จริงๆก็ไม่มีอะไรมากค่ะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ายังมีบางคนที่มีหนี้สินมากซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายที่ไม่ระวัง
วิธีของ จขกท.เป็นวิธีง่ายๆ แชร์ให้ฟังเผื่อใครมาอ่านเจออาจมีประโยชน์บ้างนะ
เรื่องบัตรเครดิต จขกท.ไม่มีบัตรเครดิตเพราะเคยสมัคร k-cyber banking และเคยโดนพวกเวบหรือบริการออนไลน์ต่างๆพยายามจะตัดเงินในบัตร แต่มันตัดไม่ได้เพราะมันไม่มีเงินอยู่ในนั้น
หลายๆเหตุการณ์ทำให้รู้สึกว่าไม่ควรมีบัตรเครดิต ถึงแม้มันจะมีข้อดีอยู่ แต่เราตัดไฟแต่ต้นลมเลย
หลายคนชอบถามว่า ไม่มีบัตรแล้วซื้อตั๋วเครื่องบินได้ไง คือมันจะมีเดบิตบางประเภทที่มันทำได้ทุกอย่างเหมือนบัตรเครดิตแต่มันจะเชื่อมกับบัญชี saving account
ต่อไปเรื่องโทรศัพท์ ไม่เคยใช้แบบ post paid หรือที่เรียกว่าแบบรายเดือนเลย ใช้แบบเติมเงินตลอด เพราะขนาดใช้แบบเติมเงินยังเคยโดนกรณีที่ว่ามีเงินเติมไว้ในซิมละ โปรเน็ตหมดลืมปิดดาต้า เงินในซิมหายเกลี้ยง แต่เราเป็นคนไม่แช่เงินไว้เยอะ เติมทิ้งไว้ไม่เคยเกิน 100 บาท
แล้วเห็นผู้ใหญ่ หลายคนเลยนะ ใช้แบบรายเดือนแล้วค่ายโทรศัพท์อาศัยความไม่รู้ของคนแก่ กินไปหลายพันนะแต่ละคน แค่เปิดดาต้าทิ้งไว้ไม่ได้เล่นเน็ตเลยเพราะเล่นไม่เป็น เราก็บอกคนกลุ่มนี้ละว่าให้เปลี่ยนใช้เติมเงิน เขาก็ไม่เปลี่ยนกัน ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยากนะ ก็ตามใจ
หลายประเทศไม่มีการหลอกกินฟรีโดยอาศัยความไม่รู้ของผู้ใช้บริการแล้วนะ ไม่รู้ตอนนี้ประเทศไทยยกเลิกหรือมีการปรับปรุงเรื่องนี้หรือยัง
หลายประเทศเขาจะตัดบริการเน็ตไปเลยถ้าเราไม่กดสมัครโปร(ภาษาอังกฤษคือ plan คนไทยเรียกโปร)
แต่ของไทย ถ้าไม่สมัครโปรก็ยังให้ใช้ดาต้าได้แต่คิดค่าบริการแพงเว่อมาก คนที่โดนคือผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยความไม่รู้นะ
ต่อไปคือการเก็บเงิน อันนี้ต้องมีเป้าหมาย เช่น จะใช้แค่เดือนละเท่านี้ เพื่อที่แต่ละเดือนจะได้มีเงินเก็บเท่านี้
ส่วนตัวเรา เราพยายามจะใช้ไม่เกินที่ตั้ง target ไว้ว่าแต่ละวันใช้เท่าไหร่ อันนี้คือแบบมีกำหนดตัวเลขชัดเจน
แต่ถ้าแบบไม่กำหนดตัวเลข ก็จะเป็นเรื่องการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคณ์บริโภค ยกตัวอย่าง เราเป็นคนที่ไม่กิน Starbucks เพราะ Starbucks คือ กาแฟสดซึ่งเราสามารถกินยี่ห้ออื่นที่เป็นกาแฟสดและรสชาติถูกใจบรรจุภัณฑ์และหน้าร้านเหมือน Starbucks มันเหมือนกันแต่ Starbucks แพงเพราะเป็นแบรนด์ต่างชาติ
แต่ถามว่าเวลาไปต่างประเทศเรากินมั้ย อยู่ต่างประเทศกินทุกวันค่ะ เพราะไม่ถือว่าแพง เป็นราคาปกติเวลาอยู่ต่างประเทศ
สตาร์บัคขายต่างประเทศ 200 บาท คนที่นั่นรายได้ขั้นต่ำ 60,000 บาท เท่ากับว่าถ้าอยู่เมืองไทยมีรายได้ยังไม่ถึง 60,000 ก็ไม่ควรกินสตารฺบัค
มนุษย์เงินเดือนรายได้ไม่ถึง 60K ควรกินกาแฟแก้วละไม่เกิน 100 บาทค่ะ
อยู่เมืองไทยให้กินของไทยๆ กินต่างชาติเป็นบางโอกาส เวลาไปต่างประเทศให้กินของประเทศนั้นๆ(เพราะมันถูกแต่อาหารไทยในต่างประเทศจะแพง)
ถ้าเราอยู่ไทยแล้วกินพิซซ่าเบอเก้อมันก็แพงอ่ะ ข้าวเป็นจานถูกกว่า แต่ไปต่างประเทศสั่งอาหารไทยแพง แต่พิซซ่ากับเบอเก้อถูก
การแลกเปลี่ยนเงิน จากสกุลหนึ่งไปเป็นสกุลหนึ่งจะขาดทุนตามจำนวนสกุลที่แลก เช่น แลกจากบาทเป็นเยนแล้วแลกจากเยนเป็นดอลล่า จะเกิดการขาดทุนมากกว่าการแลกจากบาทไปเป็นดอลล่าเลยโดยตรง เพราะการแลกเงินมันไม่ได้เป็น fixed-flat rate แต่มันมี selling/buying rate ยิ่งแลกกลับไปกลับมายิ่งขาดทุน เช่น เอาเงิน 10000 บาทไปแลกเป็นดอลล่า แล้วแลกกลับมาเป็นบาท แล้วแลกกลับเป็นดอลล่า ไปเรื่อยๆแบบนี้จนถึงจุดหนึ่งจะเป็นจุดติดลบละเพราะเงินจะหายไปเรื่อยๆจาก selling/buying rate
การโอนเงินข้ามประเทศ ค่าโอนบวกอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำมาก สูญเสียเป็นหลัก 2-3 พันบาทต่อครั้ง โอนสักสามครั้งนี่ได้ค่าตั๋วกลับไทยเลย เอาค่าโอนแพงๆมาไว้ซื้อตั๋วดีกว่า วิธีที่จะให้คุ้มค่าที่สุดคือถือเงินสดกลับไปแลกที่ไทยเลยและต้องแลกที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทรับแลกเงินนะจะได้เรตดีสุด
โทรศัพท์และพวก electronic device ทั้งหลาย ราคามีแต่ลงกับลง ก่อนจะซื้อก็ให้เลือกเครื่องที่อยากได้จริง ซื้อทีเดียวจบ ไม่ต้องเปลี่ยนอีก ใช้ไปสัก 3-4 ปีค่อยเปลี่ยนหรือจะนานกว่านั้นก็ได้
เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ ยกเว้นบ้านกับรถ ให้ซื้อเป็นเงินสด บางคนบอกว่าเงินสดไม่พอจะซื้อได้ไง ถ้าเงินสดไม่พอไม่ต้องใช้ค่ะเพราะแสดงว่ามันเกินตัวแล้ว ถ้าเราสามารถซื้อสินค้าอย่างหนึ่งได้ด้วยเงินสดแสดงว่าเราไม่ได้ใช้เงินเกินตัว (กรณีนี้ยกเว้นบ้านกับรถนะ เพราะบ้านกับรถเป็นเงินก้อนใหญ่ ผ่อนดีกว่าสดยกเว้นมีเงิน 10 ล้านซื้อสดได้ไม่ว่ากัน)
ก่อนจะช้อปปิ้งของฟุ่มเฟือยพวกเสื้อผ้ากระเป๋า ควรมีเงินเก็บในบัญชีขั้นต่ำ(แล้วแต่จะกำหนด) อาจจะ 50K หรือ 100K ถ้าเงินในบัญชียังไม่ถึงขั้นต่ำไม่ควรช้อปปิ้งสินค้าฟุ่มเฟือย แล้วการกำหนดเงินในบัญชีขั้นต่ำอาจมีการเพิ่มจำนวนตามความเหมาะสม เช่น เคยกำหนดว่า 20K อีกสามสี่เดือนผ่านไปก็อาจเพิ่มเป็น 30K หรือ 40K
คนที่ล้มละลายมีหนี้สิน ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำตรงข้ามกับที่เราบอกไปข้างต้น ใช้เงินเกินตัว ชอบยืมเงินคนอื่น เปลี่ยนโทรศัพท์บ่อย กินของแพงทั้งๆที่เงินเดือนไม่ถึง 30K
อยากแชร์การใช้เงินไม่ให้เกิดหนี้สินหรือเกิดการเสียค่าโง่
วิธีของ จขกท.เป็นวิธีง่ายๆ แชร์ให้ฟังเผื่อใครมาอ่านเจออาจมีประโยชน์บ้างนะ
เรื่องบัตรเครดิต จขกท.ไม่มีบัตรเครดิตเพราะเคยสมัคร k-cyber banking และเคยโดนพวกเวบหรือบริการออนไลน์ต่างๆพยายามจะตัดเงินในบัตร แต่มันตัดไม่ได้เพราะมันไม่มีเงินอยู่ในนั้น
หลายๆเหตุการณ์ทำให้รู้สึกว่าไม่ควรมีบัตรเครดิต ถึงแม้มันจะมีข้อดีอยู่ แต่เราตัดไฟแต่ต้นลมเลย
หลายคนชอบถามว่า ไม่มีบัตรแล้วซื้อตั๋วเครื่องบินได้ไง คือมันจะมีเดบิตบางประเภทที่มันทำได้ทุกอย่างเหมือนบัตรเครดิตแต่มันจะเชื่อมกับบัญชี saving account
ต่อไปเรื่องโทรศัพท์ ไม่เคยใช้แบบ post paid หรือที่เรียกว่าแบบรายเดือนเลย ใช้แบบเติมเงินตลอด เพราะขนาดใช้แบบเติมเงินยังเคยโดนกรณีที่ว่ามีเงินเติมไว้ในซิมละ โปรเน็ตหมดลืมปิดดาต้า เงินในซิมหายเกลี้ยง แต่เราเป็นคนไม่แช่เงินไว้เยอะ เติมทิ้งไว้ไม่เคยเกิน 100 บาท
แล้วเห็นผู้ใหญ่ หลายคนเลยนะ ใช้แบบรายเดือนแล้วค่ายโทรศัพท์อาศัยความไม่รู้ของคนแก่ กินไปหลายพันนะแต่ละคน แค่เปิดดาต้าทิ้งไว้ไม่ได้เล่นเน็ตเลยเพราะเล่นไม่เป็น เราก็บอกคนกลุ่มนี้ละว่าให้เปลี่ยนใช้เติมเงิน เขาก็ไม่เปลี่ยนกัน ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยากนะ ก็ตามใจ
หลายประเทศไม่มีการหลอกกินฟรีโดยอาศัยความไม่รู้ของผู้ใช้บริการแล้วนะ ไม่รู้ตอนนี้ประเทศไทยยกเลิกหรือมีการปรับปรุงเรื่องนี้หรือยัง
หลายประเทศเขาจะตัดบริการเน็ตไปเลยถ้าเราไม่กดสมัครโปร(ภาษาอังกฤษคือ plan คนไทยเรียกโปร)
แต่ของไทย ถ้าไม่สมัครโปรก็ยังให้ใช้ดาต้าได้แต่คิดค่าบริการแพงเว่อมาก คนที่โดนคือผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยความไม่รู้นะ
ต่อไปคือการเก็บเงิน อันนี้ต้องมีเป้าหมาย เช่น จะใช้แค่เดือนละเท่านี้ เพื่อที่แต่ละเดือนจะได้มีเงินเก็บเท่านี้
ส่วนตัวเรา เราพยายามจะใช้ไม่เกินที่ตั้ง target ไว้ว่าแต่ละวันใช้เท่าไหร่ อันนี้คือแบบมีกำหนดตัวเลขชัดเจน
แต่ถ้าแบบไม่กำหนดตัวเลข ก็จะเป็นเรื่องการเลือกซื้อสินค้าอุปโภคณ์บริโภค ยกตัวอย่าง เราเป็นคนที่ไม่กิน Starbucks เพราะ Starbucks คือ กาแฟสดซึ่งเราสามารถกินยี่ห้ออื่นที่เป็นกาแฟสดและรสชาติถูกใจบรรจุภัณฑ์และหน้าร้านเหมือน Starbucks มันเหมือนกันแต่ Starbucks แพงเพราะเป็นแบรนด์ต่างชาติ
แต่ถามว่าเวลาไปต่างประเทศเรากินมั้ย อยู่ต่างประเทศกินทุกวันค่ะ เพราะไม่ถือว่าแพง เป็นราคาปกติเวลาอยู่ต่างประเทศ
สตาร์บัคขายต่างประเทศ 200 บาท คนที่นั่นรายได้ขั้นต่ำ 60,000 บาท เท่ากับว่าถ้าอยู่เมืองไทยมีรายได้ยังไม่ถึง 60,000 ก็ไม่ควรกินสตารฺบัค
มนุษย์เงินเดือนรายได้ไม่ถึง 60K ควรกินกาแฟแก้วละไม่เกิน 100 บาทค่ะ
อยู่เมืองไทยให้กินของไทยๆ กินต่างชาติเป็นบางโอกาส เวลาไปต่างประเทศให้กินของประเทศนั้นๆ(เพราะมันถูกแต่อาหารไทยในต่างประเทศจะแพง)
ถ้าเราอยู่ไทยแล้วกินพิซซ่าเบอเก้อมันก็แพงอ่ะ ข้าวเป็นจานถูกกว่า แต่ไปต่างประเทศสั่งอาหารไทยแพง แต่พิซซ่ากับเบอเก้อถูก
การแลกเปลี่ยนเงิน จากสกุลหนึ่งไปเป็นสกุลหนึ่งจะขาดทุนตามจำนวนสกุลที่แลก เช่น แลกจากบาทเป็นเยนแล้วแลกจากเยนเป็นดอลล่า จะเกิดการขาดทุนมากกว่าการแลกจากบาทไปเป็นดอลล่าเลยโดยตรง เพราะการแลกเงินมันไม่ได้เป็น fixed-flat rate แต่มันมี selling/buying rate ยิ่งแลกกลับไปกลับมายิ่งขาดทุน เช่น เอาเงิน 10000 บาทไปแลกเป็นดอลล่า แล้วแลกกลับมาเป็นบาท แล้วแลกกลับเป็นดอลล่า ไปเรื่อยๆแบบนี้จนถึงจุดหนึ่งจะเป็นจุดติดลบละเพราะเงินจะหายไปเรื่อยๆจาก selling/buying rate
การโอนเงินข้ามประเทศ ค่าโอนบวกอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำมาก สูญเสียเป็นหลัก 2-3 พันบาทต่อครั้ง โอนสักสามครั้งนี่ได้ค่าตั๋วกลับไทยเลย เอาค่าโอนแพงๆมาไว้ซื้อตั๋วดีกว่า วิธีที่จะให้คุ้มค่าที่สุดคือถือเงินสดกลับไปแลกที่ไทยเลยและต้องแลกที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทรับแลกเงินนะจะได้เรตดีสุด
โทรศัพท์และพวก electronic device ทั้งหลาย ราคามีแต่ลงกับลง ก่อนจะซื้อก็ให้เลือกเครื่องที่อยากได้จริง ซื้อทีเดียวจบ ไม่ต้องเปลี่ยนอีก ใช้ไปสัก 3-4 ปีค่อยเปลี่ยนหรือจะนานกว่านั้นก็ได้
เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ ยกเว้นบ้านกับรถ ให้ซื้อเป็นเงินสด บางคนบอกว่าเงินสดไม่พอจะซื้อได้ไง ถ้าเงินสดไม่พอไม่ต้องใช้ค่ะเพราะแสดงว่ามันเกินตัวแล้ว ถ้าเราสามารถซื้อสินค้าอย่างหนึ่งได้ด้วยเงินสดแสดงว่าเราไม่ได้ใช้เงินเกินตัว (กรณีนี้ยกเว้นบ้านกับรถนะ เพราะบ้านกับรถเป็นเงินก้อนใหญ่ ผ่อนดีกว่าสดยกเว้นมีเงิน 10 ล้านซื้อสดได้ไม่ว่ากัน)
ก่อนจะช้อปปิ้งของฟุ่มเฟือยพวกเสื้อผ้ากระเป๋า ควรมีเงินเก็บในบัญชีขั้นต่ำ(แล้วแต่จะกำหนด) อาจจะ 50K หรือ 100K ถ้าเงินในบัญชียังไม่ถึงขั้นต่ำไม่ควรช้อปปิ้งสินค้าฟุ่มเฟือย แล้วการกำหนดเงินในบัญชีขั้นต่ำอาจมีการเพิ่มจำนวนตามความเหมาะสม เช่น เคยกำหนดว่า 20K อีกสามสี่เดือนผ่านไปก็อาจเพิ่มเป็น 30K หรือ 40K
คนที่ล้มละลายมีหนี้สิน ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำตรงข้ามกับที่เราบอกไปข้างต้น ใช้เงินเกินตัว ชอบยืมเงินคนอื่น เปลี่ยนโทรศัพท์บ่อย กินของแพงทั้งๆที่เงินเดือนไม่ถึง 30K