ประสบการณ์ส่วนตัว "มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าคุณรักเพศอะไร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณรักใครต่างหาก"

สมัยมัธยม 4 ผมก็เหมือนผู้ชายทั่วไปที่มีแฟนผู้หญิง เป็นป๊อปปี้เลิฟใสๆวัยเด็ก แต่เมื่อถึง ม.6 ผมก็รู้ซึ้งถึงความรัก ที่ผมเรียกมันว่าเป็นรักครั้งแรกของผม ติดอยู่ที่ว่าครั้งนี้ผมรักเพื่อนสนิทของผม.....ที่เป็นผู้ชาย

ย้อนไปสมัย ม.4 แก๊งของผมเป็นแก๊งชายล้วน แต่ผมจะมีเพื่อนสนิทที่สุดคนนึง เราทำอะไรด้วยกัน ไปไหนด้วยกัน ติวหนังสือกัน ผมไปนอนบ้านมัน เล่นเกมส์ ดูหนัง ตามประสาเพื่อนสนิท ตอนนั้นผมก็รู้สึกแค่ว่ามันเป็นเพื่อนสนิทที่ดีคนนึงเท่านั้น และผมก็คุยๆกับผู้หญิงคนนึงอยู่

จนกระทั่ง ม.6 ตอนนั้นผมจำได้ว่าสถานการณ์การเงินของที่บ้านผมย่ำแย่ ธุรกิจที่พ่อไปลงทุนเจ๊งไม่เป็นท่า จากที่เคยกินอยู่อย่างสบาย กลายเป็นว่าชีวิตลำบากขึ้น สภาพจิตใจของผมก็ย่ำแย่ แต่ก็มีมันเนี่ยแหละ ที่อยู่ข้างผมตลอด ถ้าไม่มีมันช่วงนั้นผมคงแย่แน่ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้แย่ไปกว่านั้นคือ ช่วงที่ผมอ่อนแอ มันก็ยิ่งเป็นห่วงผม ยิ่งเข้าหาผม จนความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนไป มันทำให้ผมรู้สึกดี รู้สึกปลอดภัย รู้สึกอุ่นใจ รู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามันปกป้องผมที่อ่อนแอได้ ช่วงแรกๆ ผมยอมรับว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เหมือนผมโหยหาความอบอุ่นจากมัน

จนกระทั่งผมเริ่มรู้ตัวว่า ผมรู้สึกดีกับมันเกินไป เกินกว่าที่ผู้ชายคนนึงจะมีให้กับผู้ชายอีกคนนึงได้ ผมเริ่มรู้สึกสับสนในตัวเอง ว่าทำไม? เกิดอะไรขึ้น? ทั้งๆที่ตอนนั้นผมก็คุยกับผู้หญิงคนนึงอยู่ ผมรู้สึกผิดกับเค้า ตอนนั้นเครียดมากครับ ทั้งเรื่องที่บ้าน และเรื่องส่วนตัว แต่ยิ่งผมเครียด ยิ่งผมอ่อนแอมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเข้าหาผมและ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดๆที่ผมทนไม่ไหว อึดอัดมาก ผมบอกความจริงให้มันรู้ไม่ได้ และไม่อยากเจอหน้ามันอีกแล้ว ผมพยายามตีห่าง แต่มันไม่เข้าใจว่าผมหนีมันทำไม พอผมยิ่งผลักมันไปไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งกลับมาด้วยความเป็นห่วงในฐานะเพื่อนสนิทคนนึง ช่วงนั้นผมโคตรอ่อนแอเลย เรียกว่าคืนไหนหมอนไม่เปียกนี่นอนไม่หลับ ความเครียดทำให้ผมนอนกัดฟันแบบไม่รู้ตัว ตื่นมาปวดกราม ปวดหัวมาก ยืนๆอยู่บางทีก็เข่าอ่อนลงไปร้องไห้บนพื้น กินอาหารไม่ลง ช่วงนั้นน้ำหนักลดไปเกือบ 10 กิโล

จนช่วงใกล้จะจบ ม.6 ผมเลิกโทษตัวเอง, เข้าใจตัวเองมากขึ้น และยอมรับความจริงว่า "ผมรักมัน" แต่มันเป็นรูปแบบความรักที่แปลกมาก มันเป็นความรักแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกมากก่อน ที่สำคัญผมไม่เคยมีอารมณ์ทางเพศ หรือนึกถึงเรื่องกามอารมณ์กับมันเลยซักครั้งเดียว (แค่คิดเรื่องนั้นก็รู้สึกตลกมากแล้ว) แต่ผมรู้สึกดีมากทุกครั้งที่ได้จับมือมัน หรือมีการโอบกอดกันแบบเพื่อน (ผมเข้าใจว่ามันเป็นการแสดงความรักแบบที่เพื่อนมนุษย์มีให้กันเท่านั้น ไม่ใช่การสัมผัสแบบกามอารมณ์) ทุกครั้งที่ผมได้เจอมัน ได้คุย ได้ทำอะไรให้มัน ได้เห็นมันมีความสุข มันเป็นความรู้สึกที่โคตรจะรู้สึกดี มันทำให้ผมรู้ว่าความรักจริงๆมันเป็นอย่างไร... ความรัก ความหวังดีที่ผมว่ามันบริสุทธิ์จริงๆ

สุดท้ายผมเลือกที่บอกความจริงทั้งหมดกับผู้หญิงคนนั้น (ผมว่าเป็นวิธีการที่แฟร์ที่สุดแล้ว ดีกว่าการหลอกตัวเอง หรือหลอกเค้าต่อไป) ส่วนกับเพื่อนสนิทผม ผมก็ไปสารภาพความรู้สึกผมที่มีให้มันเช่นกัน ถึงแม้ผมก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ได้ชอบผู้ชายก็ตาม
หลังจากนั้นผมทิ้งมหาลัยที่ผมและมันสอบติด ที่ตั้งใจว่าจะเรียนด้วยกัน เพราะผมรู้ว่าผมยังไม่พร้อมที่จะต้องเจอมันทุกวัน
สุดท้ายชีวิตของผมในมหาลัยใหม่ที่ไม่ต้องเจอมัน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ผ่านมา 8 ปีแล้ว ผมก็ยังคิดถึงมันตลอด บ่อยครั้งที่ยังคิดถึงมากจนน้ำตาไหล แต่ไม่ใช่เพราะความทุกข์แล้ว แต่เพราะความสุข ความทรงจำดีๆ และความรู้สึกดีๆที่เคยมี และผมก็เข้าใจว่าผมลืมมันไม่ได้หรอก แต่เวลาทำให้ผมรู้สึกโอเคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเอง ทุกวันนี้เรายังเป็นเพื่อนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนิทเหมือนก่อน แต่ผมก็ดีใจที่ยังมีมันเป็นเพื่อน

ฝากไว้สุดท้าย
ถ้าใครยังไม่ค่อยเข้าใจความรักของเพศที่สาม แล้วอ่านจนถึงตรงนี้ ผมหวังว่าจะแง่คิดเล็กๆน้อยๆว่า "ความรักมันเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบจริงๆ"
ส่วนใครที่อาจจะกำลังเผอิญกับความสับสน เหมือนที่ผมเคยเป็น ขอให้พยายามมเข้าใจตัวเอง และอย่าปฏิเสธตัวเอง สุดท้ายถ้าคุณยอมรับตัวเอง และซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณจะมีชีวิตที่มีความสุขมากครับ

เซเลปชาวแคนนาดา Gigi Gorgeous เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่จะอธิบายความหลากหลายของความรักได้ครับ
Gigi เคยเป็นผู้ชายมาก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจแปลงเพศเป็น Transgender (คนข้ามเพศ ที่ตอนนี้สภาพภาย และจิตใจเป็นผู้หญิงแล้ว) Gigi เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายมาโดยตลอด กระทั่งไม่นานมานี้ Gigi ได้ออกมาประกาศว่าตนเองเป็นเลสเบี้ยน และกำลังมีความสัมพันธ์กับแฟนสาวอยู่ Gigi บอกว่า คำว่า straight, gay, bisexual, lesbian, transgender etc. หรือที่ไทยจะมี "ทอม, กระเทย, สาวประเภทสอง" ด้วย  เป็นแค่ label ที่สังคมพยายามจัดประเภทคนเข้าไปอยู่ใน Category หรือหมวดหมู่นั้นๆ ในอีกมุมเหมือนเป็นการยัดเยียด sexual label ให้กับคน ทั้งที่จริงแล้วเค้าอาจจะ "belong" ในทุกหมวด หรือ"ไม่ belong" ในหมวดไหนที่สังคมสร้างขึ้นมาเลยก็ได้ ความรักสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่ากับใครและเพศใดก็ตาม Gigi บอกว่าเค้ามีความสุขมากที่เห็นความสวยงามของชีวิต และได้ซื่อสัตย์ ใช้ชิวีตที่เป็นตัวเองจริงๆ

เพราะว่า "มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าคุณรักเพศอะไร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณรักใครต่างหาก"
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่