"ข่มขืนไม่ควรประหาร" แนวคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์กฏหมาย

เป็นเรื่องที่ได้รับการถกเถียงกันอย่างมาก ในสังคมต่างๆ ทั้ง Offline และ Online โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้น
การเรียกร้องของผู้เสียหาย เป็นภาพที่สะเทือนใจของคนในสังคมกันอย่างมาก หลายฝ่ายได้เรียกร้องให้ "ข่มขืน=ประหาร"

แน่นอนย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายครั้งที่การถกเถียงนำไปสู่การด่าทอ การแขวนป้าย
"คนที่ไม่เห็นด้วย คือ คนที่คิดก่อเหตุ" "คนที่ไม่เห็นด้วย ก็มีแต่คนร้าย และฆาตกร" "คนที่ไม่เห็นด้วย ขอให้ลูกเมียแม่ โดนบ้าง"
"คนที่เห็นด้วย มีแต่พวกใจฆาตกรไม่ฟังเหตุผล" "คนที่เห็นด้วย คือพวกโลกสวย"

ตัวผมเองก็เคยได้รับการด่าหลายครั้ง โดยเฉพาะ Pantip ที่การแสดงความคิดเห็นรุนแรงมาก ในช่วงคดีเกิดขึ้น
ทั้งที่เราพยายามคุยด้วยเหตุผล หยิบทฤษฏีหลายอย่างมานำเสนอ แต่โดนผลักให้กลายเป็น "ฆาตกรโรคจิตฆ่าข่มขืน"
เพียงเพราะเห็นต่างไปแล้ว จึงเป็นที่มาขอการเขียนกระทู้นี้ขึ้น เพื่อนำเสนอแนวคิดอีกมุมว่า

ข่มขืนไม่ควรโทษประหาร

ขอสรุปแนวคิดสั้นๆ ไว้ตั้งแต่ด้านบน เผื่อจะโดนบิดเบือนเนื้อหา ไปอย่างไม่ควรจะเป็น
โดยส่วนตัวแล้ว ข่มขืนอย่างเดียวไม่ควรได้รับโทษประหาร เพราะจะทำให้เกิด Excess Supply ผลักให้คนร้ายกระทำผิดที่มากขึ้น
อันจะนำไปสู่ความเสียหายต่อผู้ถูกกระทำที่มากขึ้นตามไปด้วย


ข่มขืนในเนื้อหา หมายถึง การข่นขืนเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการ ฆ่าข่มขืน เพราะ โทษสูงสุดของความผิด ฆ่า คือ ประหารชีวิตอยู่แล้ว
การข่มขืน ไม่เฉพาะผู้เสียหาย คือ สตรี เท่านั้น หากแต่หมายรวมถึง บุรุษ เพศที่สาม


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อพูดถึงเศรษฐศาสตร์ คงเป็นอีกสายวิชาหนึ่งที่คนทั่วไปเคยได้ยินกันมาบ้าง แต่หลายคนจะติดภาพว่า "เศรษฐ" คือแค่เรื่องของ "เศรษฐกิจ" เท่านั้น
คือ มองว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับเงินทอง ทั้งจุลภาค และมหภาค แต่โดยนิยามแล้ว เศรษฐศาสตร์ จะเป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับ "ทางเลือก ว่าเลือกทางไหนที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ของการเลือกนั้นๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของการเงิน การธุรกิจ แต่หลายสถาบันเปิดสอนเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์กฏหมาย เป็นต้น

โดยในกระทู้นี้ จะขอพูดถึงกรณีของการ "ข่มขืน" ว่า "จำเลยควรได้รับโทษระดับไหน" ซึ่งหลายท่านมองว่า คนร้ายคดีข่มขืนเป็นคดีร้ายแรง ก่อให้เกิดการตายทั้งเป็น ทำร้ายจิตใจเหยื่อ ครอบครับเหยื่อ สะเทือนขวัญของสังคม ควรที่จะได้รับโทษ "ประหารชีวิต" เพื่อเป็นการปรามให้เกิดความกลัวที่จะกระทำความผิดดังกล่าว อันจะเป็นการทำให้คดีลดน้อยลงไปด้วย

แต่โดยส่วนตัวของผมแล้ว เห็นค้านกับแนวคิดนี้อยู่ 2 เรื่องด้วยกัน
1. ข่มขืน ไม่เท่ากับตายทั้งเป็น
เมื่อพูดแบบนี้ ย่อมมีคนไม่พอใจ และคิดผลักให้คนที่ผมรักไปโดนข่มขืนแน่ๆ แต่ที่อยากพูดในประเด็นนี้ คือ ปัจจุบันมีความพยายามของหลายหน่วยงานที่สู้เพื่อให้เหยื่อในคดีข่มขืน สามารถยืนหยัดในสังคมได้อย่างปกติ แต่เมื่อมีแนวคิด "ตายทั้งเป็น" เข้ามา หลายคนมีความรู้สึกสงสาร จนความสงสารนั้นทำให้เกิดการ "ทำร้าย" เหยื่อ ขึ้นมา ทำให้เหยื่อมองว่าตนเองหมดแล้วซึ่งความหวังในชีวิต ทั้งที่ความเป็นจริง คนที่เคยผ่านการข่มขืนหลายท่าน สามารถสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ยกตัวอย่าง เลดี้กาก้า, โอปราห์ วินฟรีย์, เจน ฟอนดา เป็นต้น

2. หากข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต จำนวนคดีอาจไม่ลดลง และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น
ขอยกตัวอย่างขึ้นมา หากคนร้ายขโมยเงิน 1,000 บาท มีความผิดเท่ากับ ขโมยเงิน 10,000,000 บาท คนร้ายย่อมจะลงมือที่หนักขึ้น
เพราะ "ค่าของความเสี่ยงมีความคุ้มค่ามากกว่า"

เช่นเดียวกันกับ เคสนี้ หากข่มขืนเท่ากับประหาร คนร้ายอาจไม่ปล่อยเหยื่อให้มีชีวิต เพราะความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งโทษก็ได้รับเท่ากัน
หากคนร้ายปล่อยเหยื่อให้รอดชีวิต เท่ากับคนร้ายเสี่ยงที่จะถูกจับมากกว่าไม่ปล่อย คนตายไม่อาจพูดได้เท่าคนเป็น อีกทั้งยังสะดวกต่อการอำพรางคดี
ได้อีก เป็นการถ่วงเวลาคนร้ายให้มีเวลาหลบหนีความผิดไปได้ หรือหากอำพรางได้ดีก็เป็นเหตุให้รอดจากการดำเนินคดีได้
ถึงแม้จะโดนจับเพราะเหยื่อรอด หรือเหยื่อตาย ยังไงเสียก็ได้โทษประหารเหมือนกัน สู้เสี่ยงฆ่ายังมีโอกาสที่มากกว่า

อาจดูเป็นการพูดที่รุนแรงเกินจริง แต่ตามหลักทฤษฏีแล้วเป็นแบบนี้จริงๆ การเพิ่มโทษในคดีข่มขืน จะผลักให้คนร้ายกระทำความผิดที่รุนแรงมากขึ้น
แล้วในที่สุด คนที่รับเคราะห์ก็กลายเป็นเหยื่อ ที่เสี่ยงต่อการถูกฆ่ามากขึ้นไปอีก

(มีบางคนแย้งว่า ถ้าโทษหนักขึ้น จะทำให้คนกลัวที่จะทำผิด จนไม่ทำผิด ก็จริงอยู่ แต่สำหรับคดี ข่มขืน โดยมากมักไม่เกิดจากการไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เกิดจากอารมณ์มากกว่า ซึ่งในยามนั้นคนร้ายอาจไม่ได้คิดหน้าคิดหลังที่จะทำ คือ ไม่กลัวที่จะทำ แต่ค่อยมาคิดได้เมื่อทำไปแล้ว)

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่า โทษในปัจจุบัน
ตามมาตรา 276 ที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
มาตรา 277 สำหรับเด็ก ต่ำกว่า 15 ปี ที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท และต่ำกว่า 13 ปี ที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
และเพิ่มโทษเมื่อ รับอันตรายสาหัส หรือ ถึงแก่ความตาย น่าจะเป็นการระบุความผิดที่เพียงพอแล้ว

แต่ปัญหา คือ การลดหย่อนโทษเนื่องจากเหตุต่างๆ ไม่ควรจะมีได้รับเท่าในปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีสารภาพผิด เพราะหลายครั้ง ต่อให้จำเลยไม่สารภาพก็เอาผิดได้ หรือสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ก็ไม่ควรได้รับการลดโทษแล้ว แต่ปัจจุบันยังคงได้รับการลดโทษในเคสนี้บ่อยครั้ง
รวมไปถึง การได้รับการลดหย่อนโทษจากช่วงเวลาต่างๆ ในเมื่อเรามีการลดหย่อนโทษกันเป็นปกติ ก็เอามาใส่ในการพิจารณาคดีไปเลย ว่านักโทษในคดีใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับ ส่วนคดีอาญา ไม่ควรได้รับการลดหย่อนโทษใดๆ

หมายเหตุ เมื่อวันก่อนเพิ่งได้รับเมล์จากโครงการ Change
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

น่าสนใจในประเด็น สตรีข้ามเพศที่ผ่านการแปลงเพศ หากล่วงละเมิดทาง อวัยวะที่แปลงมา จะนับเป็นการข่มขืนได้หรือไม่
เนื่องจากในกฏหมายไม่มีการพูดถึง มีแค่ การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดย การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

ก็อยากให้ช่วยลงชื่อกันนะครับ เพราะเป็นอะไรที่น่าเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม
ส่วนที่เขียนกระทู้นี้ ถ้าไม่พอใจอะไร ก็พูดคุยกันได้นะครับ แต่ขออยากมีการ สาปแช่งให้คนที่ผมรักเป็นผู้เคราะห์ร้ายเลย
เพราะการที่เราไม่พอใจ ในการข่มขืน ไม่ใช่เพราะ ผู้ถูกข่มขืนเป็นใคร แต่เราไม่พอใจที่การกระทำต่อใครก็ตามไม่ใช่หรือครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่