จริงๆแล้วอายเหมือนกันนะครับที่จะนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง แต่เอาเถอะถือว่าเป็นความรู้กับน้องๆและผู้สนใจ แต่ไม่กล้า tag ห้องเฉลิมไทยนะครับ tag ในถนนักเขียนนี่แหละ เพราะก็พอจะรู้จักกันบ้าง งั้นเจิมด้วยกลอนเล็กน้อยนะครับ
จากเคยเขียนเรื่องสั้น
ก็ฝันอยากเห็นเป็นภาพ
พอทำเองได้ซึ้งซาบ
ว่ามันยากเกินจะวัด
อยากจะทำให้ดีกว่านี้
แต่ทุกนาทีมีข้อจำกัด
ทั้งงบที่ต้องประหยัด
เลยจึงจัดได้เท่าที่เห็น.
กลอนแค่นี้พอนะครับ จริงๆแล้วเคยทำหนังสั้นมา 9 เรื่องครับ แต่เหลือให้เห็นแค่ 5 เรื่อง เพราะนำลงยูทูปเลยไม่หาย ก็ขอเล่าแต่ละเรื่องเลยนะครับ
1 หนังสั้นเรื่อง Time
หนังเรื่องนี้พัฒนามาจากเรื่องสั้นที่เคยเขียนและมีคนบางคนชอบมาก (น่าเสียดายที่หาต้นฉบับไม่เจอแล้ว) ตอนเขียนบทหนังจำได้ว่าต้องปรับหลายรอบ คือผมเขียน Story board ไมไ่ด้ วิธีแก้ปัญหาคือในบทหนังต้องมีข้อความกำกับว่าให้ผู้กำกับภาพเข้าใจว่าภาพแต่ละซีนจะต้องออกมาอย่างไร และต้องคุยกันเรื่องบันทึกเสียงด้วยว่าจะเอาประมาณๆไหน พอส่งบทที่มีรายละเอียดทุกอย่างให้นักแสดง เขาบอกว่างง ขอเอาแต่บทที่เขาต้องพูดในซีนได้ไหม ผมก็เลยต้องทำบทหนัง 3 แบบคือให้ผู้กำกับภาพ คนบันทึกเสียง และนักแสดง ส่วนผมเองเป็นผู้ผลิต ผู้กำกับ และคนเขียนบทคือรับเละครับ เวลามีปัญหาอะไร เราต้องแก้ทุกอย่าง เรามาดูหนังกันก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่

ดูจบแล้วเป็นไงบ้างครับ หนังเรื่องนี้ยาว 5.37 นาที แต่เราถ่ายแค่ 1 วัน คือถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะถ่าย 3 วันครับ แต่ตอนนั้นไม่มีเวลา หนังเรื่อง Time หรือเวลา ถือเป็นหนังสั้นที่เป็นจริงเป็นจังเรื่องแรก (ก่อนหน้านั้นเคยแต่ถ่ายเล่นๆครับ) ที่พัฒนามาจากเรื่องสั้นที่เขียนไว้นานแล้ว ตอนแรกที่วางแผนไว้คือฉากข้างนอกถ่ายครึ่งวัน ฉากในห้องถ่ายครึ่งวัน ก็แค่ 1 วันพอ แต่พอทำงานจริงๆ เวลาหนึ่งวันกับหนัง 5.37 นาทีนี่เหนื่อยมากครับ โดยเแพาะฉากเปิด
เอาตอนพระเอกวิ่งแล้วต้องมีดนตรีประกอบ ซึ่งเราจ้างคนแต่งดนตรีเอง คือทำนองนี้ผมเลือกเองเพื่อจะใช้ประกอบตอนวิ่ง และมีอีกส่วนนึงที่เราจะใช้ประกอบฉากอื่นด้วย คนทำดนตรีทำมาให้ดูหลายแบบ คือต้องนั่งฟังหลายรอบมาก อยากได้กลิ่นเหมือนในเรื่องสั้นที่เคยเขียนอ่ะครับ อยากให้ได้บรรยากาศอย่างที่คิด แล้วเราจะทำยังไงดี พอเราเลือกดนตรีได้แล้ว ก็ต้องมานั่งนึกกับผู้กำกับภาพว่าพระเอกจะต้องวิ่งอย่างไร ต้องคิดเผื่อตอนตัดต่อด้วย เลยเข้าใจการสร้างหนังเลย
สิ่งที่จำเป็นมากคือแสง ซึ่งช่วงเช้าเราใช้แสงธรรมชาติ คือทุกฉากที่ตัดต่อ แสงจะต้องพอดีกัน ถ้าเมฆบังแสงหมด ต้องรอให้เมฆเคลื่อนอ่ะครับ แสงได้จึงถ่ายต่อ การเลือกพระเอกนี่ ผมกะไว้แล้วว่าต้องวิ่งหลายรอบมากเลยเลิอกคนที่แข็งแรงและเป็นนักกีฬาด้วย ซึ่งก็คือมุขพลครับ ปัจจุบันเป็นอดีต Manhunt Thailand และนายแบบโฆษณาหลายตัว วันนั้นมุขพลวิ่งหลายรอบมาก ประมาณ 10 - 20 รอบ กว่าจะได้ พอดีมันเป็นฉากเปิดอ่ะครับ เลยต้องพิถีพิถันหน่อย ตอนเขาวิ่งเสร็จอยากให้ดนตรีมันหยุดตรงนั้นด้วย คือผมต้องเห็นภาพทุกอย่าง ในกองถ่าย ผู้กำกับภาพ ช่างแต่งหน้า คนบันทึกเสียง คือถ้ามีใครสงสัยอะไรจะถามผมหมด คือตอนนั้นต้องมองเรื่องให้ออกจริงๆครับ พอหนังสั้นมาเป็นเรื่องสั้นแล้ว เราต้องมองเส้นเรื่องให้ออกแล้วกำกับไปตามภาพที่เห็นในหัว
น่าจะเกือบ 11.30 น. พระเอกวิ่เกือบ 20 รอบแล้ว ทุกคนโอเค โชคดีมากที่เลือกมุขพล ถ้าเลือกพระเอกที่วิ่งไม่ไหวนี่ จบเห่เลยครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีฉากทรมานนักแสดงนำ ต้องคุยกันก่อนว่าไหวมั้ย ทำแบบนี้ได้ไหมเพราะถ้ามันต้องเทคเพราะไม่โอเค เขาจะต้องทำให้เราได้ วันนั้นช่วงเช้า มุขพลทำได้ครับ แต่เสียเหงื่อไปหลายปีป
ตอนบ่ายป็นฉากในห้อง อ้อ ลืมบอกไปว่าถ่ายหนังสั้นแบบนี้ อาหารต้องพร้อมนะครับ อาหารว่าง อาหารกลางวัน บางคนต้องการมื้อเย็นด้วย อาหารและเครื่องดื่มต้องพร้อมมากๆ เพราะถ้าทุกคนที่เหนื่อยตอนเช้าอยากกิน เขาต้องได้กินเดี๋ยวนั้นครับ ผมเลยมีคนช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินสองคน ผมบอกเขาไว้เลยว่าต้องพร้อมช่วงไหนบ้างคือเราต้องเห็นภาพพวกนี้หมดเลยครับ
ฉากตอนบ่ายเป็นฉากในห้อง มีนักแสดงมากขึ้น จะต้องคุมโทนให้ดี เรื่องแต่งหน้าสำคัญครับ อย่างผู้ชายก็ต้องแต่งหน้าเพื่อไม่ให้เหงื่อสะท้อนกับกล้องคือการแต่งหน้าไม่ใช่แค่สวยหรือหล่อ แต่ต้องไม่ให้เหงื่อมารบกวนการจัดแสงด้วย ในห้องมีไฟสองชุดที่ต้องนำมาติดด้วย ถ้าไม่ติดจะมืดมาก โชคดีที่ผู้กำกับภาพเตรียมมาแล้ว การเลิอกทีมเก่งๆจะช่วยได้ ถ้าเราลืมอะไร เขาจะเตรียมไว้ให้ งั้นการเลือกทีมสำคัญมาก คือพอเราบอกว่าเรื่องนี้จริงจังนะ ต้องตรงเวลา ต้องเสียสละ ทุกคนก็โอเค วันนั้นทุกคนเสียสละกันมาก ตรงเวลาเป๊ะ
ปัญหาตอนฉากในห้อง เรามีกล้องแค่ตัวเดียว เพราะเช่ามากล้องตากล้องพร้อมอุปกรณ์ สมัยนั้นค่าเช่าก็วันละ 5000-7000 บาทแล้ว ไม่รวมตัวผู้กำกับภาพซึ่งไม่ใช่ตากล้องแต่ต้องรู้เกี่ยวกับกล้องมาร่วมทำงานด้วย พอมีกล้องเดียว นักแสดงต้องเล่น 4 รอบ เพื่อนำไปตัดต่อ เพราะฉะนั้น เราต้องกำกับให้ได้ว่าเล่นทุกรอบอารมณ์ต้องประมาณนี้นะต้องรักษาระดับการแสดงด้วย วันนั้นนักแสดงที่มีบทพูดนี่จะหินมากเลยนะ โดยเฉพาะพระเอกของเรา อีกคนที่สำคัญคือพระรองและอาจารย์ วันนั้นทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก วันนั้นกดดันว่าเรามีเวลาไม่มาก เพราะตึกจะปิดตรงเวลา คือรีบก็ต้องรีบ แต่นักแสดงต้องจำบทได้ อารมณ์ต้องได้ เล่น 4 รอบก็ต้องเป๊ะมากๆ คือเวลาไม่มีนะ ทุกคนต้องพร้อม ต้องรับผิดชอบตัวเอง
เรื่องแสงนี่สำคัญมากครับ แสงในห้องไม่ใช่แสงธรรมชาตินะครับ แต่แสงข้างนอกเป็นแสงธรรมชาติ พอเขาถามผม ผมบอกว่าอยากให้แสงมันต่อเนื่องกันได้ คนจัดแสงก็ต้องพร้อมอีก ถ้าจัดไม่ดี คนแสดงอาจแสดงฟรี แล้วต้องเล่นใหม่อีกรอบ คือเวลาเราเป็นผู้กำกับสมัครเล่นแบบนี้ เราก็ต้องดูสถานการณ์ ถ้ามีใครเครียด ต้องรีบเข้าไปแก้ปัญหา หรือถ้าใครหงุดหงิด เราต้องทำให้เขาหายหงุดหงิด ผู้กำกับสมัครเล่นแบบนี้ห้ามหงุดหงิด คนอื่นหงุดหงิดได้หมด แต่เราห้ามหงุดหงิด เงินลงทุนไปแล้ว เสียเวลาทั้งวัน หนังต้องได้ และต้องเตรียมใจไปในช่วงตัดต่ออีก คือต้องมองภาพให้ออกทั้งหมด
เท่าที่เวลาบีบ ผมว่าวันนั้นทุกคนเก่งมาก ช่วงบ่ายพอถ่ายเสร็จ อีก 10 นาทีเขาจะมาปิดตึก เก็บงานกันแทบไม่ทัน.
พักแป๊ปครับ เดี๋ยวมาเล่าหนังสั้นเรื่องที่สองครับที่ต้องเสี่ยงชีวิตกว่าจะได้มา.
ประสบการณ์การพัฒนาเรื่องสั้นให้เป็นหนังสั้น (for psycho_factory และผู้สนใจท่านอื่น)
ก็ฝันอยากเห็นเป็นภาพ
พอทำเองได้ซึ้งซาบ
ว่ามันยากเกินจะวัด
อยากจะทำให้ดีกว่านี้
แต่ทุกนาทีมีข้อจำกัด
ทั้งงบที่ต้องประหยัด
เลยจึงจัดได้เท่าที่เห็น.
กลอนแค่นี้พอนะครับ จริงๆแล้วเคยทำหนังสั้นมา 9 เรื่องครับ แต่เหลือให้เห็นแค่ 5 เรื่อง เพราะนำลงยูทูปเลยไม่หาย ก็ขอเล่าแต่ละเรื่องเลยนะครับ
1 หนังสั้นเรื่อง Time
หนังเรื่องนี้พัฒนามาจากเรื่องสั้นที่เคยเขียนและมีคนบางคนชอบมาก (น่าเสียดายที่หาต้นฉบับไม่เจอแล้ว) ตอนเขียนบทหนังจำได้ว่าต้องปรับหลายรอบ คือผมเขียน Story board ไมไ่ด้ วิธีแก้ปัญหาคือในบทหนังต้องมีข้อความกำกับว่าให้ผู้กำกับภาพเข้าใจว่าภาพแต่ละซีนจะต้องออกมาอย่างไร และต้องคุยกันเรื่องบันทึกเสียงด้วยว่าจะเอาประมาณๆไหน พอส่งบทที่มีรายละเอียดทุกอย่างให้นักแสดง เขาบอกว่างง ขอเอาแต่บทที่เขาต้องพูดในซีนได้ไหม ผมก็เลยต้องทำบทหนัง 3 แบบคือให้ผู้กำกับภาพ คนบันทึกเสียง และนักแสดง ส่วนผมเองเป็นผู้ผลิต ผู้กำกับ และคนเขียนบทคือรับเละครับ เวลามีปัญหาอะไร เราต้องแก้ทุกอย่าง เรามาดูหนังกันก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่
ดูจบแล้วเป็นไงบ้างครับ หนังเรื่องนี้ยาว 5.37 นาที แต่เราถ่ายแค่ 1 วัน คือถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะถ่าย 3 วันครับ แต่ตอนนั้นไม่มีเวลา หนังเรื่อง Time หรือเวลา ถือเป็นหนังสั้นที่เป็นจริงเป็นจังเรื่องแรก (ก่อนหน้านั้นเคยแต่ถ่ายเล่นๆครับ) ที่พัฒนามาจากเรื่องสั้นที่เขียนไว้นานแล้ว ตอนแรกที่วางแผนไว้คือฉากข้างนอกถ่ายครึ่งวัน ฉากในห้องถ่ายครึ่งวัน ก็แค่ 1 วันพอ แต่พอทำงานจริงๆ เวลาหนึ่งวันกับหนัง 5.37 นาทีนี่เหนื่อยมากครับ โดยเแพาะฉากเปิด
เอาตอนพระเอกวิ่งแล้วต้องมีดนตรีประกอบ ซึ่งเราจ้างคนแต่งดนตรีเอง คือทำนองนี้ผมเลือกเองเพื่อจะใช้ประกอบตอนวิ่ง และมีอีกส่วนนึงที่เราจะใช้ประกอบฉากอื่นด้วย คนทำดนตรีทำมาให้ดูหลายแบบ คือต้องนั่งฟังหลายรอบมาก อยากได้กลิ่นเหมือนในเรื่องสั้นที่เคยเขียนอ่ะครับ อยากให้ได้บรรยากาศอย่างที่คิด แล้วเราจะทำยังไงดี พอเราเลือกดนตรีได้แล้ว ก็ต้องมานั่งนึกกับผู้กำกับภาพว่าพระเอกจะต้องวิ่งอย่างไร ต้องคิดเผื่อตอนตัดต่อด้วย เลยเข้าใจการสร้างหนังเลย
สิ่งที่จำเป็นมากคือแสง ซึ่งช่วงเช้าเราใช้แสงธรรมชาติ คือทุกฉากที่ตัดต่อ แสงจะต้องพอดีกัน ถ้าเมฆบังแสงหมด ต้องรอให้เมฆเคลื่อนอ่ะครับ แสงได้จึงถ่ายต่อ การเลือกพระเอกนี่ ผมกะไว้แล้วว่าต้องวิ่งหลายรอบมากเลยเลิอกคนที่แข็งแรงและเป็นนักกีฬาด้วย ซึ่งก็คือมุขพลครับ ปัจจุบันเป็นอดีต Manhunt Thailand และนายแบบโฆษณาหลายตัว วันนั้นมุขพลวิ่งหลายรอบมาก ประมาณ 10 - 20 รอบ กว่าจะได้ พอดีมันเป็นฉากเปิดอ่ะครับ เลยต้องพิถีพิถันหน่อย ตอนเขาวิ่งเสร็จอยากให้ดนตรีมันหยุดตรงนั้นด้วย คือผมต้องเห็นภาพทุกอย่าง ในกองถ่าย ผู้กำกับภาพ ช่างแต่งหน้า คนบันทึกเสียง คือถ้ามีใครสงสัยอะไรจะถามผมหมด คือตอนนั้นต้องมองเรื่องให้ออกจริงๆครับ พอหนังสั้นมาเป็นเรื่องสั้นแล้ว เราต้องมองเส้นเรื่องให้ออกแล้วกำกับไปตามภาพที่เห็นในหัว
น่าจะเกือบ 11.30 น. พระเอกวิ่เกือบ 20 รอบแล้ว ทุกคนโอเค โชคดีมากที่เลือกมุขพล ถ้าเลือกพระเอกที่วิ่งไม่ไหวนี่ จบเห่เลยครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีฉากทรมานนักแสดงนำ ต้องคุยกันก่อนว่าไหวมั้ย ทำแบบนี้ได้ไหมเพราะถ้ามันต้องเทคเพราะไม่โอเค เขาจะต้องทำให้เราได้ วันนั้นช่วงเช้า มุขพลทำได้ครับ แต่เสียเหงื่อไปหลายปีป
ตอนบ่ายป็นฉากในห้อง อ้อ ลืมบอกไปว่าถ่ายหนังสั้นแบบนี้ อาหารต้องพร้อมนะครับ อาหารว่าง อาหารกลางวัน บางคนต้องการมื้อเย็นด้วย อาหารและเครื่องดื่มต้องพร้อมมากๆ เพราะถ้าทุกคนที่เหนื่อยตอนเช้าอยากกิน เขาต้องได้กินเดี๋ยวนั้นครับ ผมเลยมีคนช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินสองคน ผมบอกเขาไว้เลยว่าต้องพร้อมช่วงไหนบ้างคือเราต้องเห็นภาพพวกนี้หมดเลยครับ
ฉากตอนบ่ายเป็นฉากในห้อง มีนักแสดงมากขึ้น จะต้องคุมโทนให้ดี เรื่องแต่งหน้าสำคัญครับ อย่างผู้ชายก็ต้องแต่งหน้าเพื่อไม่ให้เหงื่อสะท้อนกับกล้องคือการแต่งหน้าไม่ใช่แค่สวยหรือหล่อ แต่ต้องไม่ให้เหงื่อมารบกวนการจัดแสงด้วย ในห้องมีไฟสองชุดที่ต้องนำมาติดด้วย ถ้าไม่ติดจะมืดมาก โชคดีที่ผู้กำกับภาพเตรียมมาแล้ว การเลิอกทีมเก่งๆจะช่วยได้ ถ้าเราลืมอะไร เขาจะเตรียมไว้ให้ งั้นการเลือกทีมสำคัญมาก คือพอเราบอกว่าเรื่องนี้จริงจังนะ ต้องตรงเวลา ต้องเสียสละ ทุกคนก็โอเค วันนั้นทุกคนเสียสละกันมาก ตรงเวลาเป๊ะ
ปัญหาตอนฉากในห้อง เรามีกล้องแค่ตัวเดียว เพราะเช่ามากล้องตากล้องพร้อมอุปกรณ์ สมัยนั้นค่าเช่าก็วันละ 5000-7000 บาทแล้ว ไม่รวมตัวผู้กำกับภาพซึ่งไม่ใช่ตากล้องแต่ต้องรู้เกี่ยวกับกล้องมาร่วมทำงานด้วย พอมีกล้องเดียว นักแสดงต้องเล่น 4 รอบ เพื่อนำไปตัดต่อ เพราะฉะนั้น เราต้องกำกับให้ได้ว่าเล่นทุกรอบอารมณ์ต้องประมาณนี้นะต้องรักษาระดับการแสดงด้วย วันนั้นนักแสดงที่มีบทพูดนี่จะหินมากเลยนะ โดยเฉพาะพระเอกของเรา อีกคนที่สำคัญคือพระรองและอาจารย์ วันนั้นทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก วันนั้นกดดันว่าเรามีเวลาไม่มาก เพราะตึกจะปิดตรงเวลา คือรีบก็ต้องรีบ แต่นักแสดงต้องจำบทได้ อารมณ์ต้องได้ เล่น 4 รอบก็ต้องเป๊ะมากๆ คือเวลาไม่มีนะ ทุกคนต้องพร้อม ต้องรับผิดชอบตัวเอง
เรื่องแสงนี่สำคัญมากครับ แสงในห้องไม่ใช่แสงธรรมชาตินะครับ แต่แสงข้างนอกเป็นแสงธรรมชาติ พอเขาถามผม ผมบอกว่าอยากให้แสงมันต่อเนื่องกันได้ คนจัดแสงก็ต้องพร้อมอีก ถ้าจัดไม่ดี คนแสดงอาจแสดงฟรี แล้วต้องเล่นใหม่อีกรอบ คือเวลาเราเป็นผู้กำกับสมัครเล่นแบบนี้ เราก็ต้องดูสถานการณ์ ถ้ามีใครเครียด ต้องรีบเข้าไปแก้ปัญหา หรือถ้าใครหงุดหงิด เราต้องทำให้เขาหายหงุดหงิด ผู้กำกับสมัครเล่นแบบนี้ห้ามหงุดหงิด คนอื่นหงุดหงิดได้หมด แต่เราห้ามหงุดหงิด เงินลงทุนไปแล้ว เสียเวลาทั้งวัน หนังต้องได้ และต้องเตรียมใจไปในช่วงตัดต่ออีก คือต้องมองภาพให้ออกทั้งหมด
เท่าที่เวลาบีบ ผมว่าวันนั้นทุกคนเก่งมาก ช่วงบ่ายพอถ่ายเสร็จ อีก 10 นาทีเขาจะมาปิดตึก เก็บงานกันแทบไม่ทัน.
พักแป๊ปครับ เดี๋ยวมาเล่าหนังสั้นเรื่องที่สองครับที่ต้องเสี่ยงชีวิตกว่าจะได้มา.