รู้สึกท้อแท้กับชีวิต

สวัสดีค่ะ ฉันคือพนักงานเงินเดือนคนหนึ่ง คนธรรมดาๆทั่วไป ที่อยากมาเล่าประสบการณ์ชีวิตเบาๆ
...
ในตอนอายุ 15 มีแฟนค่ะ ซึ่งเป็นแฟนคนแรก หน้าตาดี เพอร์เฟ็คทุกอย่าง ทั้งฐานะการเรียน และเงิน
เราคุยกันดีค่ะ คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน คอยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันเสมอ
คอยเล่นด้วยกัน ชวนกันไปเล่นบาส ว่ายน้ำ เล่นเกมส์ตามประสาเด็กๆ
..แต่แฟนได้เสียชีวิตไปค่ะ เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบางอย่าง รู้สึกเคว้งคว้างเพราะแฟนคนแรกเป็นคนที่ดูแลเทคแคร์ดีมาก
.....
ทำให้ฉันอายุ 16 เป็นครั้งแรกที่ได้ออกท่องโลกค่ะ ได้ลองกินเบียร์ ลองหลายๆอย่าง รวมถึงมีอะไรกับผู้ชายครั้งแรก
มันเป็นความรู้สึกอยากรู้อยากลองค่ะ พอลองแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบเท่าไร ไม่เหมือนกับที่เราคิดไว้
อีกทั้งโดนรุมทำมิดีมิร้ายจากคนที่ไว้ใจค่ะ โดนหลอก โดนซ้ำเติม โดนสารพัดอย่าง รวมทั้งโดนข่มขืน
ในตอนแรกกลัวมากค่ะ กลัวจะมองหน้าผู้คน แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นความลับค่ะ ไม่ได้ไปเล่าให้ใครฟัง
พ่อกับแม่ท่านก็ไม่ทราบค่ะ เราปิดบังไว้เพราะกลัวท่านเสียใจ เราจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นิ่งเตือนใจเราเองเรื่อยมา
....
จนอยู่มาวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ซึ่งเป็นแฟนคนที่สองของเราที่คบจริงจัง
เขาเป็นคนที่มีฐานะธรรมดา ด้อยกว่าเราในทุกเรื่องค่ะ ทั้งเรื่องเรียน ฐานะ การเงิน
แต่เราก็รับมันได้ เพราะตอนนั้นเราอายุจะ 18 เป็นวัยรุ่นเฟรชชี่ใหม่ๆ
เลยไม่ได้มองถึงเรื่องอนาคตเท่าไร ความรักดูสดใส เหมือนคู่รักทั่วไป
...แต่เราก็พลาดค่ะ เราท้อง และไม่กล้าเอาออกตอนอายุ19 เราพยายามปิดบังพ่อแม่ และคนรอบตัว
เรียนมหาลัยตามปกติ ทำตัวเป็นปกติ คนดูไม่ออก อาจเพราะเราเป็นคนค่อนข้างผอมด้วย
จนเรียนไปพักหนึ่ง ก็มีคนเอาเรื่องเราไปบอกพ่อกับแม่ค่ะ....
พ่อกับแม่ช็อคมาก เพราะเราเป็นคนค่อนข้างเรียนดี และเป็นลูกคนโตของบ้าน เรียนคณะและมหาลัยที่ดีในระดับหนึ่ง
ด้วยความดีที่ทำเอาไว้เลยทำให้โทษเราลดลงในระดับหนึ่ง พ่อกับแม่ให้เลือกระหว่างเรียนกับผู้ชาย
แน่นอนค่ะเราเลือกเรียนต่อและเลิกคบกับแฟนคนนี้เนื่องจากพ่อแม่ไม่ปลื้มค่ะ
ดรอปเรียนไปหนึ่งเทอมเต็มๆๅด้วยกัน เพื่อดูแลตัวเองและลูกในท้องค่ะ ระหว่างนั้นก็ส่งเราไปอยู่กับลุงกับป้าที่ ตจว
เนื่องจากพ่อแม่กลัวเราอายคนแถวบ้าน คนรู้จักที่อยู่แถวๆนั้น
ช่วงที่อยู่กับลุงกับป้า พยายามทำตัวไม่ให้เป็นคนที่ดูแย่ โดยการทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า กินข้าว ยกของ
เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากลุงกับป้าเลย แม่เราส่งเงินมาให้ลุงกับป้าตลอดค่ะ เพราะลุงกับป้าก็ฐานะค่อนข้างไม่มั่นคงเท่าไรในตอนนั้น
รวมถึงเงินที่ให้เราไปฝากท้องกับคลินิกด้วย เราไม่ได้ฝากท้องกับคลินิกนะคะ เราฝากกับโรงพยาบาลซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทุกวันนี้เรายังสงสัยอยู่เลยค่ะ ว่าค่าฝากท้องเราแกเอาไปทำอะไร เราก็ไม่กล้าถามเรื่องนี้กับแม่จนปัจจุบัน
ไม่นานเขาก็เอาเราไปพูดว่า เราไม่ช่วยงานบ้านเขา แม่โทรมาต่อว่า ว่าทำไมไปทำตัวที่บ้านคนอื่นแบบนั้น
รู้สึกแย่มากค่ะ ที่เหมือนโดนใส่ร้ายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลย หรือเพราะเราโดนมองไม่ดีอยู่ไม่รู้
เราร้องไห้ทุกวัน ทั้งท้อ ทั้งเหงา ทั้งรู้สึกผิดหวัง รู้สึกอยากตายไปให้พ้นๆ รู้สึกอยากหลับไป แต่ก็คิดถึงลูกในท้องที่รอวันออกมา
อดทน อดกลั้น กลั้นน้ำตา รับในความผิดพลาดของตนเองที่ทำลงไป รับในความจริงที่เกิดขึ้น
ในวันที่เราคลอดลูก ไม่มีใครมาให้กำลังใจ ไม่มีใครมาคอยนอนเฝ้า มีแค่แม่กับลูกน้อย
มองไปเตียงข้างๆ เขาอยู่พร้อมหน้าครอบครัว แลดูอบอุ่นกันมากเลยค่ะ ทั้งๆที่เขาอายุเท่าๆกับเราแท้ๆ
เวลาผ่านไป เราก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านค่ะ พ่อกับแม่เริ่มคุยกับเรามากขึ้นหลังจากที่เรากลับมา
... 1 เดือนหลังจากนั้น ยายเราได้เสียชีวิตลงค่ะ รู้สึกแย่มาก เมื่อเห็นแม่ร้องไห้
เราจึงย้ายไปจังหวัดที่ยายอยู่ค่ะ เพื่อไปอยู่บ้านยาย ความลับเราจึงเปิดเผยในหมู่ญาติเวลาต่อมา
ระหว่างนั้นก็มีคำนินทา คำดูถูกของคนที่ผ่านไปผ่านมาเข้ามาตลอดค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะเขาไม่ใช่พ่อแม่เรา
พี่สาว พี่ชาย และป้าเราที่เป็นญาติกัน คอยดูแลลูกให้เราค่ะ ด้วยความที่ลูกของเราเป็นหลานคนแรกในครอบครัว
ไม่นานก็ถึงเวลากลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งค่ะ คำถามมากมายจากหลายๆคนว่าทำไมดรอปเรียน เราก็ได้แต่พูดเพียงว่าไม่พร้อม
แต่เราไม่ได้ปิดบังค่ะ แค่เราบอกว่าไม่พร้อมที่จะเรียน ไม่พูดทั้งหมด แต่เราจะบอกเฉพาะคนที่ไว้ใจและคนสนิทเท่านั้น
โดยพ่วงท้ายว่า ไม่ได้ต้องการปิดบังใคร แต่กลัวตกใจกันเลยต้องขอเงียบเอาไว้ก่อน รอเรียนจบ
ซึ่งระหว่างเรียนก็มีวิชาจิตวิทยาค่ะ ที่เราต้องสอบและได้เรียนรู้ ทำให้เราได้พบว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง
ถึงแม้จะรู้แต่กไม่กล้าไปหาหมอค่ะ เพราะคิดว่าตัวเองเอาอยู่ ควบคุมความรู้สึก อารมณ์ของตัวเองได้
.....
ไม่นานเราก็พบกับแฟนใหม่ค่ะ เป็นคนหน้าตาดี นิสัยน่ารัก เราจึงเปิดใจอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้คุยกับใครมานาน
เราคิดว่าเขาคนนี้แหละค่ะที่จะคอยดูแลเราไปตลอดชีวิต เพราะเขาสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเราไปไหน
ตลอดเวลาที่คบกันแรกๆ เราตัวแแทบติดกันค่ะ คิดถึงกันตลอดเวลา
แต่ด้วยความที่มีบทเรียนเรื่องความรักแล้ว เราจึงจริงจังกับเขาทุกทางเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ
กลายเป็นการสร้างความกดดันให้เขาเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ่นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเขาก็แอบไปชอบคนใหม่โดยที่เราไม่รู้ตัว
โดนบอกเลิกครั้งแรก ระหว่างนั้นรู้สึกตัวเองแย่ลงได้ในทันทีค่ะ อาการซึมเศร้าเป็นหนักกว่าเดิม ควบคุมตัวเองไม่ได้
เราร้องไห้ทุกวัน อ้อวอนให้เขากลับมา ยอมทุกอย่างเพื่อที่จะให้เขากลับมาหาอีกครั้ง
ตอนนั้นดูเป็นคนโง่ในระดับหนึ่งเลย หลายๆคนคอยซ้ำเติมคอยสมน้ำหน้าเราไม่ขาดสาย ทั้งลับหลังและต่อหน้า
ผ่านไปสามเดือน เขากลับมาหาเราค่ะ เราดีใจมาก เพราะตอนนั้นเรารู้สึกไปแล้วว่าเขาคือคนที่เราให้ความสำคัญ
เรารักเขามากกว่าเดิมค่ะ พยายามไม่หาเรื่องทะเลาะ พยายามพาเขาไปเปิดหูเปิดตา
พยายามทำให้เขาเป็นที่รักของคนอื่น ผลักดันเขาให้เป็นที่รู้จัก จนเขารู้จักคนมากมายในระดับหนึ่ง
..มันเกิดเหตุการณ์ บางอย่างเกิดขึ้น
เขานอกใจเราอีกครั้งโดยที่เราไม่รู้ ในช่วงนั้น อา กับ ย่า เราเสียไปอีกสองท่าน เขาบอกเลิกเรา
ความรู้สึกแย่ถาโถมเข้ามาในชีวิต รู้สึกเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ค่ะ
พยายามเอากรรไกรแทงตัวเอง พยายามจะกระโดดตึก แต่ก็โดนห้ามไว้ทุกครั้ง
จนในที่สุดเราก็กินยาเกินขนาดค่ะ เรากินยาแก้เครียดไปมากจนทำให้เรามึนเมาได้
ด้วยสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ทำให้เรานึกถึงพ่อแม่น้องและลูกขึ้นมาค่ะ ว่าถ้าเราตายตรงนี้พวกเขาจะรู้สึกยังไง
เราจึงตัดสินใจเดินไปโรงพยาบาลค่ะ เดินไปเซไป ขาพลิกระหว่างทาง จนในที่สุดก็ไปถึงหน้าแผนกจิตเวช
แผนกปิดค่ะ เราลืมไปว่าวันนั้นเป็นวนหยุด ซึ่งทำให้หลายๆแผนกในโรงพยาบาลปิด
เท่าที่เราจำได้ ตอนเราตัดสินใจนั่งลงตรงเก้าอี้หน้าแผนก ก็มีคุณพยาบาลเดินมาค่ะ พร้อมรถเข็ด
ซึ่งเรามารู้ตัวอีกทีก็อยู่แผนกฉุกเฉินซะแล้ว พี่ๆที่สนิทรีบมาหาเพื่อดูอาการเราค่ะ
หมอกถามเราเเป็นอะไรมา เราก็ตอบไปตรงๆเลยค่ะ กินยาเกินขนาดมา อยากฆ่าตัวตาย
หมอเลยบอกว่า สักครู่นะครับ เดี๋ยวหมอไปเรียนจิตแพทย์ก่อนนะ ใจเย็นๆ
หลังจากนั้นเราก็ได้แอดมิดที่แผนกฉุกเฉินค่ะ ด้วยอาการมึนๆ ข้าวไม่ยอมกิน ร้องไห้ทั้งวัน
น้องๆที่สนิท พี่ๆที่สนิทคอยผลัดวันกันมาเฝ้าอาการคนบ้าคนนึงที่เอาแต่ใจตัวเองค่ะ
ช่วงนั้นสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มงไปเห็นกรรไกร ก็พยายามเอากรรไกรมาแทงตัวเองจนพยาบาลต้องมาห้ามทีเดียว
ช่วงนั้นไม่เห็นหน้าแฟนคนนี้เลยค่ะ เขาไม่สนใจเลย โดยเขาอ้างว่า ไม่มาให้เราเห็นจะดีกว่า
อาจจะจริงนะคะ แต่ตอนนั้นเราต้องการกำลังใจมาก ไม่ว่าจากใครเราก็ต้องการ
สุดท้ายเรื่องที่เราแอดมิดก็ถึงหูพ่อกับแม่โดยฝีมือน้องสนิทเราค่ะ (ตอนนี้เรียนจบแล้วทำงานแล้ว อยู่ ตจว)
พ่อเราก็บึ่งมาหาเราที่โรงพยาบาลเลยค่ะในวันต่อมา พ่อนั่งร้องไห้กุมมือเราทุกวัน คอยป้อนข้าวเราทุกวันเลย
พ่อคอยดึงสติเราเสมอ คอยถามว่าเรารักพ่อไหม เราก็บอกเสมอว่าเรารักค่ะ แต่เราทำร้ายตัวเองไปแล้ว
ทำได้แต่ขอโทษพ่อค่ะ แต่เราควบคุมตัวเองไม่ไหวจริงๆในตอนนั้น
สามสี่วันผ่านไป พ่อเราก็เปลี่ยนหน้าที่กับแม่ค่ะ แม่มาเฝ้าเราแทน
แม่เราจะเป็นคนสไคล์พูดตรงๆค่ะ เขาก็บอกว่าทำไมเราไม่สู้ ถ้ารักพ่อกับแม่ต้องเข้มแข็งสิ
เรื่องที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไป พ่อกับแม่ให้อภัยลูกแล้ว....
เราได้ย้ายไปอยู่แผนกจิคเวชในวันถัดมาค่ะ ที่นี่ดูแลเราดีมาก แม่อยู่เฝ้าเราสามสี่วันแล้วก็กลับค่ะ เพราะต้องทำงาน
เราบอกแม่ว่าเราจะดูแลตัวเอง จะออกมาจากโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเพื่อรับปริญญา (รับปีนั้นพอดี)
ในใจเราก็ยังเฝ้าห่วงหาเขาตลอดค่ะ ทั้งที่เราควรห่วงลูกกับพ่อแม่ ครอบครัวมากกว่า
สุดท้ยเราก็ออกมาทันรับปริญญาได้ค่ะ พ่อกับแม่ก็มาในวันนั้น รู้สึกอย่างน้อยก็ทำให้พ่อแม่ภูมิใจว่าจบมา
แต่เราก็คงยังจมอยู่กับความทุกข์ในใจอยู่เหมือนเดิม เหมือนเราฝังใจในผู้ชายคนนี้มากๆ
เราก็ยังต้องการเขาอยู่ดีค่ะ มันเหมือกับคนที่ติดยาแล้วขาดยา เหมือนจะลงแดง
จากที่เราศึกษามาความรักมันก็เหมือนสารเสพติด ระหว่างที่เราได้รักกับเขา สารเอนโดฟินซึ่งเป็นสารแห่งความรักได้หลั่งออกมาตลอด
แต่พอเราไม่มีเขาแล้ว ก็ทำให้สารนั้นลดลง จึงทำให้สมองสั่งการว่าต้องไปหาสิ่งนี้ เพื่อเติมเต็มมันอีกครั้ง
ดังนั้นคำแนะนำสำหรับคนอกหัก คือหาอย่างอื่นทำให้ตนเองมีความสุข เพื่อทดแทนสิ่งดังกล่าว
แต่เราไม่ได้ทำอะไร ทำให้เราตกอยู่ในวังวนความคิดถึงเขาค่ะ คิดถึงแล้วคิดถึงอีก
ระหว่างที่เลิกกันเราท้องกกับเขาค่ะ ได้ประมาณ 3 เดือน
แต่เมื่อเขาได้รับรู้ เขาบอกเราว่าให้เราเอาออกค่ะ เขาให้เหตุผลว่าเขายังเรียนอยู่ ไม่พร้อมที่จะมีภาระ เราเสียใจมาก
ทำก็ทำด้วยกัน ทำไมไม่รับด้วยกันล่ะ ... ความเครียดถาโถมค่ะ
ไม่นานเราก็แท้งตัวเล็กของเรา.... หมอบอกว่าเกิดจากความเครียด และสิ่งกระทบกระเทือนจิตใจค่ะ
แฟนใหม่เขาก็ไม่ใยดีใดๆเลยนะคะ ทั้งที่รู้ว่าเรามีลูกกับเขา แต่อาจเพราะเป็นคนต่างประเทศเลยไม่แคร์
มารู้อีกทีเขาโกหกทั้งเราทั้งแฟนใหม่ค่ะ โดยเราให้ข้อตกลงว่าเขาจะต้องไม่มีอะไรกับใครอีกจนกว่าจะแต่งงาน
เขารับปากอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อค่ะ ผิดคำพูด หลอกเรา มานักต่อนักแล้ว ผิดสัญญา ทำไมจะผิดไม่ได้
เราจะคอยดูค่ะว่าเขาจะสามารถทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับเราได้หรือไม่
หลายๆคนไม่รู้เรื่องนี้(ที่ท้อง) ก็เข้าใจผิด แล้วมาบอกกับเราว่าเราควรจะปล่อยเขาไปได้แล้ว ให้เขามีทางของเขาใหม่
แล้วก็เข้าข้างเขาค่ะ เนื่องจากเราเป็นคนที่จริงจัง และดุสำหรับหลายๆคนด้วย
เราก็ยอมปล่อยค่ะ มันคงต้องค่อยๆปล่อย ไม่ใช่ตัดขาดเลย
ปัจจุบันเราไม่ได้ติดต่อเขาแล้วค่ะ แต่เขาต้องจ่ายเงินส่วนที่ติดให้เราเรื่อยๆ เป็นค่ารักษาพยาบาลของเราค่ะ
เพื่อนร่วมงานเราก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องมีลูกนี้แต่อย่างใด ทำงานมีความสุขดีค่ะ
ตอนนี้เราคอยย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าจะทำอะไร ทำยังไงให้คิดให้รอบคอบเสมอ
เรารู้สึกดีใจค่ะที่ยังมีคนคอยให้กำลังใจเราเสมอ แม่ว่าเราจะโดนมองแย่ๆระหว่างที่เพ้อรำพึงรำพันถึงเขาไปบ้าง
แต่ก็นะคะ ยังไงก็ต้องเดินต่อไป เพื่อลูกของเราค่ะ
รักษาตัวเอง รักษาจิตใจกันต่อไป เพื่ออนาคต เพื่อครอบครัว
........
ชีวิตที่แลกด้วยความด้วยบทเรียนต่างๆมากมาย
ความโง่ ความไม่นึกคิดของตัวเองเป็นบทเรียนที่มีค่าพอสมควรเลยค่ะ
ต่อไป ถ้าเราได้ลองรักใครใหม่อีก เราคงไม่ทำแบบเดิมแล้วค่ะ
คนที่ไม่ใช่ ยังไงก็ไปด้วยกันไม่ได้ จริงไหมคะ?
......
เราโง่มากเลยใช่ไหมคะจากที่ทุกคนอ่านมา แต่ก็อย่างที่ว่าแหละค่ะ
ทางศาสนาพุทธ ก็อาจเป็นเพราะกรรมที่เราก่อไว้ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า มันย้อนกลับมาหาเรา
อาจเป็นเพราะ เวลาเรารักใครแล้วเราไม่เผื่อใจด้วย
อยากรู้ว่าทุกคนมองคนแบบเราเป็นคนยังไงค่ะ
.....
อยากให้คนที่รู้สึกท้อแท้กับชีวิต มีกำลังใจเดินหน้าต่อไปนะคะ ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่