได้ ถ้ามีอะไรมากระตุ้น ความทรงจำนั้นก็จะโผล่มา พร้อมกับความรู้สึก ณ เวลานั้น ตอนนี้พอเล่าเรื่องเปลเราก็รู้สึกเวียนหัวเลยคะ 555 อาการนี้เองก็ทำให้เรารู้สึกทรมานมาก เหมือนเราไม่สามารถลืมเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ทำให้ตัวเรากลายเป็นทำอะไรก็ระวังไปหมด กลายเป็นระแหวง และอาจจะเป็นสาเหตุให้เราเกิดพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำก็เป็นได้
พฤติกรรมคุยกับตัวเอง
มีใครเคยคุยกับตัวเองไหมคะ? เราชอบคุยกับตัวเองค่ะ คุยบ่อยมาก เยอะมาก ทุกเวลาทุกนาที ตอนนี้ที่นั่งพิมพ์กระทู้ก็ยังคุย เนื้อหาที่คุยก็ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันสักนิด คุยเรื่องอะไรไม่รู้ เป็นบ้าเป็นบอ คุยเป็นเรื่องเป็นราว คุยจนตัวเองปวดหัว เราอยากหยุดค่ะ แต่ทำไม่ได้ เราห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ เสียงที่ตอบกลับในหัวเรา บางทีก็เป็นเสียงคนอื่นค่ะ แต่เรื่องที่เราคุยมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนะค่ะ ออกจะเป็นเรื่องสนุกๆด้วยซ้ำ เราคิดว่าที่เราเป็นแบบนี้ เพราะเราเหงาค่ะ เราต้องอยู่บ้านคนเดียว พอไม่มีอะไรจะทำ ก็คุยกับตัวเองนี้แหละ มันช่วยให้เราหายเหงาค่ะ แต่เราไม่ชอบหรอก เพราะเราคิดว่าคนอื่นคงไม่เป็นแบบเรา?
เรื่องที่เหลือเราเขียนลงเด็กดีไปแล้วค่ะ