คุณเคยนั่งอยู่เฉยๆ...แล้วใครไม่รู้มาปล้นชีวิตหรือไม่

ครบปีแล้วที่ไม่ได้ทำงานอะไรเลย นอกจากธุรกิจที่หลายๆ คนเกลียดชังที่สุด แต่ผมกลับชอบมากที่สุด นั่นก็คือธุรกิจเครือข่าย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ผมจะเล่าให้ฟังว่าเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ผมเจออะไรมา ซึ่งถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจว่างงานประจำจนถึงทุกวันนี้

เมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนปี 2558 ผมได้เข้าไปทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งตามปกติ ไม่สาย ไม่ขาดงาน เข้าออกตามระเบียบบริษัททุกประการ สโลกแกนการทำงานของผมคือ ไม่เล่นการเมืองในองค์กรทุกชนิด และไม่ชอบการโกงทุกรูปแบบ ใครอยากโกงอะไร เชิญตามสะดวก เอาที่สบายใจ วันนั้นผมมีธุระที่จะต้องลงไปทำเรื่องขอเอกสารใบรับรองเงินเดือนจากฝ่ายบุคคล เพื่อจะนำไปใช้ในการสมัครเรียนต่อปริญญาโท แต่หลังจากที่ขึ้นมาเพื่อนั่งทำงานตามปกติได้เพียง 20 นาที กลับมีโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลว่าให้ลงไปพบ ผมเลยเอะใจว่าเอกสารทำเรื่องเสร็จเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่ผมก็ตัดสินใจลงไป และเมื่อไปพบ ผมได้รับการชี้แจงว่าผมถูกส่งตัวคืนด้วยเหตุผล "ความสามารถในตำแหน่งไม่เหมาะสมกับงานที่ทำอยู่ในขณะนี้" ผมเลยแปลกใจว่าเฮ้ย นั่งทำงานมา 10 เดือน ส่งตัวคืนกันง่ายแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้ากันเลยเหรอ บอกล่วงหน้ากันสักนิดก็ไม่มี ผมเลยเริ่มรู้สึกไม่ดี แต่ก็ทำได้เพียงแค่รับฟัง ซึ่งตอนนั้นฝ่ายบุคคลแจ้งว่า และเนื่องจากผมไม่ได้กระทำความผิดอะไร และช่วงนี้เป็นช่วงนี้ไม่มีตำแหน่งให้ลงงาน บริษัทจึงจะให้ผมใช้วันหยุดงานที่เหลือ ทั้งลาป่วย ลากิจที่เหลือทั้งหมด ซึ่งจะครบ 15 วันพอดี และอีก 30 วันในเดือนถัดไป จากนั้นผมจึงได้แจ้งให้ผู้จัดการส่วนได้รับทราบว่า ผมถูกส่งตัวคืนแล้ว ผู้จัดการส่วนได้ตอบกลับมาว่า

"พี่รู้แล้ว เพราะพี่เป็นคนทำคำสั่งนั้นเอง พี่ทำตามคำสั่งของผู้จัดการฝ่ายที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ เค้าบอกให้เอาผมออกไป แม้พี่จะคัดค้านแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พี่ไม่มีทางเลือก พี่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้เราจะได้หน่วยงานใหม่หรือที่ทำงานใหม่อย่างไร พี่ขอให้เธอโชคดี และพี่รู้ว่าพี่จะต้องบอกคุณพ่อแน่ ดังนั้นพี่ฝากขอโทษคุณพ่อด้วย" ผมได้บอกส่วนไปว่าผมลงไปทำเอกสาร ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งมาเขียนสมัครงานตำแหน่งที่ผมทำด้วย ผู้จัดการส่วนบอกว่า "เค้านั่นแหละ ที่จะมาทำงานแทนผม เค้าต้องการเอาแก็สออกมาแล้วเอาคนนั้นเข้ามาแทน " ส่วนยังขอผมว่า "ขอให้ผมออกไปให้เงียบที่สุด เพราะผู้จัดการฝ่ายคนนี้ไม่ธรรมดา ผมเอาเรื่องอะไรกับเค้าไม่ได้หรอก"

หลังจากนั้นผมก็ได้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับคุณพ่อผม คุณพ่อบอกว่าให้ถอยออกมาเลย ไม่ต้องทำงานอีกต่อไปแล้ว ส่วนผู้จัดการฝ่ายคนนั้นก็ไม่ต้องไปยุ่งอีกแล้ว ปล่อยมันไป ซึ่งผมเองก็รู้สึกมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้ว่าจะทำยังไง นึกภาพคนนั่งทำงานมา 10 เดือน เข้าร่วมประชุมทำงานมาตลอด และประกอบกับสถานการณ์ช่วงปลายปี 58 ที่ต่างคนก็รู้ว่าถ้าตกงานขึ้นมาหล่ะก็ แทบจะไม่ต่างอะไรกับคนตายที่ยังหายใจทิ้งไปในบ้านแน่นอน วันนั้นข้าวผมก็ไม่ได้กิน คุยกับใครก็ไม่ได้คุยมาก เพราะมัวแต่คิดว่าจะหาทางจัดการกับปัญหานี้ยังไง ผมกลับบ้าน ผมก็คิดถึงแต่เรื่องนี้ตลอด จนหน้าดำและเคร่งเครียดไปหมด

วันต่อมา ผมจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่คาดคิดคือการขอเข้าพบผู้บริหารสูงสุดของบริษัท เพื่อขอความเมตตา แต่ผมเลือกที่จะไม่บอกเรื่องนี้กับใครเพราะผมอาศัยประสบการณ์จากการที่ผมเคยเป็นนักข่าวว่าสามารถเข้าพบได้

วันนั้นผมตั้งใจไปขอพบท่านดีๆ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ฟังและขอคำแนะนำ โดยผมก็เดินเข้าไปหาเลขาหน้าของท่านตามปกติ ซึ่งเลขาหน้าห้องก็ได้บอกกับผมว่า ท่านไม่อยู่ ท่านไปทำงานข้างนอก และก็ได้แนะนำว่าให้ผมลองไปพบ รองฝ่ายทรัพยากรบุคคล ท่านอาจจะให้คำแนะนำได้ ผมจึงกราบขอบพระคุณเลขาและก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน แต่หลังจากนั่งโต๊ะทำงานได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ผมกลับได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบุคคลว่าให้ลงไปพบ แต่ตอนนั้นใจผมและหัวสมองผมไปหมดแล้ว เมื่อไปถึงผมกลับถูกสอบสวนว่า ผมไปทำอะไรที่ห้องผู้บริหาร จะไปขอคุยกับเค้าทำไม เค้าแจ้งเข้ามาว่าผมเข้าไปหาท่าน แล้วเลขาก็ไม่ให้เข้าพบ ผมบอกว่าผมไปหาจริง และเมื่อเลขาบอกว่าท่านไม่อยู่ ผมก็ลงมา แค่นั้นจบแล้ว แต่เค้าบอกว่าเลขาบอกว่าผมบุกรุกเข้าไป ผมเลยสงสัยว่า บุกรุกไปตรงไหน ขณะเดียวกันผมได้รับโทรศัพท์จากพ่อผมที่ทำงานอยู่บอกว่าผมเข้าตึกไม่ได้แล้ว บริษัทล็อครหัสบัตรพนักงานแล้ว "เค้าหาว่าผมจะไปฆ่าผู้ว่า..." ผมเลยซึมเลย ผมบอกกลับไปว่า ผมจะไปทำอะไรท่านได้ ท่านไม่อยู่ และถึงอยู่ ผมก็ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้น พ่อผมบอกกลับว่าอนาคตหมดแล้ว แก็สทำงานที่นี้ไม่ได้อีกแล้ว เค้าจะแจ้งตำรวจจับผมแล้ว ดีที่ฝ่ายโทรขอไว้ว่าอย่าไปทำ ผมบอกกลับไปเลยว่า อยากจับก็มาจับเลย ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ผมอยู่ฝ่ายบุคคล ผมจะไม่ไปไหนแล้ว ผมอยู่ที่นี่ จะมาหาก็มา จากนั้นก็วางหู ต่อมาผมนั่งรออยู่ ผู้จัดการส่วนโทรมาถามผว่าอยู่ไหน ผมบอกว่าผมอยู่ที่ฝ่ายบุคคล ส่วนบอกว่าผมไม่น่าทำแบบนี้เลย และส่วนบอกให้ผมขึ้นไปหาเค้า ผมบอกว่าไม่ไป ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมไว้ใจใครในตึกนี้ไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่พ่อผม ส่วนก็นิ่งไปสักพักแล้วบอกผมว่า งั้นเดี๋ยวไปหา ผมบอกว่าอยู่ที่ฝ่ายบุคคล จะมาก็มา ต่อมาพ่อผมก็ตามหาผม และส่วนก็โทรกลับมาอีกครั้งบอกให้ผมกลับบ้าน กินข้าว พักผ่อน พรุ่งนี้ไปหาหมอจิตแพทย์ ผมก็ไม่พูดอะไร ขณะเดียวกันพ่อผมก็มาถึง แล้วส่งผมกลับบ้านทันที เมื่อผมถึงบ้าน ผมก็พักผ่อน อยากกินข้าวก็กินไม่ลง ขณะเดียวกันคุณพ่อถามผมว่าที่โต๊ะมีของอะไรบ้างที่เป็นของผม จะเอากลับมาให้ และนั่นก็คือเรื่องราวที่ผมเจอครั้งสุดท้ายในที่ทำงานแห่งนี้ หลังจากนั้น 15 วันต่อมา คุณพ่อผมได้เอาใบลาออกมาให้ผมเขียนในบ้านเลย

ที่ผมเล่าเรื่องนี้ ผมไม่ได้บอกว่างานประจำไม่ดี งานประจำเป็นงานที่ดี และมีเกียรติ แต่ผมเล่าเพื่อจะได้ไม่ต้องมีใครถามสักทีว่าทำไมผมถึงยังว่างงานอยู่ทุกวันนี้ รวมถึงอยากบอกให้รู้ว่าสังคมของการทำงานประจำ มันมีแบบนี้จริงๆ และทุกคนครับผมมีคำถามฝากกลับไปกับคนหลายๆ คนดังต่อไปนี้

1.ถ้าเรื่องนี้คุณได้ประสบพบเจอด้วยตัวเอง ผมถามคำเดียวว่าคุณรู้สึกดีหรือไม่ครับ...เพราะอะไรครับ ???

2.ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือกรรมบริษัท แล้วทราบว่ามีเรื่องราวแบบนี้ ท่านจะทำยังไงครับ ???

3.ในฐานะหัวหน้างานระดับสูงหรือระดับพนักงาน  ผมถามหน่อยครับว่าถ้าเป็นลูกหลานของคุณเองเจอแบบนี้คุณจะรู้สึกดีใจมั้ยครับ ???

ผมไม่ได้ถามคำถามกวนๆ...แต่ผมต้องการคำตอบที่เป็นข้อเท็จจริงแบบจริงๆ ไม่มีกั๊ก เพราะผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงขนาดไหน แต่สำหรับผม มันทำให้ผมเข้าตึกนั้นไม่ได้อีกตลอดชีวิต ทั้งที่ที่แห่งนั้นผมผูกพันธ์มาตลอดตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อผมทำงานที่นั่นมานานกว่า 30 ปี จนผมทราบว่าแผนกไหน หน่วยไหน อยู่ตรงไหน

ผมพูดตรงๆ ว่าทุกวันนี้ผมเหมือนกับชีวิตผมโดนปล้นไป ผมเองก็อายุ 29 ปีแล้ว มาตกงานในช่วงที่หลายบริษัทเองก็กำลังแย่ กว่า 1 ปีที่ผมไม่ได้ทำงานอะไร ทำแต่ธุรกิจเครือข่าย ไม่ใช้เพราะอยากรวยหรือโดนขายฝัน แต่เพราะผมไม่อยากไปเจอเรื่องราวแบบนั้น ผมทำงานประจำมานานกว่า 3 ปี ผมเป็นคนนึงที่กล้าพูดได้ว่าขยันมากๆ เคยเป็นทั้งนักข่าว คีย์ข้อมูล ผู้ประกาศข่าวท้องถิ่น (ผมมีใบผู้ประกาศ) จนถึงตอนนั้นก็ไปเป็นเจ้าหน้าที่วิทยากร และหลังจากนั้นชีวิตผมก็โดนปล้นไปทันที

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ คุณปล้นชีวิต ปล้นโอกาสผมไป แต่คุณปล้นความดีของผมไปไม่ได้...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่