คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
เท่า ๆ ที่เคยเจอตามบอร์ดและคุยกับคนที่ซิ่วมาเรียนที่ใหม่
1. หาข้อมูลแต่จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับสาขานั้น ๆ อย่างเดียวโดยคิดว่าเหมือน ๆ กันแต่ไม่ได้ไปดูหลักสูตรจริง ๆ ว่าต้องเรียนอะไรบ้าง (บางมหาวิทยาลัยก็เข้าถึงลิ้งหลักสูตรยากเสียเหลือเกิน) ทำให้คลาดเคลื่อนไปจากที่คิด เนื่องจากหลายสาขาวิชาโดยเฉพาะสาขาที่ไม่ใช่วิชาชีพ ไม่ได้มีการวางรายละเอียดวิชาที่เหมือน ๆ กัน เช่น รปศ. ที่นึงต้องเรียนการวิเคราะห์เชิงปริมาณแต่อีกที่ไม่ต้องเรียน หรืออาจจะถึงขั้นต่างกันถึงระดับโครงสร้างหลักสูตร เช่น สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่รายวิชาบังคับหรือวิชาเลือกต่างกันเยอะ (สะท้อนความถนัดเฉพาะด้านที่ไม่เหมือนกัน ของอาจารย์ประจำด้วยล่ะ)
2. คิดว่าการเรียนบางสาขาในระดับมหาวิทยาลัยเหมือน ๆ กับการเรียนในระดับ ม.ปลาย แต่หลายครั้งจุดมุ่งหมายในการเรียนมันต่างกันทำให้เนื้อหาการเรียนต่างกันไป เช่น ในระดับ ม.ปลาย อาจเรียนเพียงเพื่อให้รู้ แต่ระดับมหาวิทยาลัยอาจจะต้องเรียนเพื่อเป็นฐานในการสร้างความรู้ใหม่ จากการเรียนเพื่อรู้และอธิบายได้ผ่านความรู้ที่มี กลายเป็นต้องตั้งคำถามตลอดเวลาแม้กระทั่งกับความรู้ที่พึ่งเรียนไป
3. ไปเรียนแล้วเกิดไม่ชอบสังคมของสาขาวิชา/มหาวิทยาลัยที่ไปเรียนเลย เช่น เป็นคนสบาย ๆ แต่ไปเรียนในสาขาที่มีแต่พวกซีเรียสก็คงอึดอัด หรือ เป็นคนซีเรียสจริงจังในสาขาวิชานั้นแต่ไปเจอแต่คนเฉื่อยชาไม่พยายามก็คงจะรู้สึกเบื่อ อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น ทะเลาะกันแรงจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซิ่วไป
4. เรียนไปแล้วรู้สึกไม่ตอบโจทย์กับความฝันตัวเอง หรือความฝันเปลี่ยนไปขณะเรียน เช่น ฝันอยากประสบความสำเร็จมีเงินล้านในช่วงอายุ 20 กว่า ๆ แต่สาขาที่เรียนอยู่เดิมมันให้สิ่งนั้นไม่ได้ หรือความฝันเปลี่ยนจากเดิมอยากเป็นครูแต่พอเรียนครูไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองอยากไปทำงานสังคมสงเคราะห์มากกว่า (ซึ่งตอนนี้มีสภาวิชาชีพแล้วและการขอใบประกอบตอนนี้ไม่อนุญาติให้คนจบนอกสาขาแล้ว จึงต้องซิ่วไปเรียน)
5. มีแหล่งข้อมูลแต่ไม่ได้คิดจะหา ขอแค่สอบคิดมหาวิทยาลัยก็พอเรื่องสาขาช่างมัน แต่พอเอาเข้าจริงกลับทนกันสาขาวิชานั้น ๆ ไม่ได้ อาจเป็นเพราะเรียนหนักหรือไม่อินกันเรื่องนั้น ๆ จนไม่มีความสุขและต้องซิ่ว
6. สั้น ๆ ง่าย ๆ เรียนไม่ไหว
1. หาข้อมูลแต่จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับสาขานั้น ๆ อย่างเดียวโดยคิดว่าเหมือน ๆ กันแต่ไม่ได้ไปดูหลักสูตรจริง ๆ ว่าต้องเรียนอะไรบ้าง (บางมหาวิทยาลัยก็เข้าถึงลิ้งหลักสูตรยากเสียเหลือเกิน) ทำให้คลาดเคลื่อนไปจากที่คิด เนื่องจากหลายสาขาวิชาโดยเฉพาะสาขาที่ไม่ใช่วิชาชีพ ไม่ได้มีการวางรายละเอียดวิชาที่เหมือน ๆ กัน เช่น รปศ. ที่นึงต้องเรียนการวิเคราะห์เชิงปริมาณแต่อีกที่ไม่ต้องเรียน หรืออาจจะถึงขั้นต่างกันถึงระดับโครงสร้างหลักสูตร เช่น สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่รายวิชาบังคับหรือวิชาเลือกต่างกันเยอะ (สะท้อนความถนัดเฉพาะด้านที่ไม่เหมือนกัน ของอาจารย์ประจำด้วยล่ะ)
2. คิดว่าการเรียนบางสาขาในระดับมหาวิทยาลัยเหมือน ๆ กับการเรียนในระดับ ม.ปลาย แต่หลายครั้งจุดมุ่งหมายในการเรียนมันต่างกันทำให้เนื้อหาการเรียนต่างกันไป เช่น ในระดับ ม.ปลาย อาจเรียนเพียงเพื่อให้รู้ แต่ระดับมหาวิทยาลัยอาจจะต้องเรียนเพื่อเป็นฐานในการสร้างความรู้ใหม่ จากการเรียนเพื่อรู้และอธิบายได้ผ่านความรู้ที่มี กลายเป็นต้องตั้งคำถามตลอดเวลาแม้กระทั่งกับความรู้ที่พึ่งเรียนไป
3. ไปเรียนแล้วเกิดไม่ชอบสังคมของสาขาวิชา/มหาวิทยาลัยที่ไปเรียนเลย เช่น เป็นคนสบาย ๆ แต่ไปเรียนในสาขาที่มีแต่พวกซีเรียสก็คงอึดอัด หรือ เป็นคนซีเรียสจริงจังในสาขาวิชานั้นแต่ไปเจอแต่คนเฉื่อยชาไม่พยายามก็คงจะรู้สึกเบื่อ อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น ทะเลาะกันแรงจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซิ่วไป
4. เรียนไปแล้วรู้สึกไม่ตอบโจทย์กับความฝันตัวเอง หรือความฝันเปลี่ยนไปขณะเรียน เช่น ฝันอยากประสบความสำเร็จมีเงินล้านในช่วงอายุ 20 กว่า ๆ แต่สาขาที่เรียนอยู่เดิมมันให้สิ่งนั้นไม่ได้ หรือความฝันเปลี่ยนจากเดิมอยากเป็นครูแต่พอเรียนครูไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองอยากไปทำงานสังคมสงเคราะห์มากกว่า (ซึ่งตอนนี้มีสภาวิชาชีพแล้วและการขอใบประกอบตอนนี้ไม่อนุญาติให้คนจบนอกสาขาแล้ว จึงต้องซิ่วไปเรียน)
5. มีแหล่งข้อมูลแต่ไม่ได้คิดจะหา ขอแค่สอบคิดมหาวิทยาลัยก็พอเรื่องสาขาช่างมัน แต่พอเอาเข้าจริงกลับทนกันสาขาวิชานั้น ๆ ไม่ได้ อาจเป็นเพราะเรียนหนักหรือไม่อินกันเรื่องนั้น ๆ จนไม่มีความสุขและต้องซิ่ว
6. สั้น ๆ ง่าย ๆ เรียนไม่ไหว
แสดงความคิดเห็น
ทำไมตอนนี้ยังมีเด็กซิ่วอยู่ ทำไมเด็กเปิดดูเวบเด็กดีเเล้วยังเข้าคณะผิดๆอยู่
คือสมัยรุ่นเราบางคนก็หาข้อมุลจากเด็กดีเเล้วก็มั่นใจเเล้วนะว่าจะเข้าคณะนี้ เเต่พอเข้าจริงๆดันบอกว่าไม่ชอบ เราก็เเบบสงสัยจริงๆ
ว่าสิ่งที่ต้องรู้จริงๆคืออะไร อะไรคือช่องโหวของการเเนะเเนวกันเเน่
หรือสิ่งที่เด็กอยากรู้มันคืออะไรที่เเท้จริง