สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงตรัสว่า
มิควรยึดมั่นถือมั่นในสภาวะธรรมทั้งปวง
ทุกสิ่งมีเหตุให้เกิด เมื่อถึงพร้อมซึ่งปัจจัย
ทุกสิ่ง มิอาจคาดหมายให้เป็นดั่งใจได้ไม่
ทรงเตือนสติ ให้รู้เท่าทันในสภาวะจิตใจแห่งตนเอง และเพียรกำจัดอกุศลจิตที่เกิดขึ้นในจิตแห่งตน
เพียรรักษาความเบิกบานแห่งจิตของตน
แต่มิใช่ มิทำหน้าที่อันพึงกระทำ ต่อสังคม ต่อคุณธรรมความดีงาม ต่อการช่วยกันทนุรักษา บวรพระพุทธศาสนา ให้ดำรงสืบไปแด่อนุชนรุ่นต่อไป
นี่พระองค์ทรงกล่าวเป็นบุญส่วนนึง ในบุญกริยาทั้งสิบ
การขวนขวายทำกิจอันสมควรกระทำด้วยการรับใช้ส่วนรวม
เมื่อท่านทำกิจอันควรกระทำอย่างดีที่สุดแล้ว นั่นเพียงพอแล้ว ปล่อยวางความคาดหวังใดๆนั้นเถิด
กลับมาดูจิตแห่งตน กระทำกิจนั้นต่อไป ด้วยปราศจากความเศร้าหมองนั้นเถิด
ตถตา มันก้อเป็นเช่นนั้นเอง
ท่านสาธุชนทั้งหลาย !!!!
มิควรยึดมั่นถือมั่นในสภาวะธรรมทั้งปวง
ทุกสิ่งมีเหตุให้เกิด เมื่อถึงพร้อมซึ่งปัจจัย
ทุกสิ่ง มิอาจคาดหมายให้เป็นดั่งใจได้ไม่
ทรงเตือนสติ ให้รู้เท่าทันในสภาวะจิตใจแห่งตนเอง และเพียรกำจัดอกุศลจิตที่เกิดขึ้นในจิตแห่งตน
เพียรรักษาความเบิกบานแห่งจิตของตน
แต่มิใช่ มิทำหน้าที่อันพึงกระทำ ต่อสังคม ต่อคุณธรรมความดีงาม ต่อการช่วยกันทนุรักษา บวรพระพุทธศาสนา ให้ดำรงสืบไปแด่อนุชนรุ่นต่อไป
นี่พระองค์ทรงกล่าวเป็นบุญส่วนนึง ในบุญกริยาทั้งสิบ
การขวนขวายทำกิจอันสมควรกระทำด้วยการรับใช้ส่วนรวม
เมื่อท่านทำกิจอันควรกระทำอย่างดีที่สุดแล้ว นั่นเพียงพอแล้ว ปล่อยวางความคาดหวังใดๆนั้นเถิด
กลับมาดูจิตแห่งตน กระทำกิจนั้นต่อไป ด้วยปราศจากความเศร้าหมองนั้นเถิด
ตถตา มันก้อเป็นเช่นนั้นเอง