วันนี้...ข่าวเรื่องวัดพระธรรมกาย ..ซา ๆ ไปนิด... แต่จะว่าไปก็คงไม่ได้เป็นเรื่องด่วนอะไรแล้วในเวลานี้ ..
เพราะนับแต่รัฐบาลนายกประยุทธ์ท่านเล่นตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการผลักดัน สนช. แก้ไขกฎหมายพระ..โดยเฉพาะประเด็นแต่งตั้งพระสังฆราชไปดูเหมือนว่า อะไร ๆ ก็น่าจะ
“เอาอยู่” ได้ตามเงื่อนเวลา
และผลประลองเชิง...หลังจากฝ่ายตำรวจเปิดเกมรุกเล็ก ๆ น้อย แค่สอยประตูวัดไปบานนึง... ยังไม่ทันไร ข้างในก็วุ่นวายหยั่งกะใครมาเขี่ยรังปลวก!
ผลพวงของการคว้าประตูวัดไป..ทำให้ เกิดเหตุการณ์ หลวงพี่..หลวงน้อง โฆษกวัดต่างเข้าฌานเผ่นแน่บไปอายตนพิพพานกันหลายคน
นี่ละครับ...เค้าเรียกหลักกลศึกง่าย ๆ ..... เพราะเมื่อข้าศึกถึงขนาดจนตรอกยอมขังตัวเองในวงล้อม จะบุ่มบ่ามบุกเข้าไปให้ผึ้งมันแตกรังต่อยให้เจ็บคันกันทำไม?
ปล่อยไปสักพัก... เพราะตราบใดที่เหล่าผึ้งงาน..มันหาอาหารไปเลี้ยงนางพญาไม่ได้ ...สุดท้ายนางพญาก็หมดสภาพ ..ไม่ตาย..ก็เผ่น..
เมื่อนางพญาไม่อยู่ ....อาณาจักรที่เคยอู้ฟู่สุดท้ายมันก็ฝ่อ....ร้าง ในที่สุด
วันหนึ่งเมื่อฝุ่นที่ตลบอบฟุ้งใกล้จาง..เอาน่า...มันคงมีบ้างที่พวกเศษฝุ่นคงค้างมีเหลือให้เคืองตากันบ้าง...แต่ทนรอกันอีกนิดเวลาผ่านไปเมื่อฝนตก..ฟ้าใส เราก็จะเห็นอะไรในจานบินอีกแยะ
ผมเชื่อว่ามาถึงตอนนี้.... พลพรรคที่เคยเหนียวแน่นด้วยศรัทธาก็คงจะเริ่มร่อยหรอ..เลิกรากันไปไม่น้อย
จะรณรงค์..จัดอีเว้นท์ เทศกาลงานพระ...ที่เคยยิ่งใหญ่แบบเดิม ๆ ...วันนี้ก็คงจะกร่อยไปตามสภาพ
และที่สำคัญ....กองพลน้อย(เวลา) อย่างบรรดาคุณยายคุณป้าที่เคยเล่นผูกขาดจะขอตายคาวัด..เพราะชีวิตไปปิดบัญชีโลก...ถอดแม้กระทั่งสร้อยคอที่เคยใส่หลวงพ่อ.. เอาไปถวายหลวงพ่อเพื่อเอาไปหลอมหลวงพ่อแบบขาดสติในเบื้องต้นมาแล้วยังไม่พอ...เหลืออีกนิด ..เอาเป็นขออุทิศชีวิตอาสาพิทักษ์หลวงพ่อด้วย...ทำให้ครบจบกระบวนบุญนี่ซิจึงจะถึงซึ่ง "อายตนิพพาน"
ลูกหลานที่บ้าน...หลายคนไม่ได้ฝักใฝ่พระเดชพระคุณแบบคุณป้าคุณยาย....เค้าติดตามข่าวสารรอบด้านแบบมีสติ...ที่สำคัญสตังค์ยังอยู่ครบ หลายคนก็เริ่มออกมาช่วยๆกันดึง..ช่วยกันพาคุณยายคุณแม่ยักแย่ยักยันกลับไปให้แกตั้งสติกันที่บ้านก็มีไม่น้อย
คนเราเห็นเดิน ๆ ตัวหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคนก็ไม่ใช่จะเอามาวัดกันได้...มันต้องวัดสอบ ความคิดอ่าน..และที่สำคัญความเข้าใจในความเป็น “มนุษย์” อย่างสมเหตุสมผล
เหตุและผล เป็น วิทยาศาสตร์ทางพุทธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวางให้เรานำไปใช้กัน......
พระองค์สั่งให้ภิกษุ ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยข้าวชาวบ้านเลี้ยงดู ...และตอบแทนคืนด้วยธรรมะแห่งพุทธองค์
ดังนั้นด้วยฐานะแห่งความเป็นภิกขุที่ทรงกำหนดให้.... ก็เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย...อย่าเป็นคนอยู่ยาก และที่สำคัญ “อย่ามากเรื่อง”
คำว่า “มากเรื่อง” นิยามนี้คือต้องไม่พยายามกระ

กระสนแสวงหาวิธีพิสดารหรือหาธรรมะพิกล ๆ ที่ไม่ทรงบัญญัติมาสร้างเรื่องนอกแนว...และทำให้ตนกลายเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์ !!
เพราะถ้าภิกษุรูปใดริอ่านทำอย่างที่ว่า..... หาใช่พระไม่ แต่เป็นได้แค่ “มหาโจร” ห่มผ้าเหลือง
นี่อะไร...ปากก็ท่องสวดสรรเสริญพุทธองค์ .... แต่กราบยังไม่ทันครบองค์รัตนตรัย ...ก็เล่นเสริมบท “จงรวยๆๆ!” ซะงั้น
พระองค์สอนให้คนละกิเลส....เงินทองลาภยศ เพราะทรงชี้ให้เห็นว่าเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง...และที่สำคัญหากภิกษุคบหาก็เท่ากับว่าสรรหางูเห่าอสรพิษมาเป็นมิตรตนแทนพระองค์
ภิกขุล้วนเข้าใจ...แต่มหาโจรนั้นไม่..เพราะเห็นว่า กิเลสคือ “ความรวย” ใครบ้างไม่อยากได้...สบโอกาส รีบคว้าหมับ...บอก “ทองคำ” เอามานี่
อาตมาจะเก็บใส่ธนาคารบุญไว้ให้โยมเป็นเสบียงไปสวรรค์!!
พระองค์สอนให้ฝึกปฎิบัติอยู่กับลมหายใจ...เฝ้าสังเกตให้ดีเถิดว่ามันเข้าลึก..เข้าสั้น..ยาวเพียงใด เพราะนี่ละคือกายในกายที่ทรงเรียก “กายคตาสติ”
ทรงสอนให้ปลีกวิเวกหลีกเร้น.... โน่น เรือนว่าง...โคนไม้ อันเป็นที่ไม่รบกวนใคร ๆ ไปเถิด...
อธิบายพุทธกรรมฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างง่าย .....ที่ฝรั่งมั่งค่าก็ยอมรับ เพราะแค่หลับตาในที่สงบ.สงัด และปลีกวิเวก .เสียงของกายในกายผ่านการเฝ้าสังเกตลมหายใจที่มันเข้าออก ๆ จากที่มันฟุ้งในอารมณ์..เสียงลมหายใจจะดังขึ้น ๆ จนกลบเสียงภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์.!
เฝ้าสังเกตต่อไปอีกนิด...ลมหายใจที่มันดังทั้งหายใจเข้าทั้งออก..จะเริ่มแผ่วเบาๆๆๆ จนเงียบสงัด จนแทบจะไม่รู้ว่าลมหายใจมีอยู่
แค่นี้...ทุกสรรพสิ่งในกายก็ผ่อนคลาย..สบาย...หรืออธิบายในแบบวิทยาศาตร์มันคือ Medetation ที่พระองค์มอบเป็นของขวัญแก่มนุษยชาติได้อย่างดงาม
แต่ “มหาโจร” เล่นไม่ซื่อ เอารูปแบบและชื่อพระองค์มาใช้.....บอกว่าในกายเรามีกายของพระองค์อยู่!!
พอเริ่มนั่งหลับตา.... แทนที่จะให้จิตเราผูกกับตัวเอง...ไม่ถูกเล่ห์..ไม่หลงทาง .....ดันเล่นสะกดจิตชาวบ้านเค้าซะแหล่ว
ทั้งหมดคือ มหากาพย์
“ศรัทธามหาโจร” ที่จะเป็นซีรีย์เขียนให้อ่านกันเพลิน ๆ .........โปรดติดตาม!
"ศรัทธามหาโจร!"
วันนี้...ข่าวเรื่องวัดพระธรรมกาย ..ซา ๆ ไปนิด... แต่จะว่าไปก็คงไม่ได้เป็นเรื่องด่วนอะไรแล้วในเวลานี้ ..
เพราะนับแต่รัฐบาลนายกประยุทธ์ท่านเล่นตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการผลักดัน สนช. แก้ไขกฎหมายพระ..โดยเฉพาะประเด็นแต่งตั้งพระสังฆราชไปดูเหมือนว่า อะไร ๆ ก็น่าจะ “เอาอยู่” ได้ตามเงื่อนเวลา
และผลประลองเชิง...หลังจากฝ่ายตำรวจเปิดเกมรุกเล็ก ๆ น้อย แค่สอยประตูวัดไปบานนึง... ยังไม่ทันไร ข้างในก็วุ่นวายหยั่งกะใครมาเขี่ยรังปลวก!
ผลพวงของการคว้าประตูวัดไป..ทำให้ เกิดเหตุการณ์ หลวงพี่..หลวงน้อง โฆษกวัดต่างเข้าฌานเผ่นแน่บไปอายตนพิพพานกันหลายคน
นี่ละครับ...เค้าเรียกหลักกลศึกง่าย ๆ ..... เพราะเมื่อข้าศึกถึงขนาดจนตรอกยอมขังตัวเองในวงล้อม จะบุ่มบ่ามบุกเข้าไปให้ผึ้งมันแตกรังต่อยให้เจ็บคันกันทำไม?
ปล่อยไปสักพัก... เพราะตราบใดที่เหล่าผึ้งงาน..มันหาอาหารไปเลี้ยงนางพญาไม่ได้ ...สุดท้ายนางพญาก็หมดสภาพ ..ไม่ตาย..ก็เผ่น..
เมื่อนางพญาไม่อยู่ ....อาณาจักรที่เคยอู้ฟู่สุดท้ายมันก็ฝ่อ....ร้าง ในที่สุด
วันหนึ่งเมื่อฝุ่นที่ตลบอบฟุ้งใกล้จาง..เอาน่า...มันคงมีบ้างที่พวกเศษฝุ่นคงค้างมีเหลือให้เคืองตากันบ้าง...แต่ทนรอกันอีกนิดเวลาผ่านไปเมื่อฝนตก..ฟ้าใส เราก็จะเห็นอะไรในจานบินอีกแยะ
ผมเชื่อว่ามาถึงตอนนี้.... พลพรรคที่เคยเหนียวแน่นด้วยศรัทธาก็คงจะเริ่มร่อยหรอ..เลิกรากันไปไม่น้อย
จะรณรงค์..จัดอีเว้นท์ เทศกาลงานพระ...ที่เคยยิ่งใหญ่แบบเดิม ๆ ...วันนี้ก็คงจะกร่อยไปตามสภาพ
และที่สำคัญ....กองพลน้อย(เวลา) อย่างบรรดาคุณยายคุณป้าที่เคยเล่นผูกขาดจะขอตายคาวัด..เพราะชีวิตไปปิดบัญชีโลก...ถอดแม้กระทั่งสร้อยคอที่เคยใส่หลวงพ่อ.. เอาไปถวายหลวงพ่อเพื่อเอาไปหลอมหลวงพ่อแบบขาดสติในเบื้องต้นมาแล้วยังไม่พอ...เหลืออีกนิด ..เอาเป็นขออุทิศชีวิตอาสาพิทักษ์หลวงพ่อด้วย...ทำให้ครบจบกระบวนบุญนี่ซิจึงจะถึงซึ่ง "อายตนิพพาน"
ลูกหลานที่บ้าน...หลายคนไม่ได้ฝักใฝ่พระเดชพระคุณแบบคุณป้าคุณยาย....เค้าติดตามข่าวสารรอบด้านแบบมีสติ...ที่สำคัญสตังค์ยังอยู่ครบ หลายคนก็เริ่มออกมาช่วยๆกันดึง..ช่วยกันพาคุณยายคุณแม่ยักแย่ยักยันกลับไปให้แกตั้งสติกันที่บ้านก็มีไม่น้อย
คนเราเห็นเดิน ๆ ตัวหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคนก็ไม่ใช่จะเอามาวัดกันได้...มันต้องวัดสอบ ความคิดอ่าน..และที่สำคัญความเข้าใจในความเป็น “มนุษย์” อย่างสมเหตุสมผล
เหตุและผล เป็น วิทยาศาสตร์ทางพุทธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวางให้เรานำไปใช้กัน......
พระองค์สั่งให้ภิกษุ ดำรงชีวิตด้วยการอาศัยข้าวชาวบ้านเลี้ยงดู ...และตอบแทนคืนด้วยธรรมะแห่งพุทธองค์
ดังนั้นด้วยฐานะแห่งความเป็นภิกขุที่ทรงกำหนดให้.... ก็เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย...อย่าเป็นคนอยู่ยาก และที่สำคัญ “อย่ามากเรื่อง”
คำว่า “มากเรื่อง” นิยามนี้คือต้องไม่พยายามกระ
เพราะถ้าภิกษุรูปใดริอ่านทำอย่างที่ว่า..... หาใช่พระไม่ แต่เป็นได้แค่ “มหาโจร” ห่มผ้าเหลือง
นี่อะไร...ปากก็ท่องสวดสรรเสริญพุทธองค์ .... แต่กราบยังไม่ทันครบองค์รัตนตรัย ...ก็เล่นเสริมบท “จงรวยๆๆ!” ซะงั้น
พระองค์สอนให้คนละกิเลส....เงินทองลาภยศ เพราะทรงชี้ให้เห็นว่าเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง...และที่สำคัญหากภิกษุคบหาก็เท่ากับว่าสรรหางูเห่าอสรพิษมาเป็นมิตรตนแทนพระองค์
ภิกขุล้วนเข้าใจ...แต่มหาโจรนั้นไม่..เพราะเห็นว่า กิเลสคือ “ความรวย” ใครบ้างไม่อยากได้...สบโอกาส รีบคว้าหมับ...บอก “ทองคำ” เอามานี่
อาตมาจะเก็บใส่ธนาคารบุญไว้ให้โยมเป็นเสบียงไปสวรรค์!!
พระองค์สอนให้ฝึกปฎิบัติอยู่กับลมหายใจ...เฝ้าสังเกตให้ดีเถิดว่ามันเข้าลึก..เข้าสั้น..ยาวเพียงใด เพราะนี่ละคือกายในกายที่ทรงเรียก “กายคตาสติ”
ทรงสอนให้ปลีกวิเวกหลีกเร้น.... โน่น เรือนว่าง...โคนไม้ อันเป็นที่ไม่รบกวนใคร ๆ ไปเถิด...
อธิบายพุทธกรรมฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างง่าย .....ที่ฝรั่งมั่งค่าก็ยอมรับ เพราะแค่หลับตาในที่สงบ.สงัด และปลีกวิเวก .เสียงของกายในกายผ่านการเฝ้าสังเกตลมหายใจที่มันเข้าออก ๆ จากที่มันฟุ้งในอารมณ์..เสียงลมหายใจจะดังขึ้น ๆ จนกลบเสียงภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์.!
เฝ้าสังเกตต่อไปอีกนิด...ลมหายใจที่มันดังทั้งหายใจเข้าทั้งออก..จะเริ่มแผ่วเบาๆๆๆ จนเงียบสงัด จนแทบจะไม่รู้ว่าลมหายใจมีอยู่
แค่นี้...ทุกสรรพสิ่งในกายก็ผ่อนคลาย..สบาย...หรืออธิบายในแบบวิทยาศาตร์มันคือ Medetation ที่พระองค์มอบเป็นของขวัญแก่มนุษยชาติได้อย่างดงาม
แต่ “มหาโจร” เล่นไม่ซื่อ เอารูปแบบและชื่อพระองค์มาใช้.....บอกว่าในกายเรามีกายของพระองค์อยู่!!
พอเริ่มนั่งหลับตา.... แทนที่จะให้จิตเราผูกกับตัวเอง...ไม่ถูกเล่ห์..ไม่หลงทาง .....ดันเล่นสะกดจิตชาวบ้านเค้าซะแหล่ว
ทั้งหมดคือ มหากาพย์ “ศรัทธามหาโจร” ที่จะเป็นซีรีย์เขียนให้อ่านกันเพลิน ๆ .........โปรดติดตาม!