สวัสดีคะเพื่อนๆ วันนี้เราจะมารีวิวเที่ยวญี่ปุ่นนะ เรามาญี่ปุ่น 6 วัน 5 คืน ทริปนี้มาแบบไม่ตั้งตัวเลย พอคิดว่าจะมาก้อจองตั๋วหาข้อมูลอีกนิดหน่อย แล้วก้อบินมาเลย เป็นทริปที่พูดญี่ปุ่นไม่ได้เลยซักคำ ตอนแรกเรากังวลนะ เพราะการที่เราพูดไม่ได้เลยเวลาสื่อสารหรือจะทำอะรัยก้อลำบากไปหมด แต่พอได้มาจิงๆแล้วมันโอเค ไม่มีอะรัยยากลำบากเลย เราคิดว่าการเที่ยวครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เราคิดว่าเราคงมีโอกาสมาญี่ปุ่นอีกบ่อยๆแน่ งั้นเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
เราออกเดินทางคืนวันที่ 16 ก.พ.60 โดยสายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบินTG 642 เรานั่งจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปลงสนามบินนาริตะ ใช้เวลาเดินทางประมาณห้าชั่วโมงกว่าๆ แต่ก่อนที่เราจะออกเดินทางปรากฏว่าเครื่องดีเลจ้า เลยทำให้เราบินช้าไปครึ่งชั่วโมง

บอกเลยว่าเที่ยวบินนี้ฮอตมาก ไม่มีที่ว่างเลย เรามาดูอาหารบนเครื่องดีกว่าว่ามีอะรัยให้กินบ้างเอ่ย

กินเสร็จแล้วเราก้อนอนเอาแรงกัน แต่คิดว่าทุกคนก้อคงไม่ได้หลับสนิทหรอก เพราะว่านอนบนเครื่องมันไม่ได้สบายเท่ารัยนัก และแล้วเช้าวันใหม่ก้อมาถึง เรามาถึงสนามบินนาริตะแล้วจ้า “สวัสดีโตเกียวววววววว”


ลงเครื่องปุ๊ปจะรอช้าอยู่ยัย เรามุ่งตรงไปห้องน้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันนั่นก้อคือ ล้างหน้า แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยและห้ามลืมเด็กขาด คือ Pocket Wifi ที่เราเช่ามา เราใช้ของ Fuji เราไม่รอช้าหยิบมาเปิดเครื่องและทำตามขั้นตอนทันที อดใจไม่ไหวแล้ววววววอยากใช้เน็ตเต็มที บอกเลยว่าชอบญี่ปุ่นตรงที่ใช้ได้ทุกแอพไม่มีบล๊อค ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนในโตเกียวหรือคาวากูจิโกะเราใช้ Google Map ตัวเดียวเอาอยู่ไปได้ทุกที่เลย แต่เราใช้ที่คาวากูจิโกะก้อมีอืดบ้างนะ
ปล. ตอนเช่าเค้าจะส่งของที่ไปรษณีสุวรรณภูมิแล้วให้เราไปรับที่นั่น เวลาคืนก้อคืนที่นั่นเค้าจะมีซองมาให้ใส่สำหรับส่งคืน ของฟูจิแชร์ได้ทั้งหมด 10 เครื่อง รุ่นที่เราเช่ามาเป็น 2 ระบบ คือ High Speed Mode(ใช้งานในพื้นที่ทั่วไป) & High Speed Plus Area Mode (ใช้งานเฉพาะพื้นที่ เช่น ในอาคาร ชานเมือง หรือภูเขา) ของเรามีแบตสำรองแถมมาให้ด้วย

และแล้วก้อมาถึงขั้นตอนสำคัญ คือ เราต้องกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง ตอนแรกก้อคิดว่าต้องต่อแถวนาน แต่เอาจริงแทบไม่ต้องต่อแถวเลย ไม่รู้เพราะไปถึงเช้าหรือวันนั้นคนน้อยก้อไม่รู้ ผิดกับตรวจคนเข้าเมืองที่จีนคนเยอะมากถึงมากที่สุดไม่ว่าจะคนจีนหรือต่างชาติ ตอนแรกก้อไม่รู้ว่าจะผ่านมัยเพราะเห็นเค้าว่ากันว่าตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นค่อนข้างจะเคร่ง แต่เราว่าเดี๋ยวนี้ไม่เคร่งเท่าเมื่อก่อนแล้ว ใบตรวจคนเข้าเมืองเค้าจะแจกให้เรากรอกตอนอยู่บนเครื่องบินนะ เป็นใบสีเหลืองอ่อน
หลังจากตรวจด่านนี้เสร็จเราก้อไปรับกระเป๋า ซึ่งก้อดีมากอีก เพราะมีเจ้าหน้าที่ของสนามบินยกออกจากสายพานมาวางไว้ให้เลย เราแค่หยิบขึ้นรถเข็นเอง จากนั้นเราก้อต้องกรอกใบศุลกากรก่อนออก เป็นใบสีเหลืองๆเช่นกัน แต่เข้มกว่าใบแรก(ใบนี้เค้ามีตั้งไว้ให้ตามเสาต่างๆ เวลาหยิบกระเป๋าเสร็จลองสังเกตตามเสาดูนะ) มีคู่มือภาษาไทยให้ด้วย กรอกตามคู่มือได้เลย

ก่อนออกเดินทางจากสนามบินเราก้อต้องซื้อตั๋วรถไฟกันก่อน เราแนะนำให้ซื้อที่สนามบิน เพราะสะดวกและหาง่ายมีทุกแบบ เราสามารถเลือกได้เลยว่าเราจะนั่งรถไฟของบริษัทไหน ส่วนตัวเราเลือก 2 บริษัท คือ JR และ Keisei ทั้งสองสายนี้เป็นรถไฟเอกชน
วันที่ 17 ก.พ.60 เราจะเดินทางจากสนามบินนาริตะ ไปทะเลสาปคาวากูจิโกะ(คาวากูจิโกะเป็นหนึ่งในห้าของทะเลสาปที่อยู่ใกล้ฟูจิ) โดยใช้ตั๋วรถไฟ JR TOKYO Wide Pass ที่เราเลือกใช้ตั๋วนี้เพราะตั๋วนี้สามารถนั่งรถไฟสายเจอาร์ในโตเกียวได้หมดเลยและยังสามารถนั่งไปยังเมืองที่อยู่ระแวกโตเกียวได้ด้วย อีกทั้งสามารถนั่งรถไฟชิงกังเซนได้อีก ดีใช่มะ ตั๋วนี้ราคา 10,000 เยน/คน ใช้ได้ 3 วัน


หาซื้อได้ที่เค้าเตอร์แบบนี้เลยจ้า ปล. JR มีตั๋วหลายประเภทแล้วแต่คนจะเลือกใช้นะ อีกอย่างซื้อได้เฉพาะต่างชาติที่มีพาสปอร์ตเท่านั้น!!!

ลืมบอกอีกเรื่อง JR สามารถเลือกนั่ง N'EX ได้ด้วยนะ เป็นรถไฟความเร็วสูงที่นั่งจากสนามบินเข้าเมืองจ้า ใช้เวลาเพียง 40 นาที
[CR] ทริป: โตเกียว คาวากูจิโกะ (JAPAN by Myself)
เราออกเดินทางคืนวันที่ 16 ก.พ.60 โดยสายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบินTG 642 เรานั่งจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปลงสนามบินนาริตะ ใช้เวลาเดินทางประมาณห้าชั่วโมงกว่าๆ แต่ก่อนที่เราจะออกเดินทางปรากฏว่าเครื่องดีเลจ้า เลยทำให้เราบินช้าไปครึ่งชั่วโมง
บอกเลยว่าเที่ยวบินนี้ฮอตมาก ไม่มีที่ว่างเลย เรามาดูอาหารบนเครื่องดีกว่าว่ามีอะรัยให้กินบ้างเอ่ย
กินเสร็จแล้วเราก้อนอนเอาแรงกัน แต่คิดว่าทุกคนก้อคงไม่ได้หลับสนิทหรอก เพราะว่านอนบนเครื่องมันไม่ได้สบายเท่ารัยนัก และแล้วเช้าวันใหม่ก้อมาถึง เรามาถึงสนามบินนาริตะแล้วจ้า “สวัสดีโตเกียวววววววว”
ลงเครื่องปุ๊ปจะรอช้าอยู่ยัย เรามุ่งตรงไปห้องน้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันนั่นก้อคือ ล้างหน้า แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยและห้ามลืมเด็กขาด คือ Pocket Wifi ที่เราเช่ามา เราใช้ของ Fuji เราไม่รอช้าหยิบมาเปิดเครื่องและทำตามขั้นตอนทันที อดใจไม่ไหวแล้ววววววอยากใช้เน็ตเต็มที บอกเลยว่าชอบญี่ปุ่นตรงที่ใช้ได้ทุกแอพไม่มีบล๊อค ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนในโตเกียวหรือคาวากูจิโกะเราใช้ Google Map ตัวเดียวเอาอยู่ไปได้ทุกที่เลย แต่เราใช้ที่คาวากูจิโกะก้อมีอืดบ้างนะ
ปล. ตอนเช่าเค้าจะส่งของที่ไปรษณีสุวรรณภูมิแล้วให้เราไปรับที่นั่น เวลาคืนก้อคืนที่นั่นเค้าจะมีซองมาให้ใส่สำหรับส่งคืน ของฟูจิแชร์ได้ทั้งหมด 10 เครื่อง รุ่นที่เราเช่ามาเป็น 2 ระบบ คือ High Speed Mode(ใช้งานในพื้นที่ทั่วไป) & High Speed Plus Area Mode (ใช้งานเฉพาะพื้นที่ เช่น ในอาคาร ชานเมือง หรือภูเขา) ของเรามีแบตสำรองแถมมาให้ด้วย
และแล้วก้อมาถึงขั้นตอนสำคัญ คือ เราต้องกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง ตอนแรกก้อคิดว่าต้องต่อแถวนาน แต่เอาจริงแทบไม่ต้องต่อแถวเลย ไม่รู้เพราะไปถึงเช้าหรือวันนั้นคนน้อยก้อไม่รู้ ผิดกับตรวจคนเข้าเมืองที่จีนคนเยอะมากถึงมากที่สุดไม่ว่าจะคนจีนหรือต่างชาติ ตอนแรกก้อไม่รู้ว่าจะผ่านมัยเพราะเห็นเค้าว่ากันว่าตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นค่อนข้างจะเคร่ง แต่เราว่าเดี๋ยวนี้ไม่เคร่งเท่าเมื่อก่อนแล้ว ใบตรวจคนเข้าเมืองเค้าจะแจกให้เรากรอกตอนอยู่บนเครื่องบินนะ เป็นใบสีเหลืองอ่อน
หลังจากตรวจด่านนี้เสร็จเราก้อไปรับกระเป๋า ซึ่งก้อดีมากอีก เพราะมีเจ้าหน้าที่ของสนามบินยกออกจากสายพานมาวางไว้ให้เลย เราแค่หยิบขึ้นรถเข็นเอง จากนั้นเราก้อต้องกรอกใบศุลกากรก่อนออก เป็นใบสีเหลืองๆเช่นกัน แต่เข้มกว่าใบแรก(ใบนี้เค้ามีตั้งไว้ให้ตามเสาต่างๆ เวลาหยิบกระเป๋าเสร็จลองสังเกตตามเสาดูนะ) มีคู่มือภาษาไทยให้ด้วย กรอกตามคู่มือได้เลย
ก่อนออกเดินทางจากสนามบินเราก้อต้องซื้อตั๋วรถไฟกันก่อน เราแนะนำให้ซื้อที่สนามบิน เพราะสะดวกและหาง่ายมีทุกแบบ เราสามารถเลือกได้เลยว่าเราจะนั่งรถไฟของบริษัทไหน ส่วนตัวเราเลือก 2 บริษัท คือ JR และ Keisei ทั้งสองสายนี้เป็นรถไฟเอกชน
วันที่ 17 ก.พ.60 เราจะเดินทางจากสนามบินนาริตะ ไปทะเลสาปคาวากูจิโกะ(คาวากูจิโกะเป็นหนึ่งในห้าของทะเลสาปที่อยู่ใกล้ฟูจิ) โดยใช้ตั๋วรถไฟ JR TOKYO Wide Pass ที่เราเลือกใช้ตั๋วนี้เพราะตั๋วนี้สามารถนั่งรถไฟสายเจอาร์ในโตเกียวได้หมดเลยและยังสามารถนั่งไปยังเมืองที่อยู่ระแวกโตเกียวได้ด้วย อีกทั้งสามารถนั่งรถไฟชิงกังเซนได้อีก ดีใช่มะ ตั๋วนี้ราคา 10,000 เยน/คน ใช้ได้ 3 วัน