ตลาดนมทารก-เด็กเล็กฝุ่นตลบ เผยกฎหมายใหม่เข้มสุด ๆ ห้ามโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดแบบเบ็ดเสร็จทุกรูปแบบ!!

ตลาดนมทารก-เด็กเล็กฝุ่นตลบ เผยกฎหมายใหม่เข้มสุด ๆ ห้ามโฆษณา-ส่งเสริมการตลาดแบบเบ็ดเสร็จทุกรูปแบบ ผู้ประกอบการวิ่งวุ่นยื่น สนช.ขอผ่อนปรน 3 ประเด็น ด้านสมาคมโฆษณาฯ หวั่นเม็ดเงินหายปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ...ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของ สนช. โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญหลัก ๆ อาทิ การกำหนดบทนิยามของคำว่า "ทารก" คือ เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน "เด็กเล็ก" คือ เด็กอายุเกิน 12 เดือนจนถึง 3 ขวบ รวมทั้งการกำหนดคำนิยามของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก และในส่วนของการควบคุมการส่งเสริมการตลาด จะระบุถึงเรื่องของการห้ามการโฆษณา ห้ามส่งเสริมการตลาด การห้ามจัดหรือให้การสนับสนุนการจัดประชุม จัดอบรม การสัมมนาทางวิชาการ รวมทั้งระบุห้ามในกรณีของการบริจาคอาหารทารกและเด็กเล็ก และมีการกำหนดโทษ เช่น จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 แสนบาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นต้น

แพทย์หญิงกิติมา ยุทธวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เบื้องต้นพบว่าจะมีผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่าย เนื่องจากจะไม่สามารถทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อสื่อสารหรือให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภคได้ทั้งทางตรงทางอ้อม

นอกจากยอดขายที่อาจจะได้รับผลกระทบแล้ว อาจมีผลต่อเนื่องในแง่ของการลงทุน การจ้างงานด้วย ที่ผ่านมาบริษัทสมาชิกที่ประกอบด้วยบริษัทผู้ผลิตนม 6 บริษัท คือ แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส, ดูเม็กซ์, มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน, เนสท์เล่ (ไทย), เนสท์เล่ (ไทย) แผนกธุรกิจไวเอท นิวทริชั่น และแปซิฟิค เฮลธ์แคร์ จะมีการลงทุนรวมกันราว 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อถามว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลกระทบกับตลาดรวมอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กอย่างไร แพทย์หญิงกิติมากล่าวว่า

"มีผลกระทบ เพราะช่องทางขายไม่สามารถทำกิจกรรมได้เหมือนอาหารอื่น ๆ หรือยกตัวอย่าง กรณีของร้านขายยาที่ขายนมหรืออาหารสำหรับเด็ก เภสัชกรประจำร้านซึ่งอาจจะเป็นเจ้าของร้านด้วย จะไม่สามารถให้ข้อมูลกับคนที่เข้ามาซื้อนม และการให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับนมก็อาจจะผิดกฎหมาย"

แพทย์หญิงกิติมาย้ำว่า ที่สำคัญที่สุดคือ ข้อห้ามต่าง ๆ ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ อาจจะส่งผลกระทบด้านโภชนาการกับเด็ก เพราะนมและอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมเพียงพอสำหรับทารกและเด็กเล็กซึ่งขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร และเป็นอาหารเด็กที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสารอาหารสำหรับเด็กและความสะดวกของผู้ปกครอง ถูกควบคุมด้วยกฎหมายดังกล่าว

ขณะที่อาหารอื่นที่ไม่เหมาะกับเด็ก ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หาซื้อได้ง่าย กลับไม่ถูกควบคุม อาจทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าเหล่านั้นแทน เพราะขาดข้อมูลที่เพียงพอ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าผู้บริโภคจำเป็น และควรที่จะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องในการนำไปพิจารณาในการประกอบการตัดสินใจในการซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมาคมได้ยื่นจดหมายถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้พิจารณาในข้อเสนอ 3 ประเด็น คือ 1.สมาคมมีความเห็นว่า ขอให้จำกัดขอบเขตของร่าง พ.ร.บ.นี้ เฉพาะทารกแรกเกิดถึง 12 เดือนเท่านั้น อายุตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไปไม่ควรคุม เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อโภชนาการเด็ก ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ 2.อาหารทางการแพทย์ไม่ควรถูกควบคุมตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น นมสำหรับเด็กแพ้ นมสำหรับเด็กย่อยอาหารบางอย่างไม่ได้ นมสำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด และ 3.สมาคมขอเวลาปรับตัว จากที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ให้เวลา 6 เดือน ขอเป็น 1 ปีครึ่ง เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องเตรียมทั้งคน ทั้งเงิน การผลิต การจัดจำหน่าย การเปลี่ยนฉลากที่จะต้องไปขอขึ้นทะเบียนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโฆษณาและเจ้าของสินค้า เนื่องจากเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ห้ามโฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 0-3 ขวบ ครอบคลุมทั้งสื่อบีโลว์เดอะไลน์และอะโบฟเดอะไลน์ จากเดิมที่ข้อกำหนดของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ห้ามเจ้าของสินค้ากลุ่มนี้โฆษณานม อาหารสำหรับทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบเท่านั้น แต่สามารถโฆษณาสินค้ากลุ่มเด็กที่มีอายุ 1-3 ขวบขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม คงจะต้องพิจารณารายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งว่าจะกระทบกับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมโฆษณามากน้อยเพียงใด

"ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการนมเด็กจะใช้งบฯโฆษณาในแต่ละปีโดยเฉลี่ยประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท ผ่านสื่อทีวี เคเบิลทีวี ทีวีดิจิทัล แมกาซีน อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ อินสโตร์มีเดีย สื่อวิทยุ และสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ และหากตามกฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาและการทำกิจกรรมทางการตลาด อาจจะทำให้เม็ดเงินจำนวนนี้หายไป"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นมสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปมีมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2557) แบ่งเป็นตลาดนมผง 7,162 ล้านบาท และนมยูเอชที 4,233 ล้านบาท ซึ่งในตลาดนี้มีผู้เล่นหลัก ๆ ได้แก่ ดูเม็กซ์, มี้ด จอห์นสัน และเนสท์เล่

ประเทศผู้ส่งออกนมผงคัดค้าน

มีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เข้ามาว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรอง หลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ (WHO International code of Marketing of Breast-Milk Substitutes) จากที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 63 (WHA) ในปี 2553 ผ่านมาอีก 6 ปีจึงได้เข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากที่ถูกประเทศผู้ผลิตนมผง อาทิ สหภาพยุโรป-สหรัฐ-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ แสดงความกังวลในองค์การการค้าโลก (WTO) ในข้อที่ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกีดกันทางการค้าเกินความจำเป็น อาทิ การห้ามไม่ให้โฆษณาผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงสำหรับทารกและเด็กเล็ก การมีบทลงโทษให้จำคุกผู้ฝ่าฝืน ซึ่งขัดต่อหลักความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) แต่ฝ่ายไทยได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีการบังคับใช้กับสินค้าอาหารทดแทนนมแม่จากทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการประติบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation Treatment-MFN)


ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1479631989

------------------------------------------------------------------------


เรารู้สึกว่าผลกระทบมันจะตามมาหลายเรื่องๆ ในแง่ของการทำงานแล้ว เราจะไม่สามารถโปรโมท ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในหลายๆแง่เลยนะครับ นมแม่ยังไงก็ดีกว่านมผง อันนี้ใช่ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะมีน้ำนม และนมผงจะช่วยตรงนี้ในหลายๆบริบท พอออกมาเป็นแบบนี้จะส่งผลกระทบถึงหลายๆฝ่าย ฝ่ายตัวสินค้าเอง ยอดขายกระทบแน่ๆ และจะกระทบถึงพนง.ตัวเล็กๆ ฝั่งโฆษณา ปีๆหนึ่งมีโฆษณาหลายตัวมากครับที่เป็นเม็ดเงินหมุนเวียน ถ้าไม่ทำโฆษณาก็เท่ากับฝั่งวงการนี้ขาดสินค้าตัวหนี่งที่นิยมทำโฆษณาใหม่ๆออกมาเลย แถมคำว่า โฆษณา ไม่ได้มีแค่ออนแอร์ทีวีซีนะครับ ทั้งอีเว้นท์ บูธ และอื่นๆที่ส่งเสริมการขาย จะไม่สามารถทำได้เลย

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
การตลาด การโฆษณา นมผงในไทย
ละเมิดข้อห้ามของ WHO ทุกข้อ
ถามว่าทำไมห้ามในประเทศที่พัฒนาเเล้ว บริษัทพวกนี้ถึงไม่มีปัญหา
นั่นก็เพราะประชาชนเขามีความรู้ กฎหมายเด็ดขาด เเละประชาชนมีจรรยาบรรณ

ไม่ได้ดันทุรัง โฆษณาเกินจริง ซื้อตัวบุคลากรทางการเเพทย์ หรือใช้ช่องทางเเย่ๆ เพื่อเข้าถึงเเม่เเละเด็ก
ทุกวันนี้คุณปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า เนื้อหาจากบริษัทนมผง มันมอมเมามาก
เเม่ที่มีการศึกษาเท่านั้นที่รู้เท่าทัน เเต่ก็เป็นส่วนน้อยของประเทศ
ประเทศไทยคนชั้นล่างมีเยอะกว่า เเละเชื่อโฆษณากันเยอะมาก
เเน่นอนว่าถ้าห้ามโฆษณา ผลกระทบเยอะ เเต่มันคือผลกระทบเพื่อให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้น

ในเด็กหรือเเม่ที่มีปัญหา คุณหมอเเน่นำเองเเหละค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก
เเต่ถ้าคุณค้าขายโดยใช้สุขภาพของคนระยะยาว คุณต้องมีจริยธรรม เเละจรรยาบรรณมากกว่านี้นะ
จะออกมาดิ้น เพราะขายโฆษณาไม่ได้ หรือขายของไม่ได้ มันเรื่องของคุณค่ะ ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่หรือคนส่วนใหญ่ต้องมารับรู้
ดีเสียอีกนะ มันเป็นโจทย์ที่ยาก เเต่ถ้าคุณฝ่ามันไปได้ เเสดงว่าคุณมีฝีมือจริง ไม่ต้องพึ่งสื่อ พึ่งโฆษณา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่