สกู๊ปข่าว: แรงงาน ยุคปฏิรูป รายได้ต่ำ หนี้สินล้น ....มติชนออนไลน์ .../sao..เหลือ..noi

ภายหลังที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยถึงผลสำรวจทรรศนะสถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท พบว่า ความคิดเห็นต่อการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในอนาคตของแรงงานไทย พบว่า
ร้อยละ 86.7 เห็นควรให้มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น และร้อยละ 55.8 เห็นว่าควรปรับขึ้นทุกปี โดยในช่วง 3 ปีข้างหน้าแรงงาน
ส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 410 บาทต่อวัน แต่ก็ห่วงว่าหากมีการปรับขึ้นค่าแรงและส่งผลทำให้ราคา
สินค้าสูงขึ้น โดยแรงงานยังต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของค่าน้ำค่าไฟ การได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น และการช่วยเหลือ
ด้านที่อยู่อาศัย

นอกจากนั้นผลสำรวจยังพบอีกว่า แรงงานกว่าร้อยละ 97 ยังมีภาวะหนี้ โดยร้อยละ 53.6 เป็นหนี้นอกระบบ  และเป็นหนี้ในระบบ
ร้อยละ 46.4 ซึ่งร้อยละ 78.6 เคยผิดนัดชำระหนี้ เพราะรายได้ไม่เพียงพอ โดยมีตัวเลขก่อหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 131,479 บาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 จากปีก่อนหน้าที่ 119,061 บาทนับว่าสูงสุดในรอบ 8 ปี

ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวกับ มติชนŽ ว่า สำหรับสภาพแรงงานไทยในปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ในระดับที่ไม่ดีมากนักเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากค่าครองชีพและ
รายได้ไม่สอดคล้องกันกับภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่หากพูดจริงๆ ในวันนี้แม้รัฐบาลได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใน
3 อันดับ ได้แก่ อัตรา 305 บาท 308 บาท และ 310 บาท โดยในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลจะได้ค่าจ้าง 310 บาท หากถามว่าเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพของแรงงานไทยหรือไม่นั้น คงไม่เพียงพอ

เพราะหากมองดูในภาพรวมตอนนี้ก็เป็นระยะเวลา 3 ปีแล้วที่ได้ปรับค่าจ้างให้เป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หากตอนนี้จะมาปรับ
อีก 5 บาท 10 บาทคงไม่เพียงพอ คาดการณ์ได้ว่าปัจจุบันรัฐบาลได้สนับสนุนนักลงทุนภาคธุรกิจมากเกินไป และรัฐคงเกรงว่าหากมี
การปรับค่าจ้างสูงขึ้น ภาคธุรกิจจะไม่มาลงทุนในประเทศไทยนั่นเอง

ทั้งนี้ เห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงอย่างไม่เท่าเทียมกันนี้จะส่งผลให้แรงงานเข้ามากระจุกตัวใน กทม.และปริมณฑลอีกมาก แทนที่รัฐบาลจะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าเทียมกันเพื่อให้แรงงานเกิดกระจายตัวในภูมิภาคต่างๆ

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มองว่าเป็นความผิดพลาดรัฐบาล ยิ่งส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำของการเจริญเติบโตของเมือง ทั้งนี้ จากการสำรวจค่าแรงงานขั้นต่ำที่จะเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพอย่างน้อยต้องมีอัตราอยู่ที่ 360บาทถึงจะเพียงพอซึ่งแปลว่าแรงงานเหล่านั้น
จะต้องอยู่อย่างประหยัดด้วย แต่หากค่าจ้างเช่นนี้ต่อไป แรงงานคงลำบากมาก เพราะส่วนใหญ่แรงงานที่เดินทางเข้ากรุง ไม่ได้มีบ้านเป็นของ
ตัวเอง ทุกคนต้องเช่าบ้านอยู่ บวกกับค่าซื้อกินอีก 3 มื้อ ค่าเดินทางซึ่งทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น ถามว่า 300 บาทจะให้อยู่ได้อย่างไรŽ

หากถามว่า 3 ปีที่ผ่านมาแล้วเงิน 300 บาทแรงงานอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าเพราะพวกเขาต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำโอทีจากปกติที่ต้อง
ทำ 8 ชั่วโมงก็เป็น 12 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเพื่อให้มีเงินเพียงพอกับรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น

ส่วนหนึ่งก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

การทำดังกล่าว ทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลง สุขภาพไม่ดีเกิดจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตกทอดสู่ลูก เกิดปัญหาเรื่องของครอบครัวแตกแยก จนเป็นปัญหาที่สังคมแก้ไม่ตกจนถึงทุกวันนี้

ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาให้แรงงานให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้แก่ 1.รายได้ที่เพียงพอ ส่วนกฎหมายเรื่องของค่าจ้างไม่ครอบคลุมพอ ซึ่งทาง
กลุ่ม คสรท.อยากเรียกร้องมานานแล้ว คือ อยากให้เปลี่ยนคำนิยามของคำว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น ค่าจ้างแรกเข้า คือ เอายึดฐานให้ค่าจ้างแรงงาน
1 คนเพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวอีก 2 คนตามหลักการของสากล รวมถึงให้แต่บริษัทปรับโครงสร้างให้มีเงินเดือนประจำปีให้กับแรงงานทุกคน จะได้ไม่ต้องมีการเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำอีก ซึ่งหากไม่ปรับก็เท่ากับว่า ไม่ว่าจะทำงาน 10 หรือ 20 ปีก็ต้องได้เงินเดือนตามค่าจ้างงั้นหรือ คงไม่ใช่ ทุกวันนี้รัฐบาลเดินมาไม่ถูกทาง หากแก้ถูกทางกระบวนการแรงงานคงไม่มีการเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำกันแล้ว ที่นี่พอจะปรับค่าแรงขั้นต่ำทีไรค่าครองชีพขึ้นสูงพรวดทันทีŽ

ส่วนชีวิตแรงงานที่เป็นหนี้กว่าร้อยละ 97 นั้น จากประสบการณ์ของตนที่ได้คลุกคลีและใช้ชีวิตเป็นแรงงาน เรื่องการเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติและมีมาตั้งแต่อดีตแล้ว ซึ่งเมื่อวันแรกที่พวกเขาได้เข้ามาทำงานวันนั้นแรงงานปลอดหนี้ร้อยละ 100 แต่เมื่อเข้าสู่ระบบเป็นแรงงานที่ปัจจุบันไม่มีการให้ความรู้และส่งเสริมในเรื่องของการออม แรงงานก็เริ่มมีสังคมไม่ตระหนักถึงค่าจ้าง รวมถึงในพื้นที่ก็มีสิ่งของจูงใจเข้ามานำเสนอเยอะมาก ทำให้ต้องกู้เงินโดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่ยืมง่ายจ่ายดอกแพง

ยุคต่อมา ยิ่งรัฐให้ทำบัตรเครดิต แรงงานก็กู้เงินจากบัตรเครดิตหรือหนี้ในระบบมาโปะเงินกู้เดิม ท้ายสุดหมุนเงินไม่ทัน ลาออกจากงานหนีหนี้ ซึ่งต้องบอกว่าตัวเลขแรงงานเป็นหนี้น่าจะมากกว่าร้อยละ 97 ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ หากถามว่าสถานการณ์คุณภาพชีวิตของแรงงานไทยตอนนี้เป็นอย่างไร คือ อยู่กินไปแบบวันๆ ไม่สามารถสร้างชีวิตได้อย่างมั่นคงได้ อย่างซื้อบ้านสักหลังหรือรถสักคันคงลำบากพอตัว

เมื่อถามอีกว่าปัจจุบันแนวโน้มของแรงงานไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ชาลีŽ ชี้ว่า อัตราของจำนวนแรงงานไทยต้องบอกว่ายังคงมีอัตราคงที่ แต่มีแรงงานต่างชาติเข้ามาเพิ่ม โดยแรงงานที่อยู่ในระบบมีจำนวน 12-13 ล้านคนที่อยู่ในประกันสังคม ส่วนแรงงานนอกระบบประมาณ
24-25 ล้านคน กลุ่มแรงงานนอกระบบนี้จะมีความเสี่ยงมากเนื่องจากไม่มีนายจ้าง ไม่มีความมั่นคง ส่วนค่าจ้างที่ได้ก็ไม่ใช่ค่าแรงงานขั้นต่ำ
เช่น อาชีพค้าขาย รับจ้างเย็บผ้า ซ่อมรองเท้าบ้าง มีรายได้ต่ำกว่า 300 บาท

ตอนนี้รัฐพยายามเดินหน้าประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่รัฐต้องย้อนกลับมาดูว่าทุกวันนี้แรงงานไทย 0.4 ทำได้หรือยัง เพราะคนงานยังเป็นหนี้เป็นสินอยู่ก็ต้องมองย้อนกลับและมองถึงการพัฒนาทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทางของแรงงานไทยด้วย แต่ถ้าแรงงานยังเป็นหนี้อยู่คงไม่มีจิตใจในเรื่องการพัฒนาอะไรแล้วเพียงแต่คิดว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้เท่านั้นเอง

หากรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือแรงงานไทยในขณะนี้หรือทางออกของแรงงานไทย ตนมองออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือรัฐต้องเข้ามาดูเรื่อง
ของคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย เช่น คุณภาพชีวิต การออมเงิน ค่าจ้างที่เป็นธรรม ให้มีนโยบายช่วยให้แรงงานยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองได้ ลืมตาอ้าปากได้ เรื่องของค่าจ้างก็ปรับให้เป็นค่าจ้างแรกเข้าและมีรายได้ประจำปีขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่องปรับค่าจ้างขั้นต่ำและค่าครองครองชีพ
สูงจะได้หมดไป และส่งเสริมการฝึกอาชีพให้แรงงานทุกคน ไม่เพียงแต่งานที่ทำอยู่เท่านั้น ส่วนที่สอง คือ นายจ้างต้องให้เครดิตแรงงานบ้าง ต้องมีการแบ่งปันรายได้เมื่อได้ผลกำไรสูงสุดให้แก่แรงงานอย่างเป็นธรรม

และส่วนสุดท้าย ให้แรงงานปรับตัว ปรับเปลี่ยนและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเองให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษาเพื่อรองรับสังคมที่ก้าวหน้า
ในอนาคตŽ รองประธาน คสรท.ทิ้งท้าย…

สาวแว่น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่