ดูจิต ดูใจ จิตนิ่งก็เห็นชัด

* พระอาจารย์สุชาติ ท่านปฏิบัติผ่านแล้ว
ท่านก็เมตตาสอนนักปฏิบัติภาวนาด้านจิตตภาวนาล้วนๆ
จะมีก็แต่นักปฏิบัติภาวนาเท่านั้น ที่จะตั้งใจอ่านให้จบ
อ่านแล้วเข้าใจและเกิดปัญญาพิจารณาเห็นจริงตามท่าน

ถาม : เคยได้ยินเรื่องการตามดูจิต ว่าทำอะไรก็ดู ว่าเราคิดอะไรอย่างนี้ เราก็ดูไปเรื่อยๆ กับการที่เราพุทโธ
ไม่ว่าจะเอาอะไรก็พุทโธตลอดเวลา

พระอาจารย์ : ถ้าในเบื้องต้นนี้พุทโธจะดีกว่า เพราะการตามดูจิตนี้จะไม่ทำให้ใจเราสงบ
ให้เรานิ่งได้ มันก็จะมีเรื่องให้เราตามไปเรื่อยๆ

ถาม : อย่างเวลาคิดให้เราดูว่าเราคิดอะไร

พระอาจารย์ : ได้อะไรจากการดู แล้วเราหยุดความโลภ ความโกรธได้หรือเปล่า อันนั้นละ ก็คือเป้าหมายของเราการดูจิต
การบริกรรมพุทโธก็เพื่อหยุดความโลภ ความโกรธ ถ้าดูแล้วเวลาโกรธหยุดมันไม่
ได้ ก็อย่าไปดูให้มันเสียเวลา เวลาโลภแล้วหยุดมันไม่ได้ก็ดูไปทำไม ใช่ไหม ดูเพื่อจะได้หยุดมันไง
เช่นเวลาอยากจะไปกินขนมอย่างนี้ยังไม่ถึงเวลากิน อยากกินอย่างนี้บางทีคนเราทำโดยไม่รู้สึกตัว
คือก่อนจะทำความจริงเราต้องคิดก่อนเราถึงจะทำได้ ถ้าเราเฝ้าดูความคิดพอเรารู้ว่ามันคิดจะทำในสิ่งที่ไม่ดี
เราก็หยุดทัน หยุดความคิดเสีย พอหยุดความคิดเสีย เราก็ไม่ต้องไปทำตามที่เราคิด แต่ถ้าเราหยุดไม่ได้ดูไปก็ป่วยการ
สู้หยุดมันดีกว่า ใช้พุทโธหยุดมันไปก่อนดีกว่า พุทโธๆไป พอมันอยู่กับพุทโธมันก็จะไปอยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ ไปโกรธเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้

ถาม : คือกำหนดพุทโธๆ ไปแล้วมันก็คิดแทรกอะไรอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ : เราก็ต้องพุทโธต่อไป ก็อย่าไปสนใจมัน มันจะแทรกเราก็อย่าไปสนใจ เราก็พุทโธของเราไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวต่อไปมันก็จะหายไปเอง กลัวว่าพอมันแทรกเราก็ตามมันไปเลย ไม่อยู่กับพุทโธต่อไป
เราต้องเกาะติดอยู่กับพุทโธอย่างเดียวแล้วต่อไป อารมณ์ต่างๆ ความคิดต่างๆ มันจะเบาบางหายไปเอง เมื่อกำลังของพุทโธมีมากขึ้นๆ
กำลังอย่างอื่นมันก็จะอ่อนกำลังลงไปเอง

แต่ตอนต้นนี้กำลังของพุทโธมันน้อยกว่ากำลังของความคิดอื่นๆ พอเราพุทโธได้ ๒ ๓ คำมันก็เข้ามาแล้ว พอมันเข้ามาเราก็ลืมพุทโธไปเลย
ทิ้งไปเลย ไปคิดตามมันเลย

ถาม : พอนึกได้ก็พุทโธใหม่

พระอาจารย์ : เออ นั้นแหละก็ต้องพยายามกลับมาหาพุทโธอยู่เรื่อยๆ จนกว่ามันจะพุทโธได้อย่างต่อเนื่อง

ถาม : ถ้าแรกๆ เราทำวันละ ๓ ชั่วโมงก่อนอะไรอย่างนี้ก่อนดีไหมคะ

พระอาจารย์ : ก็ทำไปทั้งวันไง คือทำควบคู่กับภารกิจต่างๆ ที่เราทำอยู่ไง เราอาบน้ำ ก็พุทโธไป ล้างหน้าก็พุทโธไป แปรงฟันก็พุทโธไป
ไม่ต้องไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าจะหยุดพุทโธก็เฉพาะเวลา ที่เราต้องใช้ความคิดกับเรื่องงานการที่เราทำ
เช่นต้องคิดบัญชีอย่างนี้เราก็ต้องหยุดพุทโธแล้วก็มาคิดบัญชี พอคิดเสร็จแล้ว เราไม่ต้องคิดอีกแล้วเราก็กลับมาพุทโธต่อ
อย่าปล่อยให้มันคิดถึงขนมอย่าให้มันคิดถึงเครื่องดื่ม อย่าให้คิดหนัง คิดถึงละครอะไรต่างๆ อย่าให้มันไปคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดตัณหาขึ้นมา
เกิดความอยากขึ้นมา ดังนั้นเราพุทโธไปได้ทั้งวันตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่เราต้องใช้ความคิดกับงานการ ต้องทำทั้งวันไม่งั้นพอเราหยุดพุทโธ
มันก็จะคิดไปในทางความอยากทันที

ถาม :สมัยนี้ครับพระอาจารย์หลายๆ ที่ มักนิยมสอนให้ดูจิต แรกๆ แต่ก่อนก็รู้สึกว่ามันง่าย ตามดูอย่างเดียว แต่พอไปสักพักจะรู้ว่าไปไหนไม่ได้เลย
ถ้าไม่มีกำลังสมาธิ มันจะอยู่ตรงนั้น มันจะต่อยอดไปไหนไม่ได้เลย

พระอาจารย์ : คือมันจะไม่สงบ ถ้าจิตไม่สงบแล้วมันจะไม่มีกำลังที่จะต่อสู้กับความอยาก ต่อสู้กับกิเลสตัณหา
ถ้ามีความสงบแล้วมันมีกำลังมันมีความอิ่มใจ ความอิ่มใจนี้สำคัญที่จะต่อสู้กับความอยาก
ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกังวล อย่าไปสนใจเรื่องการดูจิตดูร่างกาย อันนั้นเป็นเรื่องของปัญญา ขั้นต้นนี้หยุดใจหยุดความคิดให้ได้ ทำใจให้อิ่มก่อน
ให้ใจมีกำลังก่อน แล้วค่อยใช้ปัญญาสอนใจ ให้เลิกความอยากต่างๆ ต่อไป ที่พิจารณาร่างกายก็เพื่อให้เราเลิกความอยากในร่างกาย
ไม่ให้มันแก่ ไม่ให้มันเจ็บ ไม่ให้มันตาย นี่เอง ถ้าเราดูร่างกายบ่อยๆ เราก็รู้ว่ามันต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตาย มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
พอเห็นความจริงอันนี้เราก็จะได้ไม่ฝืนความจริง เราก็จะหยุดความอยากได้

แต่ถ้าเราไม่มีสมาธิก็จะหยุดไม่ได้ รู้ว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายก็ยังอยากไม่ให้มันแก่ ไม่ให้มันเจ็บไม่ให้มันตายอยู่นั้นแหละ
แล้วเราจะไม่เห็นความทุกข์ ไม่เห็นว่าความอยากนี้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา แต่ถ้าใจสงบแล้วนี้เวลาเกิดความทุกข์ใจแล้วนี้จะเห็นชัดเลย
เพราะใจจากเย็นจะร้อนขึ้นมาทันที เวลามีความสงบ มีอุเบกขานี้มันจะเย็น พอมีความอยากขึ้นมาปั๊บ มันจะร้อนขึ้นมาทันที
เวลาโกรธขึ้นมานี้มันจะร้อนขึ้นมาทันที มันจะเห็นชัดเลย แต่ถ้าใจมันไม่เย็นอยู่แล้ว มันร้อนขึ้นมามันก็ไม่รู้สึกแตกต่างอะไร กันใช่ไหม
ร้อนจาก ๙๐ องศามาเป็นร้อน ๑๐๐ องศา มันก็ไม่ค่อยแตกต่างกัน ไม่เหมือนร้อนจาก ๐ องศาขึ้นมา ๑๐ องศาแค่นี้มันก็เห็นความแตกต่างกันแล้ว

ดังนั้นเราต้องทำใจเราให้เย็นก่อน ทำใจให้อยู่ที่ ๐ องศาก่อน อยู่ที่ ๐ องศาแล้วเวลาเกิดกิเลสเกิดความโลภ ขึ้นมานี้มันจะขึ้นมาเป็น ๑๐ เป็น ๒๐
ก็จะรู้ทันทีว่านี่ทุกข์แล้วนี่หว่า เพราะอะไร เพราะเราไปอยากมันเอง พอเราอยากปั๊บ มันก็กลับมาที่ ๐ ใหม่ ใจก็กลับมาเย็นใหม่ อันนี้สมาธิสำคัญมาก
เพราะสมาธิจะทำให้เราเข้าถึงจุดที่สงบ จุดที่เย็นสบายของใจนี่เอง พอมันอยู่ถึงจุดนี้แล้ว พอมันออกจากจุดนี้ จะรู้ทันทีว่าเป็นปัญหาแล้วต้องดึงกลับมาให้ได้
แล้วรู้ว่าตัวที่ดึงออกไปก็คือความอยากนี่เอง เราก็จะตัดความอยากได้ เพราะเราไม่อยากจะร้อนแล้ว พอได้พบกับความเย็นใจแล้วมันไม่อยากจะได้อะไรแล้ว
มันอยากจะรักษาความเย็นใจนี้อย่างเดียว เพราะมันดีที่สุดไม่มีอะไรจะดีกว่า จะเสียสามีก็เสียไป จะเสียภรรยาก็เสียไป เสียแฟนก็เสียไป
ขอให้ใจนี้มันเย็นสบายพอแล้ว ดีกว่าได้แฟนได้สามีมาแล้วใจก็รุ้มร้อนกับความวิตกกังวลความห่วงใย มันจะดีตรงไหน

นี่เราไม่มองที่ใจกัน เราไปมองที่ข้างนอก มองของที่เราอยากได้กัน ก็เลยทำให้เรามองไม่เห็นความทุกข์ใจของเรา
แต่ถ้าเราทำสมาธิแล้วเราจะเห็นใจของเรา เราจะเห็นใจของเราสุขอยู่ตรงไหน อยู่ตรงศูนย์นี่เอง อยู่ที่ความว่างเปล่า อยู่ที่ความเย็น
อยู่ที่ความไม่มีความอยาก พอมีความอยากปั๊บมันก็จะร้อนขึ้นมาทันทีเลย ก็หยุดความอยากทันที เพราะรู้ว่าเอามาก็เท่านั้น
เอามาแล้วเดี๋ยวก็ต้องเสียไปในที่สุด แต่ให้มันวิเศษขนาดไหน มันก็ต้องเสียไป ต่อให้เป็นดาราภาพยนต์ เดี๋ยวมันก็ต้องจากกัน
มันก็ต้องแยกกันอยู่ดี มันก็ให้ความสุขชั่วคราว และขณะอยู่ด้วยกันก็ต้องมากังวลมาหวงมาห่วงกัน ก็เป็นแต่ความทุกข์ทั้งนั้น ใจก็ไม่เย็นไม่สบาย

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

.................................................................

ดูจิต..ถ้าดูจิตเฉยๆจะดูไปทำไม

...การดูจิตนี้ "ให้ดูกิเลส ให้ดูตัณหา"
ว่าตอนนี้..มีตัณหาปรากฏขึ้นมาหรือยัง

...เหมือนกับ ยามที่ไปเฝ้าบ้าน
เขาไม่ให้ดูบ้านหรอก บ้านมันไม่มีปัญหา
เขาให้ดูว่า..มีขโมยขึ้นบ้านหรือเปล่า
เวลาขโมยขึ้นบ้านจะได้จับขโมย ไล่ขโมยไป

... ถ้าไปดูจิตเฉยๆ ไปดูมันทำไม
ดูจิตนี้ให้ดู "กิเลสที่มันโผล่เข้ามาในจิต"
"ดูตัณหาที่มันโผล่เข้ามาในจิต"

...ดูแล้วก็ดูว่า..เรามีอาวุธที่จะฆ่าตัณหา
ที่มันโผล่ขึ้นมาหรือไม่
อันนี้ต่างหาก "เรื่องของการดูจิตให้ดูแบบนี้"

...การจะดูจิตได้อย่างจริงๆนี้ต้อง
หลังจากที่.."จิตรวมเป็นสมาธิแล้ว"

...อันนั้นหละ "พอจิตรวมแล้ว"
"สติปัญญา" มันเข้าถึงตัวจิตได้
ทีนี้..เวลาตัณหาโผล่ขึ้นมา
สติปัญญาก็สามารถ...กำจัดมันได้ทันที !

..จะดูจิตได้ ต้องหลังจากที่ได้สมาธิแล้ว
ถ้ายังไม่ได้สมาธิ ยังเข้าไม่ถึงตัวจิต ยังเป็นสัญญาอยู่ เห็นกิเลสก็ทำอะไรมันไม่ได้
เพราะตัวที่จะกำจัดกิเลสยังอยู่ข้างนอก คือ สติปัญญา ยังไม่เข้าไปข้างใน จะเข้าไปข้างในต่อเมื่อจิตรวมเป็นอัปปนาสมาธิ

การดูจิต ต้องดูหลังจากที่ได้สมาธิแล้ว แล้วก็ต้องใช้ปัญญาเป็นอาวุธคอยกำจัดตัวที่เป็นพิษเป็นภัยแก่จิตใจ..

..ถ้าไม่มีอาวุธนี้ กิเลสโพล่ขึ้นมาก็ดับมันไม่ได้ ผู้ที่จะดูจิตนี้ จะต้องมีอาวุธ คือ ปัญญา ใช้ทำลายตัวที่เป็นตัญหา ตัวที่สร้างความทุกข์ให้กับใจ..

..ปัญญาถ้ามันฆ่ากิเลสไม่ได้ ไม่เรียกว่าปัญญา เรียกว่าสัญญา..

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ธรรมะบนเขา 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

จากเพจ วัดป่าดอทคอม

******

วันก่อนมีเพื่อนสมาชิกโพสต์กระทู้เกี่ยวกับ ตามดูจิต กับรู้ทันจิต ว่าต่างกัน
จากประสบการณ์ของผม ยิ่งจิตนิ่งเป็นสมาธิ ยิ่งเห็นชัด อะไรจะผ่านเข้ามาในจิตจะชัดเจน รู้ทันทีที่มันมา
ถ้าสมาธิตก จะเป็นการเห็นแบบดีเลย์ คือช้าไปแล้ว ปรุงแต่งไปแล้ว
เหมือนเรานั่งเฉยๆ เราเห็นชัดว่าจะมีอะไรผ่านสายตาเราไปบ้าง
แต่ถ้าเราวิ่งไปด้วย เดินไปด้วย ก็ยิ่งลางเลือน
ถ้าจำไม่ผิด พระพุทธโฆษจารย์ เคยสอนไว้ซีดีชุดหนึ่งว่า เปรียบเหมือนภาพที่อยู่บนธง
ถ้าธงมันไหวไปไหวมา เราก็เห็นไม่ชัด แต่ถ้าให้จิตมีสมาธิ ยิ่งเป็นฌานก็ยิ่งชัด เหมือนขึงธงให้ตึง เราก็จะเห็นภาพบนธงชัด

จิตตานุสสติปัฏฐานนี่เป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติ ปฏิบัติแบบไหนก็มาลงตรงนี้เหมือนกัน มันเป็นไปตามธรรมดา
เพราะเรามุ่งจัดการกับกิเลสในใจ การตรวจสอบจิตก็เป็นเรื่องปกติ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่