สวัสดีค่ะ เราว่าหลายครอบครัว หรืออาจจะทุกครอบครัวประสบปัญญาหานี้
คือถ้าพ่อแม่ มีลูกมากกว่าหนึ่งคน ก็มักจะมี ลูกที่เชื่อฟัง และ ลูกที่ไม่เชื่อฟัง
เราขอเล่าเรื่องของเราก่อนนะคะ พ่อแม่เรามีลูกคือเรากับน้องสองคน เราเป็นพี่(กำลังจะจบม.6) น้องชาย(ม.1)
ก่อนหน้านี้เราคิดว่าพ่อกับแม่โชคดีมาก ที่เราก็ไม่ใช่เด็กเหลวไหล น้องชายก็ส่อแววฉลาดตั้งแต่เล็ก ชอบหยิบนั่นจับนี่มาประดิษฐ์ทดลองอะไรของมันก็ไม่รู้ เวลาไปไหนเห็นเด็กคนอื่นในหมู่บ้านก็คิดแต่ว่าโชคดีนะที่น้องเราไม่ได้เป็นแบบนั้น
ความผิดหวังแรกของพ่อแม่คือน้องเข้ารร.เดียวกันกับเราไม่ได้(รร.ประจำจังหวัด) สมัครไว้ที่เดียวเลย คิดว่ายังไงก็ต้องได้แน่ๆ แต่ก็ไม่ เราก็เพิ่งย้ายมาอยู่หอตอนม.5 เทอม2 (เอาเกรด3.5อัพไปแลก ปกติเทียวรถตู้ไปกลับประมาณ130กม.) ตั้งใจว่าพอขึ้นม.1 เรียนด้วยกันให้น้องชายมาอยู่หอกับเรา(หอเปิด) สุดท้ายน้องก็ไปเรียนอีกรร.นึง แต่ก็มาอยู่กับเราเหมือนเดิม ตอนเช้าเราไปส่งที่รร. (พ่อแม่เชื่อว่าสภาพแวดล้อมแถวรร.+เพื่อน+การเรียนการสอน+รร.บ้านนอกสู้ในเมืองไม่ได้)
ขึ้นม.1แล้ว พ่อแม่ก็ซื้อโทรศัพท์ให้ น้องชายก็เริ่มเลย ติดโทรศัพท์มาก เกมไม่เท่าไหร่ แต่เข้ายูทูปหนักเลย(ตอนแรกชื้นใจ น้องรีบกลับห้องตลอดไม่เที่ยวเตร่ไม่ติดร้านเกม แต่ติดดูคลิปนั่นนี่ดูการ์ตูนแปลด้วย) เราเข้าใจว่าการเล่นเกมดูคลิปดูการ์ตูนหรืออะไรบลาๆก็แล้วแต่มันก็ไม่ได้เลวร้าย เราจะสนับสนุนด้วยซ้ำถ้ารู้จักแยกแยะแบ่งเวลาบ้าง นานเข้าเริ่มดูแบบไม่หลับไม่นอน ครั้งนึงเราตื่นมาเข้าห้องน้ำตีสามหน้าจอโทรศัพท์ยังส่องหน้าอยู่เลยอะ พอเราเริ่มพูดเริ่มว่าก็แสดงอาการรำคาญไม่พอใจใส่ ทำเหมือนเราไปก้าวก่ายชีวิตของตัวเอง
เทอมแรกน้องติดศูนย์สองตัวค่ะ
เราเริ่มคิดว่า เพราะเราไม่เคยทำการบ้านที่ห้องให้น้องเห็นหรือเปล่า งานเกือบทุกอย่างเราทำที่โรงเรียนเพราะเราอยากให้หลังเลิกเรียนคือเวลาอิสระที่เราจะทำอะไรก็ได้(เราสาบานว่าเกรดสามอัพทุกเทอมไม่ใช่ว่าได้มาเพราะโชคช่วย) หรือเราทำตัวสบายๆมากเกินไปพูดอะไรก็เลยไม่ฟังหรือยังไง พอเราไม่ว่าแต่เอาไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็สวดยับแล้วพอเริ่มเอาเราไปเปรียบเทียบกันเราก็เลยเลิกเอาไปพูด ทั้งเทอมสองที่ยุ่งๆวิ่งสอบนั่นนี่ เรียนก็แทบไม่ได้เรียนครูสั่งแต่งาน ทั้งกิจกรรมรด.ของเราอีก เราไปสอบอยู่กทม.สองวันก็ไม่ไปรร. ไปสอบสัมภาษณ์สามวันก็ไม่ไปรร. ขึ้นค่ายสามวันกลับมาคือห้องเละ (กินๆนอนๆไม่ลุกไปไหนน้ำไม่อาบใส่ชุดเดิมตั้งแต่วันเราออกจากห้อง) ช่วงหนึ่งเราก็ตื่นสายเลยให้ไปส่งเราก่อนให้น้องเอารถไปรร. เกือบครึ่งเดือน เราจับได้ว่าหลังจากส่งเราแล้วมันก็กลับมานอนอยู่ห้องเพราะครั้งหนึ่งเราขอครูกลับมาเอาของอยู่ห้อง จนเราไม่รู้อะว่ามันขาดไปแล้วตั้งกี่ครั้ง เราถามว่ารู้จักไหม มส.อะ ถ้าเวลาเรียนไม่พอก็ไม่มีสิทธิ์สอบนะ มันพูดไม่มีเสียงใส่หน้าเราเลยว่า เ-ือก
จนเมื่อศุกร์แรกของเดือนกุมภา แม่โทรมาถามเราว่าจะกลับบ้านไหม เราก็บอกว่าเดี๋ยวรอน้องก่อนมันยังไม่กลับจากรร.เลย แม่บอกว่าครูไปส่งน้องเราที่บ้านแล้ว บอกกับพ่อแม่ว่า ถ้าน้องยังขาดเรียนอยู่ จะติดมส.ทั้ง18ตัวเลยนะ
เรารีบกลับบ้าน กังวลไปหมด ที่กลัวที่สุดคือกลัวว่าจะใช้ความรุนแรงกัน(ทั้งพ่อก็เป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ) แต่พอถึงบ้านเราเห็นแต่น้องนั่งอยู่หน้าบ้าน วินาทีที่สบตากันแล้วมันยิ้มระรื่นออกมาเรารู้เลยว่ามันไม่สำนึก ไม่ได้กลัวว่าจะเรียนไม่จบด้วย
พ่อเราที่สุดของคำว่าใช้น้ำเย็นเข้าลูบ (แกเป็นคนใจเย็น ตลก เป็นพ่อที่ดี ช่วงหลังๆแกมีแนวโน้มที่จะหยุดพูดกลางคันบ่อยมากถ้าเป็นเรื่องของเรากับน้อง) แม่ก็ขู่เลย บอกถ้าไม่เรียนก็ไปบวชเรียนกับหลวงลุง(ญาติพ่อ)
แต่พ่อก็บอกว่า ขนาดพ่อแม่เลี้ยงมันมามันยังไม่เชื่อฟัง นับประสาอะไรกับเอาไปให้คนอื่นเลี้ยง(อันนี้พูดตอนตอนน้องไม่อยู่)
พ่อเรามานอนที่หอด้วย บังคับให้เอาการบ้านขึ้นมาทำ ไปส่งน้องที่รร. ก่อนจะกลับไปทำงาน พรุ่งนี้ก็มาอีก อาทิตย์แรกที่เป็นอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งน้องก็ดูคลิปของมันไปทั้งที่เที่ยงคืนแล้ว (ตำแหน่งนอน น้อง เรา พ่อ) พ่อพูดตั้งหลายครั้งก็ไม่เลิกดู จนพ่อลุกขึ้นมานั่งมองน้องอยู่นิ่งๆเลย เราก็ทนไม่ไหวยึดโทรศัพท์มันมาไว้ ทั้งสงสัย ทำไมต้องไม่เชื่อฟัง ทำไมต้องทำเหมือนต่อต้าน
พอตอนเช้าเรากับพ่อเตรียมตัวใกล้เสร็จก็ปลุกน้องไปอาบน้ำ สิ่งแรกคือมันรีบมาคว้าเอาโทรศัพท์ไป แต่ก็นอนเล่นอยู่อย่างนั้นจนจะเจ็ดโมงเช้าอยู่แล้ว พ่อก็พูดสอนไปว่าเป็นแบบนี้แล้วจะไปอยู่กับใครได้ พูดไม่ฟัง ถ้าบอกให้ไปทำอะไรเลวๆก็ว่าไปอย่าง พ่อพูดยังไม่ทันจบน้องก็ลุกขึ้นเลยค่ะ โยนกระเป็นนักเรียนใส่เรา ทั้งที่อยู่ต่อหน้าพ่อ พ่อก็ฝ่ามือฟาดเข้าท้ายทอยเลย (พ่อเราไม่ใช้ความรุนแรงพร่ำสอนลูกให้เชื่อฟัง คงจะที่สุดของความอดทนแล้ว)
พอน้องเราออกมาจาห้องน้ำทั้งร้องไห้ไปด้วยน้องเราก็เริ่มพูด เรื่องที่ว่าพ่อแม่ให้อะไรเรามากกว่า ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า หนังสือซื้อทีก็หลักพัน(ดาว้องซ์ แกทแพท หนังสือติวทั้งหลายแหล่ หนังสือฝึกภาษาอังกฤษ นวนิยายสืบสวนสอบสวนที่ขอถามเถอะว่าถ้าเป็นนิยายตาหวานแม่จะเสียเงินซื้อให้ไหมนอกจาด่าว่าไร้สาระ) ของบางอย่างที่น้องได้ต่อจากเรา ทั้งเรื่องที่แม่ชอบเอาไปเปรียบเทียบกับเรากับบ้านอื่น พูดถึงแต่เราดีๆ เกรด มหาลัยที่เราติด
เราไม่คิดเรื่องนี้มาก่อน ไม่คิดว่ามันจะน้อยใจเรื่องไม่เป็นเรื่องจนทำให้การเรียนตัวเองย่ำแย่
เราสงสัยว่าทำไมน้องไม่คิดบ้าง ว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ ว่าพ่อแม่กว่าจะให้ของเรามากมาย ตอนอายุเท่าน้องเราก็ไม่ต่างกันนักเลย เราคิดว่าเราเหนื่อยกว่าด้วยซ้ำ น้องไม่ได้ไปกลับอยู่บนรถตู้วันละสี่ห้าชม.อย่างเรา ไม่ได้เป็นคนหุงหาอาหารให้พ่อแม่เวลาแกลับมาจากทำงาน ไม่ได้ล้างถ้วยล้างชามไม่ได้เป็นคนซํกผ้า แต่ก็ในเมื่อเราให้ความภาคภูมิใจ เป็นแรงให้หายเหนื่อยเวลาพ่อแม่ออกไปทำงาน เป็นคนที่สามารถเอาไปพูดอวดคนอื่นได้ แลกกับของที่พ่อแม่ซื้อให้ ค่าหอค่ากินอยู่ มันก็คุ้มกันแล้วนี่ ถ้าคุณเป็นพ่อแม่เรา ลูกคนนึงที่ไม่เคยก่อปัญหาให้กับลูกที่มีแต่เรื่องให้กลุ้มใจคุณจะพูดเรื่องใครให้คนอื่นฟังมากกว่ากัน
ทั้งเรื่องของอายุ วัยที่สมควรจะได้และจำเป็นจะต้องใช้สิ่งของนั้นๆ เราบอกกับน้องไว้เลย ถ้ามันอายุเท่าเรา แต่ตอนนั้นไม่ได้ของที่พ่อแม่เคยให้เรา ก็มาเอากับเราเลย
เราไม่ชอบที่พ่อแม่บอกว่าคาดหวังกับเรา ไม่ชอบที่น้องมันทำตัวไม่แคร์ใครไม่แคร์อนาคตตัวเอง ทั้งที่เราก็คิดว่าน้องเรามันรู้ว่าสิ่งไหนที่ดีสำหรับมัน แต่ถ้าพ่อแม่หรือใครพูดสอนก็กลับทำสวนทาง ทำไปเพื่อใคร เพื่ออะไร จะทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเพื่อ จะเรียกร้องเอาอะไรมากมายทั้งที่พ่อแม่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้าไม่มีปัญญาประเคนให้ทุกอย่างที่มันอยากได้
ดีที่เรายังติดมหาลัยตั้งแต่รอบแรก ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่รู้ว่าพ่อเราจะเครียดจนโรคกำเริบหรือเปล่า
ครอบครัวเราสี่คนจับเข่าคุยกันแล้วค่ะ เราก็บอกแนวทางการเรียนต่อต่างๆให้น้องได้รู้ไว้แล้ว(ให้พ่อแม่ได้รู้ด้วย) เรื่องเรียนถ้าตรงนี้ไม่ไหมจริงๆก็อาจจะย้ายให้ไปเรียนรร.แถวบ้าน กลับไปอยู่กับพ่อแม่ พยายามคิดในแง่ดีว่านี่แค่ม.1 (เดือนหน้าจะสิบสี่แล้วค่ะ)เดี๋ยวโตขึ้นกว่านี้ก็คงคิดได้เอง แต่กว่าจะคิดได้เราก็ขอแต่ว่าอย่าให้พ่อกับแม่เหนื่อยใจไปมากกว่านี้เลย
น้องเราเชื่อฟังอย่างดีค่ะ แต่ไม่ปฏิบัติตาม ทำเป็นหูทวนลมจนน่าโมโหเลย
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ คนอื่นๆ ที่ประสบปัญหานี้มีวิธีแก้ไขยังไงกันบ้างมาเล่าสู่กันฟังหน่อยค่ะ เผื่อเราได้เอาไปใช้บ้าง
แก้ยังไง พ่อแม่ที่คาดหวังกับลูกคนโตไว้เยอะ,ลูกคนเล็กที่ไม่เอาไหน
คือถ้าพ่อแม่ มีลูกมากกว่าหนึ่งคน ก็มักจะมี ลูกที่เชื่อฟัง และ ลูกที่ไม่เชื่อฟัง
เราขอเล่าเรื่องของเราก่อนนะคะ พ่อแม่เรามีลูกคือเรากับน้องสองคน เราเป็นพี่(กำลังจะจบม.6) น้องชาย(ม.1)
ก่อนหน้านี้เราคิดว่าพ่อกับแม่โชคดีมาก ที่เราก็ไม่ใช่เด็กเหลวไหล น้องชายก็ส่อแววฉลาดตั้งแต่เล็ก ชอบหยิบนั่นจับนี่มาประดิษฐ์ทดลองอะไรของมันก็ไม่รู้ เวลาไปไหนเห็นเด็กคนอื่นในหมู่บ้านก็คิดแต่ว่าโชคดีนะที่น้องเราไม่ได้เป็นแบบนั้น
ความผิดหวังแรกของพ่อแม่คือน้องเข้ารร.เดียวกันกับเราไม่ได้(รร.ประจำจังหวัด) สมัครไว้ที่เดียวเลย คิดว่ายังไงก็ต้องได้แน่ๆ แต่ก็ไม่ เราก็เพิ่งย้ายมาอยู่หอตอนม.5 เทอม2 (เอาเกรด3.5อัพไปแลก ปกติเทียวรถตู้ไปกลับประมาณ130กม.) ตั้งใจว่าพอขึ้นม.1 เรียนด้วยกันให้น้องชายมาอยู่หอกับเรา(หอเปิด) สุดท้ายน้องก็ไปเรียนอีกรร.นึง แต่ก็มาอยู่กับเราเหมือนเดิม ตอนเช้าเราไปส่งที่รร. (พ่อแม่เชื่อว่าสภาพแวดล้อมแถวรร.+เพื่อน+การเรียนการสอน+รร.บ้านนอกสู้ในเมืองไม่ได้)
ขึ้นม.1แล้ว พ่อแม่ก็ซื้อโทรศัพท์ให้ น้องชายก็เริ่มเลย ติดโทรศัพท์มาก เกมไม่เท่าไหร่ แต่เข้ายูทูปหนักเลย(ตอนแรกชื้นใจ น้องรีบกลับห้องตลอดไม่เที่ยวเตร่ไม่ติดร้านเกม แต่ติดดูคลิปนั่นนี่ดูการ์ตูนแปลด้วย) เราเข้าใจว่าการเล่นเกมดูคลิปดูการ์ตูนหรืออะไรบลาๆก็แล้วแต่มันก็ไม่ได้เลวร้าย เราจะสนับสนุนด้วยซ้ำถ้ารู้จักแยกแยะแบ่งเวลาบ้าง นานเข้าเริ่มดูแบบไม่หลับไม่นอน ครั้งนึงเราตื่นมาเข้าห้องน้ำตีสามหน้าจอโทรศัพท์ยังส่องหน้าอยู่เลยอะ พอเราเริ่มพูดเริ่มว่าก็แสดงอาการรำคาญไม่พอใจใส่ ทำเหมือนเราไปก้าวก่ายชีวิตของตัวเอง
เทอมแรกน้องติดศูนย์สองตัวค่ะ
เราเริ่มคิดว่า เพราะเราไม่เคยทำการบ้านที่ห้องให้น้องเห็นหรือเปล่า งานเกือบทุกอย่างเราทำที่โรงเรียนเพราะเราอยากให้หลังเลิกเรียนคือเวลาอิสระที่เราจะทำอะไรก็ได้(เราสาบานว่าเกรดสามอัพทุกเทอมไม่ใช่ว่าได้มาเพราะโชคช่วย) หรือเราทำตัวสบายๆมากเกินไปพูดอะไรก็เลยไม่ฟังหรือยังไง พอเราไม่ว่าแต่เอาไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็สวดยับแล้วพอเริ่มเอาเราไปเปรียบเทียบกันเราก็เลยเลิกเอาไปพูด ทั้งเทอมสองที่ยุ่งๆวิ่งสอบนั่นนี่ เรียนก็แทบไม่ได้เรียนครูสั่งแต่งาน ทั้งกิจกรรมรด.ของเราอีก เราไปสอบอยู่กทม.สองวันก็ไม่ไปรร. ไปสอบสัมภาษณ์สามวันก็ไม่ไปรร. ขึ้นค่ายสามวันกลับมาคือห้องเละ (กินๆนอนๆไม่ลุกไปไหนน้ำไม่อาบใส่ชุดเดิมตั้งแต่วันเราออกจากห้อง) ช่วงหนึ่งเราก็ตื่นสายเลยให้ไปส่งเราก่อนให้น้องเอารถไปรร. เกือบครึ่งเดือน เราจับได้ว่าหลังจากส่งเราแล้วมันก็กลับมานอนอยู่ห้องเพราะครั้งหนึ่งเราขอครูกลับมาเอาของอยู่ห้อง จนเราไม่รู้อะว่ามันขาดไปแล้วตั้งกี่ครั้ง เราถามว่ารู้จักไหม มส.อะ ถ้าเวลาเรียนไม่พอก็ไม่มีสิทธิ์สอบนะ มันพูดไม่มีเสียงใส่หน้าเราเลยว่า เ-ือก
จนเมื่อศุกร์แรกของเดือนกุมภา แม่โทรมาถามเราว่าจะกลับบ้านไหม เราก็บอกว่าเดี๋ยวรอน้องก่อนมันยังไม่กลับจากรร.เลย แม่บอกว่าครูไปส่งน้องเราที่บ้านแล้ว บอกกับพ่อแม่ว่า ถ้าน้องยังขาดเรียนอยู่ จะติดมส.ทั้ง18ตัวเลยนะ
เรารีบกลับบ้าน กังวลไปหมด ที่กลัวที่สุดคือกลัวว่าจะใช้ความรุนแรงกัน(ทั้งพ่อก็เป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ) แต่พอถึงบ้านเราเห็นแต่น้องนั่งอยู่หน้าบ้าน วินาทีที่สบตากันแล้วมันยิ้มระรื่นออกมาเรารู้เลยว่ามันไม่สำนึก ไม่ได้กลัวว่าจะเรียนไม่จบด้วย
พ่อเราที่สุดของคำว่าใช้น้ำเย็นเข้าลูบ (แกเป็นคนใจเย็น ตลก เป็นพ่อที่ดี ช่วงหลังๆแกมีแนวโน้มที่จะหยุดพูดกลางคันบ่อยมากถ้าเป็นเรื่องของเรากับน้อง) แม่ก็ขู่เลย บอกถ้าไม่เรียนก็ไปบวชเรียนกับหลวงลุง(ญาติพ่อ)
แต่พ่อก็บอกว่า ขนาดพ่อแม่เลี้ยงมันมามันยังไม่เชื่อฟัง นับประสาอะไรกับเอาไปให้คนอื่นเลี้ยง(อันนี้พูดตอนตอนน้องไม่อยู่)
พ่อเรามานอนที่หอด้วย บังคับให้เอาการบ้านขึ้นมาทำ ไปส่งน้องที่รร. ก่อนจะกลับไปทำงาน พรุ่งนี้ก็มาอีก อาทิตย์แรกที่เป็นอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งน้องก็ดูคลิปของมันไปทั้งที่เที่ยงคืนแล้ว (ตำแหน่งนอน น้อง เรา พ่อ) พ่อพูดตั้งหลายครั้งก็ไม่เลิกดู จนพ่อลุกขึ้นมานั่งมองน้องอยู่นิ่งๆเลย เราก็ทนไม่ไหวยึดโทรศัพท์มันมาไว้ ทั้งสงสัย ทำไมต้องไม่เชื่อฟัง ทำไมต้องทำเหมือนต่อต้าน
พอตอนเช้าเรากับพ่อเตรียมตัวใกล้เสร็จก็ปลุกน้องไปอาบน้ำ สิ่งแรกคือมันรีบมาคว้าเอาโทรศัพท์ไป แต่ก็นอนเล่นอยู่อย่างนั้นจนจะเจ็ดโมงเช้าอยู่แล้ว พ่อก็พูดสอนไปว่าเป็นแบบนี้แล้วจะไปอยู่กับใครได้ พูดไม่ฟัง ถ้าบอกให้ไปทำอะไรเลวๆก็ว่าไปอย่าง พ่อพูดยังไม่ทันจบน้องก็ลุกขึ้นเลยค่ะ โยนกระเป็นนักเรียนใส่เรา ทั้งที่อยู่ต่อหน้าพ่อ พ่อก็ฝ่ามือฟาดเข้าท้ายทอยเลย (พ่อเราไม่ใช้ความรุนแรงพร่ำสอนลูกให้เชื่อฟัง คงจะที่สุดของความอดทนแล้ว)
พอน้องเราออกมาจาห้องน้ำทั้งร้องไห้ไปด้วยน้องเราก็เริ่มพูด เรื่องที่ว่าพ่อแม่ให้อะไรเรามากกว่า ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า หนังสือซื้อทีก็หลักพัน(ดาว้องซ์ แกทแพท หนังสือติวทั้งหลายแหล่ หนังสือฝึกภาษาอังกฤษ นวนิยายสืบสวนสอบสวนที่ขอถามเถอะว่าถ้าเป็นนิยายตาหวานแม่จะเสียเงินซื้อให้ไหมนอกจาด่าว่าไร้สาระ) ของบางอย่างที่น้องได้ต่อจากเรา ทั้งเรื่องที่แม่ชอบเอาไปเปรียบเทียบกับเรากับบ้านอื่น พูดถึงแต่เราดีๆ เกรด มหาลัยที่เราติด
เราไม่คิดเรื่องนี้มาก่อน ไม่คิดว่ามันจะน้อยใจเรื่องไม่เป็นเรื่องจนทำให้การเรียนตัวเองย่ำแย่
เราสงสัยว่าทำไมน้องไม่คิดบ้าง ว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ ว่าพ่อแม่กว่าจะให้ของเรามากมาย ตอนอายุเท่าน้องเราก็ไม่ต่างกันนักเลย เราคิดว่าเราเหนื่อยกว่าด้วยซ้ำ น้องไม่ได้ไปกลับอยู่บนรถตู้วันละสี่ห้าชม.อย่างเรา ไม่ได้เป็นคนหุงหาอาหารให้พ่อแม่เวลาแกลับมาจากทำงาน ไม่ได้ล้างถ้วยล้างชามไม่ได้เป็นคนซํกผ้า แต่ก็ในเมื่อเราให้ความภาคภูมิใจ เป็นแรงให้หายเหนื่อยเวลาพ่อแม่ออกไปทำงาน เป็นคนที่สามารถเอาไปพูดอวดคนอื่นได้ แลกกับของที่พ่อแม่ซื้อให้ ค่าหอค่ากินอยู่ มันก็คุ้มกันแล้วนี่ ถ้าคุณเป็นพ่อแม่เรา ลูกคนนึงที่ไม่เคยก่อปัญหาให้กับลูกที่มีแต่เรื่องให้กลุ้มใจคุณจะพูดเรื่องใครให้คนอื่นฟังมากกว่ากัน
ทั้งเรื่องของอายุ วัยที่สมควรจะได้และจำเป็นจะต้องใช้สิ่งของนั้นๆ เราบอกกับน้องไว้เลย ถ้ามันอายุเท่าเรา แต่ตอนนั้นไม่ได้ของที่พ่อแม่เคยให้เรา ก็มาเอากับเราเลย
เราไม่ชอบที่พ่อแม่บอกว่าคาดหวังกับเรา ไม่ชอบที่น้องมันทำตัวไม่แคร์ใครไม่แคร์อนาคตตัวเอง ทั้งที่เราก็คิดว่าน้องเรามันรู้ว่าสิ่งไหนที่ดีสำหรับมัน แต่ถ้าพ่อแม่หรือใครพูดสอนก็กลับทำสวนทาง ทำไปเพื่อใคร เพื่ออะไร จะทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเพื่อ จะเรียกร้องเอาอะไรมากมายทั้งที่พ่อแม่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้าไม่มีปัญญาประเคนให้ทุกอย่างที่มันอยากได้
ดีที่เรายังติดมหาลัยตั้งแต่รอบแรก ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่รู้ว่าพ่อเราจะเครียดจนโรคกำเริบหรือเปล่า
ครอบครัวเราสี่คนจับเข่าคุยกันแล้วค่ะ เราก็บอกแนวทางการเรียนต่อต่างๆให้น้องได้รู้ไว้แล้ว(ให้พ่อแม่ได้รู้ด้วย) เรื่องเรียนถ้าตรงนี้ไม่ไหมจริงๆก็อาจจะย้ายให้ไปเรียนรร.แถวบ้าน กลับไปอยู่กับพ่อแม่ พยายามคิดในแง่ดีว่านี่แค่ม.1 (เดือนหน้าจะสิบสี่แล้วค่ะ)เดี๋ยวโตขึ้นกว่านี้ก็คงคิดได้เอง แต่กว่าจะคิดได้เราก็ขอแต่ว่าอย่าให้พ่อกับแม่เหนื่อยใจไปมากกว่านี้เลย
น้องเราเชื่อฟังอย่างดีค่ะ แต่ไม่ปฏิบัติตาม ทำเป็นหูทวนลมจนน่าโมโหเลย
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ คนอื่นๆ ที่ประสบปัญหานี้มีวิธีแก้ไขยังไงกันบ้างมาเล่าสู่กันฟังหน่อยค่ะ เผื่อเราได้เอาไปใช้บ้าง