เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นเรื่อง สมมุตินะครับ
ในปี ค.ศ.2100 สภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากทั่วโลก ผลมาจากการทำ QE ในหลายประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นในค่าเงินกระดาษเริ่มหมดไป
ผู้คนที่รู้ล่วงหน้าต่างแปลงเงินเป็นทรัพย์สินก่อนที่เงินจะมีค่าเป็น 0 การใช้จ่ายถูกกำหนดค่าแลกเปลี่ยนใหม่นั่นคือ ค่าหน่วยทองคำ ซึ่งการค้าขายสินค้าได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอัตราการแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ทั่วโลก ผู้ที่มีทองคำจะต้องนำทองคำไปแลกเปลี่ยนที่ธนาคารทองคำ ซึ่งจะได้บัตรทองคำออกมา เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีค่าทองคำในบัตร เพื่อนำไปใช้จ่ายในการซื้อสินค้า หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ
ทองคำถูกนำมาใช้จากทุนสำรองทองคำที่มีอยู่ในประเทศ ณ ขณะนั้นหลังเกิดวิกฤตการณ์ การทิ้งเงินกระดาษทั่วโลก ทำให้ระบบ เศรษฐกิจเรียกได้ว่าเกือบจะล่มสลายผู้คนต่างตกงานและกลับไปทำเกษตรกรรมเหมือนเดิม บางคนก็ร่อนทองไปขายเพื่อจะได้มาซึ่งข้าวกินเพียงหนึ่งมื้อ และเกิดการจรจนในแทบจะทุกพื้นที่ทั่วโลก นี่เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจเงินกระดาษสมัยนั้น
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตัวแทนจากทุกประเทศได้รวมตัวกันประชุมเพื่อแก้ไขปัญหานานกว่า 3 ปี เนื่องจาก เกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบกันอย่างมากมายในด้านเศรษฐกิจ ไม่นานจึงได้ข้อตกลง คือ กำหนดการตั้งค่าทรัพย์สินในการแลกเปลี่ยนใหม่ โดยต่างลงความเห็นว่า ในการที่จะทำให้เกิดความมีเถียรภาพทางด้านการแลกเปลี่ยนมากที่สุด ควรใช้ทองคำเป็นหลักในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน เพราะทองคำเป็นธาตุที่มีความพิเศษหลายอย่างเหมาะสมกับการนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนมากที่สุด ฉะนั้นให้ทุกประเทศนำทองคำมาลงทะเบียนเพื่อกำหนดปริมาณทองคำรวมกันทั่วโลกเพื่อทราบปริมาณที่ทองคำแท้จริง ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ซึ่งประเทศใดที่มีทองคำมากที่สุดในขณะนั้น ได้ขึ้นเป็นมหาอำนาจการค้าเนื่องจากมีอำนาจในใช้จ่ายลงทุนด้านทองคำได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ส่วนประเทศไหนที่มีทองคำสำรองน้อยก็ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกไปเพื่อแลกกับได้ทองคำเข้ามาใช้ในประเทศ และการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เมื่อสิ้นปี ก็จะส่งทองคำที่เป็นทองคำจริงๆไปให้ประเทศคู่ค้าตามส่วนต่างที่หักลบเสร็จแล้วเป็นกำไรหรือขาดทุนหลังการแลกเปลี่ยนสินค้าและการบริการ เพื่อเป็นการยืนยันการมีของทองคำจริงๆ การขนส่งไม่ระบุแน่ชัดเนื่องจากเป็นความลับด้านความปลอดภัย
ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดการขุดค้นหาทองคำทั่วโลกอย่างมากมาย และทองคำที่มีการผลิตขึ้นใหม่ทุกๆปี จะต้องส่งไปลงทะเบียนธนาคารทองคำโลก เพื่อกำหนดปริมาณทองคำที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ป้องกันการมิให้แอบเพิ่มจำนวนตัวเลขของทองคำ โดยที่ทองคำไม่ได้ถูกผลิตขึ้นจริง เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้โลกได้ย้อนกลับมาสู่การแลกเปลี่ยนด้วยทองคำอีกครั้ง
ผมขอย้อนกลับไปเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้นะครับ เมื่อปี ค.ศ. 2008 เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินของสหรัฐ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การปล่อยเงินกู้ยืม และการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง จนทำให้เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัย ของสหรัฐอเมริกาแตก เนื่องจากการปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และข้อเสนอจูงใจในการกู้ และผู้คนที่การคาดการณ์แนวโน้มว่าราคาบ้านจะสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ธนาคารปล่อยกู้ได้ยากขึ้น ซึ่งดอกเบี้ยลอยตัวสูงกว่าราคาบ้านที่คาดการณ์ไว้ ทำให้หลายคน เริ่มไม่สามารถผ่อนบ้านได้ และการทำบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนจ่ายสินค้าที่ซื้อเข้าหลังจากการซื้อที่อยู่อาศัย ยิ่งเป็นตัวเสริมทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก หลายพื้นที่ในสหรัฐ เกิดการผิดชำระหนี้ และมีการยึดทรัพย์สินมากมายอย่างเห็นได้ชัด และปัญหาทางการเงินได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบต่อสถาบันการที่ให้กู้หลายแห่งจากทั่วโลก และใน ปี 2009 เป็น เป็นปีที่รับผลกระทบรุนแรงจนทำให้ GDP รวมของ สหรัฐ กลุ่มสหภาพยุโรป และเอเชียลดลง มีสาเหตุจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาตกต่ำ ทำให้การบริโภคและการลงทุนลดลง ส่งผลให้ประเทศที่ส่งออกสินค้ามาสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ก่อนหน้านั้น FED ใช้นโยบายทางการเงิน โดยลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จนเข้าใกล้ ร้อยละ 0 แต่ยังไม่สามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ จึงต้องใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE
โดย QE1ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่รับการค้ำรับประกันโดยหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น (สรุปคือพิมพ์เงินจ่ายเจ้าหนี้ไปก่อน เพื่อให้เจ้าหนี้รู้ว่าเราจะไม่เบี้ยวนะ)
QE2 อัดฉีดเงินเงินเข้าระบบโดยการปล่อยกู้ไปลงทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง คือ การที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจให้คนกู้มาลงทุนในประเทศ กลับกลายเป็นว่านักลงทุนกู้เงินไปลงทุนที่ต่างประเทศ โดยเน้นไปที่ตลาดเอเชียซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าถึงร้อยละ 5-10 เปอร์เซนต่อปี ซึ่งการทำQE2นี้ ผลประโยชน์ตกไปที่ตลาดหุ้นเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจเริ่มเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างจีน ไทย เวียดนาม ป็นต้น และกลุ่มคนที่เก็งกำไรในตลาดหุ้นก็ได้รับกำไรจากหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน
เงินๆทองๆในจิตนการของผม
ในปี ค.ศ.2100 สภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากทั่วโลก ผลมาจากการทำ QE ในหลายประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นในค่าเงินกระดาษเริ่มหมดไป
ผู้คนที่รู้ล่วงหน้าต่างแปลงเงินเป็นทรัพย์สินก่อนที่เงินจะมีค่าเป็น 0 การใช้จ่ายถูกกำหนดค่าแลกเปลี่ยนใหม่นั่นคือ ค่าหน่วยทองคำ ซึ่งการค้าขายสินค้าได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอัตราการแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ทั่วโลก ผู้ที่มีทองคำจะต้องนำทองคำไปแลกเปลี่ยนที่ธนาคารทองคำ ซึ่งจะได้บัตรทองคำออกมา เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีค่าทองคำในบัตร เพื่อนำไปใช้จ่ายในการซื้อสินค้า หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ
ทองคำถูกนำมาใช้จากทุนสำรองทองคำที่มีอยู่ในประเทศ ณ ขณะนั้นหลังเกิดวิกฤตการณ์ การทิ้งเงินกระดาษทั่วโลก ทำให้ระบบ เศรษฐกิจเรียกได้ว่าเกือบจะล่มสลายผู้คนต่างตกงานและกลับไปทำเกษตรกรรมเหมือนเดิม บางคนก็ร่อนทองไปขายเพื่อจะได้มาซึ่งข้าวกินเพียงหนึ่งมื้อ และเกิดการจรจนในแทบจะทุกพื้นที่ทั่วโลก นี่เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจเงินกระดาษสมัยนั้น
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตัวแทนจากทุกประเทศได้รวมตัวกันประชุมเพื่อแก้ไขปัญหานานกว่า 3 ปี เนื่องจาก เกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบกันอย่างมากมายในด้านเศรษฐกิจ ไม่นานจึงได้ข้อตกลง คือ กำหนดการตั้งค่าทรัพย์สินในการแลกเปลี่ยนใหม่ โดยต่างลงความเห็นว่า ในการที่จะทำให้เกิดความมีเถียรภาพทางด้านการแลกเปลี่ยนมากที่สุด ควรใช้ทองคำเป็นหลักในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน เพราะทองคำเป็นธาตุที่มีความพิเศษหลายอย่างเหมาะสมกับการนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนมากที่สุด ฉะนั้นให้ทุกประเทศนำทองคำมาลงทะเบียนเพื่อกำหนดปริมาณทองคำรวมกันทั่วโลกเพื่อทราบปริมาณที่ทองคำแท้จริง ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ซึ่งประเทศใดที่มีทองคำมากที่สุดในขณะนั้น ได้ขึ้นเป็นมหาอำนาจการค้าเนื่องจากมีอำนาจในใช้จ่ายลงทุนด้านทองคำได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ส่วนประเทศไหนที่มีทองคำสำรองน้อยก็ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ออกไปเพื่อแลกกับได้ทองคำเข้ามาใช้ในประเทศ และการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เมื่อสิ้นปี ก็จะส่งทองคำที่เป็นทองคำจริงๆไปให้ประเทศคู่ค้าตามส่วนต่างที่หักลบเสร็จแล้วเป็นกำไรหรือขาดทุนหลังการแลกเปลี่ยนสินค้าและการบริการ เพื่อเป็นการยืนยันการมีของทองคำจริงๆ การขนส่งไม่ระบุแน่ชัดเนื่องจากเป็นความลับด้านความปลอดภัย
ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดการขุดค้นหาทองคำทั่วโลกอย่างมากมาย และทองคำที่มีการผลิตขึ้นใหม่ทุกๆปี จะต้องส่งไปลงทะเบียนธนาคารทองคำโลก เพื่อกำหนดปริมาณทองคำที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ป้องกันการมิให้แอบเพิ่มจำนวนตัวเลขของทองคำ โดยที่ทองคำไม่ได้ถูกผลิตขึ้นจริง เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้โลกได้ย้อนกลับมาสู่การแลกเปลี่ยนด้วยทองคำอีกครั้ง
ผมขอย้อนกลับไปเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้นะครับ เมื่อปี ค.ศ. 2008 เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินของสหรัฐ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การปล่อยเงินกู้ยืม และการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง จนทำให้เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัย ของสหรัฐอเมริกาแตก เนื่องจากการปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และข้อเสนอจูงใจในการกู้ และผู้คนที่การคาดการณ์แนวโน้มว่าราคาบ้านจะสูงขึ้น แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ธนาคารปล่อยกู้ได้ยากขึ้น ซึ่งดอกเบี้ยลอยตัวสูงกว่าราคาบ้านที่คาดการณ์ไว้ ทำให้หลายคน เริ่มไม่สามารถผ่อนบ้านได้ และการทำบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนจ่ายสินค้าที่ซื้อเข้าหลังจากการซื้อที่อยู่อาศัย ยิ่งเป็นตัวเสริมทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก หลายพื้นที่ในสหรัฐ เกิดการผิดชำระหนี้ และมีการยึดทรัพย์สินมากมายอย่างเห็นได้ชัด และปัญหาทางการเงินได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบต่อสถาบันการที่ให้กู้หลายแห่งจากทั่วโลก และใน ปี 2009 เป็น เป็นปีที่รับผลกระทบรุนแรงจนทำให้ GDP รวมของ สหรัฐ กลุ่มสหภาพยุโรป และเอเชียลดลง มีสาเหตุจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาตกต่ำ ทำให้การบริโภคและการลงทุนลดลง ส่งผลให้ประเทศที่ส่งออกสินค้ามาสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ก่อนหน้านั้น FED ใช้นโยบายทางการเงิน โดยลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จนเข้าใกล้ ร้อยละ 0 แต่ยังไม่สามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ จึงต้องใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือที่เรียกสั้นๆว่า QE
โดย QE1ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่รับการค้ำรับประกันโดยหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น (สรุปคือพิมพ์เงินจ่ายเจ้าหนี้ไปก่อน เพื่อให้เจ้าหนี้รู้ว่าเราจะไม่เบี้ยวนะ)
QE2 อัดฉีดเงินเงินเข้าระบบโดยการปล่อยกู้ไปลงทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง คือ การที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจให้คนกู้มาลงทุนในประเทศ กลับกลายเป็นว่านักลงทุนกู้เงินไปลงทุนที่ต่างประเทศ โดยเน้นไปที่ตลาดเอเชียซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าถึงร้อยละ 5-10 เปอร์เซนต่อปี ซึ่งการทำQE2นี้ ผลประโยชน์ตกไปที่ตลาดหุ้นเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจเริ่มเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างจีน ไทย เวียดนาม ป็นต้น และกลุ่มคนที่เก็งกำไรในตลาดหุ้นก็ได้รับกำไรจากหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน