ภาพยนตร์ : La La Land
ชื่อไทย : นครดารา
ประเภท :Musical,Romance,Comedy,Drama
เรท : PG-13
ความยาว : 128 นาที
ผู้กำกับ : Damien Chazelle
นักแสดง : Emma Stone, Ryan Gosling, J.K. Simmons
เรื่องย่อ : La La Land บอกเล่าถึงเรื่องราวของ เซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิ่ง) หนุ่มนักเปียโนแจ๊ซที่ได้มีโอกาสพบรักกับ มีอา (เอ็มมา สโตน) นักแสดงสาวดาวรุ่ง แต่แล้วพวกเขาทั้งคู่กลับพบว่า... การตั้งใจในการทำงานเพื่อไล่ตามความฝันของแต่ละฝ่าย ดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหง จนถึงขั้นทำให้พวกเขาต้องแยกจากกันในที่สุด

รีวิว : หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกว่า "La La Land" เป็นหนังที่อุทิศและเคารพแก่หนังยุค50-60 นึกถึงกลิ่นอายของ Gone With The Wind เป็นหนังที่ใช้เทคนิคยุคเก่าแต่ดําเนินเรื่องในสมัยใหม่ หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับความฝันของ มีอา ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง และ เซบาสเตียน ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเปียโนแจ๊ส หนังพูดถึงเรื่องความฝันของคนได้โคตร Real มากๆ พูดถึงความเจ็บปวดของความฝันได้อย่างดีงาม ว่าในโลกความจริง คนเราไม่ได้ทําตามความฝันได้สําเร็จกันทุกคน บางคนถึงกับท้อแล้วไม่ทำตามความฝันอีก พอมาอีกทีก็สายไปแล้ว ถือว่า La La Land เป็นหนังเพลงที่งดงามอีกเรื่องนึงในทศวรรษนี้
Spoil Aler!!
วิเคราะห์ตัวละคร : เริ่มจาก "มีอา" ผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดงชื่อดังมีอา เป็นคนที่มีความพยายามในการตามล่าความฝัน แม้จะไม่สำเร็จ เธอก็พยายามล่าฝันไปเรื่อยๆ แต่พอไปถึงจุดอิ่มตัว โดนคนอื่นว่า ก็ทําให้อับอาย ท้อแท้ เลิกตามความฝันไป แต่ยังดีที่เซบาสเตียนช่วยเอาไว้ได้ พอมีอาทําตามความฝันสําเร็จแล้วแยกทางกับเซบาสเตียนไปปารีส แล้วไม่คืนดีกับเซบาสเตียน แสดงให้เห็นว่า มีอา เป็นคนรักตัวเอง เพราะเมื่อทําตามฝันสําเร็จก็ทิ้งคนรักไปทําตามความฝันที่ปารีส และอีกอย่าง มีอา เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่า ศิลปะต้องการผู้ชมและชื่อเสียงถึงจะประสบความสําเร็จ
"เซบาสเตียน" ผู้ชายที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเปียโนแจ๊สที่ต้องรักษาดนตรีแจ๊สให้คงเดิมอยู่ไว้ เซบาสเตียนต้องการจะเปิดไนท์คลับเป็นของตัวเอง และเล่นเปียโนแจ๊สดั้งเดิมที่เขารัก แต่พอนานไป เซบาสเตียน รู้สึกว่าต้องการผู้ชมและชื่อเสียงจึงจะประสบความสําเร็จจึงเข้าร่วมวงดนตรีแม้จะไม่ใช่วงดนตรีแจ๊สดั้งเดิมก็ตาม แสดงให้เห็นว่า เซบาสเตียนเป็นคนที่ยึดมั่นในความฝัน ไม่ย่อท้อแม้แต่ความฝันจะเปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
การแสดงของ Emma Stone กับ Ryan Gosling ถือทําได้ดีมากๆ เพราะต้องใช้พลังกายสูงมาก เพราะทั้งร้องและเต้นเอง แอบมีลุ้นได้Oscar
และอีกอย่างเคมีของทั้ง2คนเข้ากันมากๆ Emmaมีเสน่ห์มากๆ ส่วนRyanก็หล่อเท่ห์สุดๆ
เทคนิค ฉาก และโทนสีของหนังโคตรดีงามมากๆ โดยเฉพาะฉากเต้นรําท่ามกลางดวงดาว La La Land ต้องเป็นหนังที่ถูกกล่าวขวัญไปอีก10-20ปีแน่นอน

ในหนังมี 4 ฤดู คือ
Winter แสดงถึงความเหงา อ้างว้าง โทนสีในฤดูนี้จะใช้สีโทนเย็น อึมทีม สีที่เด่น คือ ฟ้า-ชมพู
Spring แสดงถึงความรักที่กำลังเริ่มต้นโทนสีในฤดูนี้จะใช้สีโทนที่ให้ความรู้สึกร่าเริง
Summer แสดงถึงความรักที่กําลังผลิบาน โทนสีในฤดูนี้จะฉูดฉาดมากที่สุด
Fall แสดงถึงความรักที่ร่วงโรย โทนสีในฤดูนี้จะออกดูเข้มๆ ให้ความรู้สึกโศกเศร้า
สรุป : La La Land เป็นหนังที่เล่าถึงความฝันได้เรียล เจ็บปวด และงดงาม เป็นหนึ่งในหนังเพลงที่ดีที่สุด
ผมจะให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 9.5/10
[CR] [2/2017] Movie Review "La La Land" นครดารา หนังเพลงที่งดงาม
ชื่อไทย : นครดารา
ประเภท :Musical,Romance,Comedy,Drama
เรท : PG-13
ความยาว : 128 นาที
ผู้กำกับ : Damien Chazelle
นักแสดง : Emma Stone, Ryan Gosling, J.K. Simmons
เรื่องย่อ : La La Land บอกเล่าถึงเรื่องราวของ เซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิ่ง) หนุ่มนักเปียโนแจ๊ซที่ได้มีโอกาสพบรักกับ มีอา (เอ็มมา สโตน) นักแสดงสาวดาวรุ่ง แต่แล้วพวกเขาทั้งคู่กลับพบว่า... การตั้งใจในการทำงานเพื่อไล่ตามความฝันของแต่ละฝ่าย ดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหง จนถึงขั้นทำให้พวกเขาต้องแยกจากกันในที่สุด
รีวิว : หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกว่า "La La Land" เป็นหนังที่อุทิศและเคารพแก่หนังยุค50-60 นึกถึงกลิ่นอายของ Gone With The Wind เป็นหนังที่ใช้เทคนิคยุคเก่าแต่ดําเนินเรื่องในสมัยใหม่ หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับความฝันของ มีอา ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง และ เซบาสเตียน ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเปียโนแจ๊ส หนังพูดถึงเรื่องความฝันของคนได้โคตร Real มากๆ พูดถึงความเจ็บปวดของความฝันได้อย่างดีงาม ว่าในโลกความจริง คนเราไม่ได้ทําตามความฝันได้สําเร็จกันทุกคน บางคนถึงกับท้อแล้วไม่ทำตามความฝันอีก พอมาอีกทีก็สายไปแล้ว ถือว่า La La Land เป็นหนังเพลงที่งดงามอีกเรื่องนึงในทศวรรษนี้
Spoil Aler!!
วิเคราะห์ตัวละคร : เริ่มจาก "มีอา" ผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดงชื่อดังมีอา เป็นคนที่มีความพยายามในการตามล่าความฝัน แม้จะไม่สำเร็จ เธอก็พยายามล่าฝันไปเรื่อยๆ แต่พอไปถึงจุดอิ่มตัว โดนคนอื่นว่า ก็ทําให้อับอาย ท้อแท้ เลิกตามความฝันไป แต่ยังดีที่เซบาสเตียนช่วยเอาไว้ได้ พอมีอาทําตามความฝันสําเร็จแล้วแยกทางกับเซบาสเตียนไปปารีส แล้วไม่คืนดีกับเซบาสเตียน แสดงให้เห็นว่า มีอา เป็นคนรักตัวเอง เพราะเมื่อทําตามฝันสําเร็จก็ทิ้งคนรักไปทําตามความฝันที่ปารีส และอีกอย่าง มีอา เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่า ศิลปะต้องการผู้ชมและชื่อเสียงถึงจะประสบความสําเร็จ
"เซบาสเตียน" ผู้ชายที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเปียโนแจ๊สที่ต้องรักษาดนตรีแจ๊สให้คงเดิมอยู่ไว้ เซบาสเตียนต้องการจะเปิดไนท์คลับเป็นของตัวเอง และเล่นเปียโนแจ๊สดั้งเดิมที่เขารัก แต่พอนานไป เซบาสเตียน รู้สึกว่าต้องการผู้ชมและชื่อเสียงจึงจะประสบความสําเร็จจึงเข้าร่วมวงดนตรีแม้จะไม่ใช่วงดนตรีแจ๊สดั้งเดิมก็ตาม แสดงให้เห็นว่า เซบาสเตียนเป็นคนที่ยึดมั่นในความฝัน ไม่ย่อท้อแม้แต่ความฝันจะเปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
การแสดงของ Emma Stone กับ Ryan Gosling ถือทําได้ดีมากๆ เพราะต้องใช้พลังกายสูงมาก เพราะทั้งร้องและเต้นเอง แอบมีลุ้นได้Oscar
และอีกอย่างเคมีของทั้ง2คนเข้ากันมากๆ Emmaมีเสน่ห์มากๆ ส่วนRyanก็หล่อเท่ห์สุดๆ
เทคนิค ฉาก และโทนสีของหนังโคตรดีงามมากๆ โดยเฉพาะฉากเต้นรําท่ามกลางดวงดาว La La Land ต้องเป็นหนังที่ถูกกล่าวขวัญไปอีก10-20ปีแน่นอน
Winter แสดงถึงความเหงา อ้างว้าง โทนสีในฤดูนี้จะใช้สีโทนเย็น อึมทีม สีที่เด่น คือ ฟ้า-ชมพู
Spring แสดงถึงความรักที่กำลังเริ่มต้นโทนสีในฤดูนี้จะใช้สีโทนที่ให้ความรู้สึกร่าเริง
Summer แสดงถึงความรักที่กําลังผลิบาน โทนสีในฤดูนี้จะฉูดฉาดมากที่สุด
Fall แสดงถึงความรักที่ร่วงโรย โทนสีในฤดูนี้จะออกดูเข้มๆ ให้ความรู้สึกโศกเศร้า
สรุป : La La Land เป็นหนังที่เล่าถึงความฝันได้เรียล เจ็บปวด และงดงาม เป็นหนึ่งในหนังเพลงที่ดีที่สุด
ผมจะให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 9.5/10