คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
ประโยชน์จากการอ่านสามก๊กไม่ได้มีแค่มิติเดียวอย่างที่เข้าใจครับ
มันไม่ใช่เรื่องของการทันคนไม่ทันคน...หรือเป็นเรื่องของการเอาสิ่งที่อ่านจากสามก๊กไปเล่นเล่ห์เอาชนะการแก่งแย่งในสังคมอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ
สามก๊กไม่ใช่สิ่งที่เอาไปอ่านเพื่อทำเรื่องแบบนั้น
สามก๊กเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสาตร์...มันเป็นโรงละครโรงใหญ่ที่มีความสมจริงซึ่งสามารถให้ความรู้ต่อผู้อ่านได้ไม่สิ้นสุด..คุณก็จะมองเห็นภาพชีวิตที่สมจริงหลาย ๆ อย่างที่เขาต้องการสื่อผ่านตัวละคร...
คนในอดีตที่เคยบอกว่า อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้ ก็เป็นความเห็นที่ไร้สาระที่สุด...ไม่ได้สัมผัสเศษเสี้ยวของความงดงามของวรรณกรรมชิ้นเอกนี้เลยครับ
ยิ่งคุณอ่านมากรอบขึ้น..ยิ่งคุณได้อ่านตอนอายุมากขึ้นในแต่ละช่วงอายุ ตอนอายุ 13 23 33 43 มันจะไม่เป็นเพียงการอ่านวรรณกรรมเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ...แต่คณจะได้แนวคิดบางอย่างที่คุณไม่สามารถมองเห็นตอนคุณอ่านเมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้
ผู้คนในสามก๊ก....ต่างเป็นบุคคลที่สามารถเจอได้ในสังคมปัจจุบัน เช่น
คนที่เอาประโยชน์เป็นที่ตั้งไม่สนคุณธรรมอย่าง ลิโป้
เป็นคนดีกับพวกพ้องครอบครัวตัวเองแต่เป็นคนถ่อยกับคนอื่นอย่าง เตียวหุย
สร้างชื่อมาชั่วชีวิต ทำผิดมหันต์ครั้งเดียว ชื่อเสียไปตลอดกาลอย่าง อิกิ๋ม
คนดีสัตย์ซื่อมาตลอดชีพแต่มาพลาดทำผิดมหันต์ทว่ายอมรับและสำนึกได้ ยังมีโอกาสแก้ตัวอย่าง ลิเงียม
คนทรยศไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากผุ้คนอย่าง เบ้งตัด
ลูกผู้ชายมีหลักการน่านับถือ แต่โดนชื่อเสียงและคำป้อยอทำให้หลงลำพองกลายเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างและโอหังอวดดีหลงตัวเองอย่าง กวนอู
นอกจากนี้ได้เห็นกรณีตัวอย่างในหลาย ๆ ประเด็น
จะลองยกมาซักตัวอย่าง " มุมมองในการจัดการกับกระแสโลกของแต่ละบุคคล "
- มุมมองของ สุมาเต็กโช และสานุศิษย์ผู้ใฝ่อิสระสุขสันโดษ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พวกเขาคือผู้ที่สอดคล้องกับปรัชญาเต๋า...ทำตัวให้สอดคล้องกับกระแส...ปล่อยให้เรื่องราวมันพัฒนาไปตามธรรมชาติของมัน...ถ้าราชวงศ์ฮั่นจะล่มมันก็ต้องล่ม...เหตุที่ราชวงศ์ฮั่นเสื่อมมันก้มีเหตุมีผลของมันสะสมมาอย่างยาวนาน...มันมีเหตุผลสมควรที่จะต้องล่ม
คนกลุ่มนี้คือผู้ที่สังเกตการณ์ยุคสมัย...เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงจากมุมที่เห็นได้กว้างเพราะไม่ได้พาตัวเข้าไปอยู่ในวังวน...
คนเหล่านี้ศึกษาความเป็นไปของโลกตั้งแต่อดีตมาอย่างยาวนาน...ค้นพบสัจจธรรมและวัฎจักร..การรุ่งและการดับ
เรื่องการเกิดการดับของราชวงส์เป็นเรื่องที่เขาคาดการณ์ได้ว่ามันจะต้องเกิดและดับซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ในอนาคต...ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมชาติก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในวังวนหรือพยายามสวนกระแส..อยู่เป็นผู้สังเกตุการณ์ทำตามตามกระแสไปเรื่อย ๆ ดีกว่า
ความจริงปรัชญาเต๋าสามารถตอบทุกเรื่องราวในจักรวาลได้..แต่ผู้คนมักไม่ยอมรับในคำตอบนั้น..เพราะมันขัดกับนิสัยของคนเรา..ซึ่งนำไปสู่มุมมองในการจัดการยุคสมัยที่แตกต่างกันของแต่ละคน
- มุมมองของ จูกัดเหลียง ขงเบ้ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ขงเบ้งเป็นคนฉลาด....เรื่องวัฎจักรของยุคสมัยเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจดี
ทว่าความเข้าใจและทำใจมันไม่เหมือนกัน
ในสังคมชาวจีนยกย่องปรัชญาของทั้ง ขงจื๊อ และ เต๋า
ขงจื๊อให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมให้เข้าใกล้กับความสงบสุขในอุดมคติให้ได้มากที่สุด...ส่วนเต๋าให้ความสำคัญกับการไม่ฝืนกระแสและไม่หาประโยชน์จากกระแส
ทั้งสองปรัชญามีความสอดคล้องและขัดแย้งกันอยู่ในหลักการปฏิบัติ...สอดคล้องกันในแง่ที่แสวงหาสังคมที่สงบสุขเหมือนกันแต่ขัดแย้งกันเรื่องการปฏิบัติตัวในทางโลก
อย่างกรณีของขงเบ้งนี้...เข้าใจความเป็นไปของโลกตามคำสอนของเล่าจื๊อ...แต่ก็ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อมาตุภูมิตามคำสอนของขงจื๊อ
เขาเข้าใจว่าราชวงศ์ฮั่นน่าจะสิ้นอายุขัย....แต่ใจเขาก็ยังอยากใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อช่วยชาติ
เพราะอย่างนั้นเขาเลือกที่จะเร้นกายอยู่ในชนบท...แต่หูยังคอยเงี่ยฟังสถานการณ์บ้านเมือง....รอเจ้านายที่เป็นความหวังของแผ่นดิน
เขาจึงตั้งมาตรฐานเจ้านายไว้สูง...เจ้านายที่มีปณิธานกู้ชาติ...เจ้านายที่มีความจริงใจไปเชิญเขาถึง 3 ครั้ง...เจ้านายที่ไม่ถือตัวเย่อหยิ่ง....เจ้านายที่ไม่มองเขาเป็นหนุ่มชาวนาชนบทไร้ประวัติการทำงาน..แต่มองเห็นความสามารถของเขา...เจ้านายที่รู้จักชีวิตของชาวบ้านเพราะเคยเป็นชาวบ้าน..เจ้านายที่ล้มเหลวกี่ครั้งท้อถอยกี่คราก็ยังกลับมายืนกรานปณิธานเดิม...เจ้านายอย่างเล่าปี่
คนที่เป็นอย่าง ขงเบ้ง น่าจะทุกข์ใจมาก....เพราะเขาเข้าใจดีว่ากำลังกระทำการสวนกระแสแต่เขาไม่กระทำไม่ได้
พอเข้ามาอยู่ในวังวนแล้ว..มีเรื่องของหน้าที่ บุญคุณ เข้ามาเกี่ยวข้อง...ถึงเขาจะพบว่าการรับใช้เจ้านายคนต่อมามีแต่ความสิ้นหวังและอยากถอนตัวในภายหลังก็ถอนตัวไม่ได้
เขาเลือกที่จะกันลูกหลานให้ออกจากวังวนนี้..ด้วยการไม่สนับสนุนให้ลูกหลานได้รับฐานันดรหรือโอกาสในการรับราชการหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว...หวังให้ลูกหลานทำนาตามอัตภาพ...แต่ลูกหลานของเขาก็ไม่ได้ทำตามนั้นจนพบจุดจบที่น่าเศร้า
- มุมมองของ เล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ฮั่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มุมมองของเล่าปี่ต่างจากขงเบ้ง...เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขาล้วน ๆ ที่จะธำรงค์วงศ์ฮั่นของเขาไว้
ในยามกลียุคที่กระแสการสิ้นราชวงศ์กำลังดำเนินไป...ผู้ที่มีปณิธานแบบนี้เป็นผู้ที่ทุกข์ทรมาน...เพราะเขาก็ไม่มีตัวเลือกเป็นการเลือกอยู่เฉย ๆ แบบคนอย่างขงเบ้ง..แต่เขามีตัวเลือกเดียวคือต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อยืดอายุวงศ์ของเขาให้อยู่ต่อไปให้นานที่สุด
แต่ในอีกแง่หนึ่ง...เขาก็มีความสุขกว่าคนแบบขงเบ้ง...เพราะการที่เขามีตัวเลือกเดียวทำให้เขาไม่ต้องทรมานใจไปกับความลังเล...ไม่ว่าผิดพลาดกี่ครั้งก็มีแค่ต้องเดินหน้าต่อไปทางเดียว
พยายามอย่างสุดความสามารถเพราะมันเป็นหน้าที่
- มุมมองของ ผู้ที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ( เล่าเปียว เล่าเจี้ยง กองซุนของ )
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไม่มีความคิดจะกอบกู้..ทำลาย หรือ สร้าง อะไรทั้งสิ้น...เขาเพียงรักษาสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ได้ก็เพียงพอแล้ว
พวกเขาเหล่านี้คือผู้ประคองตัวอยู่ในกระแส...ไม่ฝืนและไม่ตามกระแส..แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะละทางโลกจนเป็นผู้สังเกตการ์ได้แบบกรณีของ สุมาเต็กโช
อาจเพราะพวกเขาเหล่านี้...บางคนอยู่ในวังวนจนไม่อาจสลัดหลุด..บางคนยังคงไม่อาจละกิเลศทางโลกจนต้องว่ายอยู่ในวังวน
คนแบบนี้ไม่อาจกำหนดชะตาของตนเองในกลียุคได้เลย..ความอยู่รอดของพวกเขามันอยู่ที่ว่า..สิ่งที่เขามีอยู่มีความสำคัญขนาดไหน
ถ้ามันสำคัญมากอย่างเล่าเปียวซึ่งครอง เกงจิ๋ว และ เอ็กจิ๋ว ซึ่งเป็นชัยภูมิสำคัญ...ถึงเขาไม่คิดละโมบของคนอื่น...คนอื่นก็จะมาแย่งดินแดนของเขาอยู่ดี
แต่ถ้ามันเป็นชายแดนห่างไกลไม่จำเป็นต้องไปแย่งยึดอย่าง เลียวตั๋ง ของ กองซุนของ และไม่ก่อปัญหา เขาก็ปล่อยให้อยู่ต่อไปได้...ยกเว้นจะก่อเรื่องแบบ กองซุนเอี๋ยน
คนลักษณะนี้อาจไม่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่....แต่ก็มีความหนักใจไม่น้อยที่จะรักษาสิ่งที่ตัวเองมีให้คงอยู่ต่อไปได้...เป็นประเภทที่กลัวความเปลี่ยนแปลง
- มุมมองของ ผู้มักใหญ่ใฝ่สูง ( โจโฉ ตั๋งโต๊ะ อ้วนเสี้ยว ลิโป้ )
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เขามองเห็นกระแสของการล่มสลายของราขวงศ์และกลียุคเป็นโอกาส
คำว่ามักใหญ่ใฝ่สูงไม่ได้จำกัดความถึงแค่การครองแผ่นดิน...แต่ละคนมีเป้าหมายต่างกันไป...บางคนหวังชื่อเสียง...บางคนหวังเงินทอง...บางคนหวังตำแหน่ง
คนแบบนี้จึงมีมากที่สุด
พวกเขาเป็นผู้ที่ว่ายตามกระแสของการสูญสิ้นราขวงส์...เข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการต่อสู้แย่งชิง...พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นปณิธานอะไรมากมาย...จึงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจกับกระแสที่ไม่เป็นใจต่ออุดมการณ์ของพวกเขาแบบคนประเภท เล่าปี่ หรือ ขงเบ้ง
เพียงแต่ภายในวังวนของการต่อสู้แย่งชิงที่พวกเขากระโดดเข้าไปร่วม...มีผู้ชนะน้อยคนเหลือเกิน
คนเหล่านี้คือผู้ที่มองเห็นโอกาสจากกลียุค...แต่มองไม่เห็นสัจธรรมของความรุ่งเรืองและแตกดับ
เรียกได้ว่าไม่ฝืนกระแสในปัจจุบัน...แต่ไม่ยอมรับความเสื่อมที่จะเกิดในอนาคต
คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง...แต่บางทีนี่อาจเป็นความโฉดเขลา โลภ และเห็นแก่ตัว ที่คิดว่าตัวเองและลูกหลานจะเป็นผู้ชนะไปตลอดกาลนาน...แต่ยังไงก็ต้องยอมรับว่าคนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด..มชีวิตชีวาที่สุด..และคนที่จะยุติกลียุคก็ต้องเป็นคนประเภทนี้เแทบทั้งสิ้น
ประเด็นของกระแสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดกาล...ไม่มีคำว่ายุคใหม่หรือยุคเก่า...และคนที่มองกระแสโลกในต่างมุมมองเหล่านี้ก็ยังคงมีต่อไป...ไม่มีคำว่าล้าสมัยครับ
การเลือกมีมุมมองแบบใดก็เกิดขึ้นเองตามความคิด การศึกษา และประสบการณ์ ที่คน ๆ นั้นบ่มเพาะมา..ไม่มีผิดไม่มีถูก...อยู่ที่การชั่งน้ำหนักว่าเป็นแบบไหนสบายใจกว่า
นี่คือตัวอย่างนึงในหลาย ๆ อย่างของสิ่งที่ผมได้จากการอ่านสามก๊กครับ
มันไม่ใช่เรื่องของการทันคนไม่ทันคน...หรือเป็นเรื่องของการเอาสิ่งที่อ่านจากสามก๊กไปเล่นเล่ห์เอาชนะการแก่งแย่งในสังคมอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ
สามก๊กไม่ใช่สิ่งที่เอาไปอ่านเพื่อทำเรื่องแบบนั้น
สามก๊กเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสาตร์...มันเป็นโรงละครโรงใหญ่ที่มีความสมจริงซึ่งสามารถให้ความรู้ต่อผู้อ่านได้ไม่สิ้นสุด..คุณก็จะมองเห็นภาพชีวิตที่สมจริงหลาย ๆ อย่างที่เขาต้องการสื่อผ่านตัวละคร...
คนในอดีตที่เคยบอกว่า อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้ ก็เป็นความเห็นที่ไร้สาระที่สุด...ไม่ได้สัมผัสเศษเสี้ยวของความงดงามของวรรณกรรมชิ้นเอกนี้เลยครับ
ยิ่งคุณอ่านมากรอบขึ้น..ยิ่งคุณได้อ่านตอนอายุมากขึ้นในแต่ละช่วงอายุ ตอนอายุ 13 23 33 43 มันจะไม่เป็นเพียงการอ่านวรรณกรรมเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ...แต่คณจะได้แนวคิดบางอย่างที่คุณไม่สามารถมองเห็นตอนคุณอ่านเมื่อตอนอายุน้อยกว่านี้
ผู้คนในสามก๊ก....ต่างเป็นบุคคลที่สามารถเจอได้ในสังคมปัจจุบัน เช่น
คนที่เอาประโยชน์เป็นที่ตั้งไม่สนคุณธรรมอย่าง ลิโป้
เป็นคนดีกับพวกพ้องครอบครัวตัวเองแต่เป็นคนถ่อยกับคนอื่นอย่าง เตียวหุย
สร้างชื่อมาชั่วชีวิต ทำผิดมหันต์ครั้งเดียว ชื่อเสียไปตลอดกาลอย่าง อิกิ๋ม
คนดีสัตย์ซื่อมาตลอดชีพแต่มาพลาดทำผิดมหันต์ทว่ายอมรับและสำนึกได้ ยังมีโอกาสแก้ตัวอย่าง ลิเงียม
คนทรยศไม่เคยได้รับความไว้วางใจจากผุ้คนอย่าง เบ้งตัด
ลูกผู้ชายมีหลักการน่านับถือ แต่โดนชื่อเสียงและคำป้อยอทำให้หลงลำพองกลายเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างและโอหังอวดดีหลงตัวเองอย่าง กวนอู
นอกจากนี้ได้เห็นกรณีตัวอย่างในหลาย ๆ ประเด็น
จะลองยกมาซักตัวอย่าง " มุมมองในการจัดการกับกระแสโลกของแต่ละบุคคล "
- มุมมองของ สุมาเต็กโช และสานุศิษย์ผู้ใฝ่อิสระสุขสันโดษ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พวกเขาคือผู้ที่สอดคล้องกับปรัชญาเต๋า...ทำตัวให้สอดคล้องกับกระแส...ปล่อยให้เรื่องราวมันพัฒนาไปตามธรรมชาติของมัน...ถ้าราชวงศ์ฮั่นจะล่มมันก็ต้องล่ม...เหตุที่ราชวงศ์ฮั่นเสื่อมมันก้มีเหตุมีผลของมันสะสมมาอย่างยาวนาน...มันมีเหตุผลสมควรที่จะต้องล่ม
คนกลุ่มนี้คือผู้ที่สังเกตการณ์ยุคสมัย...เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงจากมุมที่เห็นได้กว้างเพราะไม่ได้พาตัวเข้าไปอยู่ในวังวน...
คนเหล่านี้ศึกษาความเป็นไปของโลกตั้งแต่อดีตมาอย่างยาวนาน...ค้นพบสัจจธรรมและวัฎจักร..การรุ่งและการดับ
เรื่องการเกิดการดับของราชวงส์เป็นเรื่องที่เขาคาดการณ์ได้ว่ามันจะต้องเกิดและดับซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ในอนาคต...ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมชาติก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในวังวนหรือพยายามสวนกระแส..อยู่เป็นผู้สังเกตุการณ์ทำตามตามกระแสไปเรื่อย ๆ ดีกว่า
ความจริงปรัชญาเต๋าสามารถตอบทุกเรื่องราวในจักรวาลได้..แต่ผู้คนมักไม่ยอมรับในคำตอบนั้น..เพราะมันขัดกับนิสัยของคนเรา..ซึ่งนำไปสู่มุมมองในการจัดการยุคสมัยที่แตกต่างกันของแต่ละคน
- มุมมองของ จูกัดเหลียง ขงเบ้ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ขงเบ้งเป็นคนฉลาด....เรื่องวัฎจักรของยุคสมัยเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจดี
ทว่าความเข้าใจและทำใจมันไม่เหมือนกัน
ในสังคมชาวจีนยกย่องปรัชญาของทั้ง ขงจื๊อ และ เต๋า
ขงจื๊อให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมให้เข้าใกล้กับความสงบสุขในอุดมคติให้ได้มากที่สุด...ส่วนเต๋าให้ความสำคัญกับการไม่ฝืนกระแสและไม่หาประโยชน์จากกระแส
ทั้งสองปรัชญามีความสอดคล้องและขัดแย้งกันอยู่ในหลักการปฏิบัติ...สอดคล้องกันในแง่ที่แสวงหาสังคมที่สงบสุขเหมือนกันแต่ขัดแย้งกันเรื่องการปฏิบัติตัวในทางโลก
อย่างกรณีของขงเบ้งนี้...เข้าใจความเป็นไปของโลกตามคำสอนของเล่าจื๊อ...แต่ก็ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อมาตุภูมิตามคำสอนของขงจื๊อ
เขาเข้าใจว่าราชวงศ์ฮั่นน่าจะสิ้นอายุขัย....แต่ใจเขาก็ยังอยากใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อช่วยชาติ
เพราะอย่างนั้นเขาเลือกที่จะเร้นกายอยู่ในชนบท...แต่หูยังคอยเงี่ยฟังสถานการณ์บ้านเมือง....รอเจ้านายที่เป็นความหวังของแผ่นดิน
เขาจึงตั้งมาตรฐานเจ้านายไว้สูง...เจ้านายที่มีปณิธานกู้ชาติ...เจ้านายที่มีความจริงใจไปเชิญเขาถึง 3 ครั้ง...เจ้านายที่ไม่ถือตัวเย่อหยิ่ง....เจ้านายที่ไม่มองเขาเป็นหนุ่มชาวนาชนบทไร้ประวัติการทำงาน..แต่มองเห็นความสามารถของเขา...เจ้านายที่รู้จักชีวิตของชาวบ้านเพราะเคยเป็นชาวบ้าน..เจ้านายที่ล้มเหลวกี่ครั้งท้อถอยกี่คราก็ยังกลับมายืนกรานปณิธานเดิม...เจ้านายอย่างเล่าปี่
คนที่เป็นอย่าง ขงเบ้ง น่าจะทุกข์ใจมาก....เพราะเขาเข้าใจดีว่ากำลังกระทำการสวนกระแสแต่เขาไม่กระทำไม่ได้
พอเข้ามาอยู่ในวังวนแล้ว..มีเรื่องของหน้าที่ บุญคุณ เข้ามาเกี่ยวข้อง...ถึงเขาจะพบว่าการรับใช้เจ้านายคนต่อมามีแต่ความสิ้นหวังและอยากถอนตัวในภายหลังก็ถอนตัวไม่ได้
เขาเลือกที่จะกันลูกหลานให้ออกจากวังวนนี้..ด้วยการไม่สนับสนุนให้ลูกหลานได้รับฐานันดรหรือโอกาสในการรับราชการหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว...หวังให้ลูกหลานทำนาตามอัตภาพ...แต่ลูกหลานของเขาก็ไม่ได้ทำตามนั้นจนพบจุดจบที่น่าเศร้า
- มุมมองของ เล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ฮั่น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มุมมองของเล่าปี่ต่างจากขงเบ้ง...เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขาล้วน ๆ ที่จะธำรงค์วงศ์ฮั่นของเขาไว้
ในยามกลียุคที่กระแสการสิ้นราชวงศ์กำลังดำเนินไป...ผู้ที่มีปณิธานแบบนี้เป็นผู้ที่ทุกข์ทรมาน...เพราะเขาก็ไม่มีตัวเลือกเป็นการเลือกอยู่เฉย ๆ แบบคนอย่างขงเบ้ง..แต่เขามีตัวเลือกเดียวคือต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อยืดอายุวงศ์ของเขาให้อยู่ต่อไปให้นานที่สุด
แต่ในอีกแง่หนึ่ง...เขาก็มีความสุขกว่าคนแบบขงเบ้ง...เพราะการที่เขามีตัวเลือกเดียวทำให้เขาไม่ต้องทรมานใจไปกับความลังเล...ไม่ว่าผิดพลาดกี่ครั้งก็มีแค่ต้องเดินหน้าต่อไปทางเดียว
พยายามอย่างสุดความสามารถเพราะมันเป็นหน้าที่
- มุมมองของ ผู้ที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ( เล่าเปียว เล่าเจี้ยง กองซุนของ )
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ไม่มีความคิดจะกอบกู้..ทำลาย หรือ สร้าง อะไรทั้งสิ้น...เขาเพียงรักษาสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ได้ก็เพียงพอแล้ว
พวกเขาเหล่านี้คือผู้ประคองตัวอยู่ในกระแส...ไม่ฝืนและไม่ตามกระแส..แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะละทางโลกจนเป็นผู้สังเกตการ์ได้แบบกรณีของ สุมาเต็กโช
อาจเพราะพวกเขาเหล่านี้...บางคนอยู่ในวังวนจนไม่อาจสลัดหลุด..บางคนยังคงไม่อาจละกิเลศทางโลกจนต้องว่ายอยู่ในวังวน
คนแบบนี้ไม่อาจกำหนดชะตาของตนเองในกลียุคได้เลย..ความอยู่รอดของพวกเขามันอยู่ที่ว่า..สิ่งที่เขามีอยู่มีความสำคัญขนาดไหน
ถ้ามันสำคัญมากอย่างเล่าเปียวซึ่งครอง เกงจิ๋ว และ เอ็กจิ๋ว ซึ่งเป็นชัยภูมิสำคัญ...ถึงเขาไม่คิดละโมบของคนอื่น...คนอื่นก็จะมาแย่งดินแดนของเขาอยู่ดี
แต่ถ้ามันเป็นชายแดนห่างไกลไม่จำเป็นต้องไปแย่งยึดอย่าง เลียวตั๋ง ของ กองซุนของ และไม่ก่อปัญหา เขาก็ปล่อยให้อยู่ต่อไปได้...ยกเว้นจะก่อเรื่องแบบ กองซุนเอี๋ยน
คนลักษณะนี้อาจไม่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่....แต่ก็มีความหนักใจไม่น้อยที่จะรักษาสิ่งที่ตัวเองมีให้คงอยู่ต่อไปได้...เป็นประเภทที่กลัวความเปลี่ยนแปลง
- มุมมองของ ผู้มักใหญ่ใฝ่สูง ( โจโฉ ตั๋งโต๊ะ อ้วนเสี้ยว ลิโป้ )
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เขามองเห็นกระแสของการล่มสลายของราขวงศ์และกลียุคเป็นโอกาส
คำว่ามักใหญ่ใฝ่สูงไม่ได้จำกัดความถึงแค่การครองแผ่นดิน...แต่ละคนมีเป้าหมายต่างกันไป...บางคนหวังชื่อเสียง...บางคนหวังเงินทอง...บางคนหวังตำแหน่ง
คนแบบนี้จึงมีมากที่สุด
พวกเขาเป็นผู้ที่ว่ายตามกระแสของการสูญสิ้นราขวงส์...เข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการต่อสู้แย่งชิง...พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นปณิธานอะไรมากมาย...จึงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจกับกระแสที่ไม่เป็นใจต่ออุดมการณ์ของพวกเขาแบบคนประเภท เล่าปี่ หรือ ขงเบ้ง
เพียงแต่ภายในวังวนของการต่อสู้แย่งชิงที่พวกเขากระโดดเข้าไปร่วม...มีผู้ชนะน้อยคนเหลือเกิน
คนเหล่านี้คือผู้ที่มองเห็นโอกาสจากกลียุค...แต่มองไม่เห็นสัจธรรมของความรุ่งเรืองและแตกดับ
เรียกได้ว่าไม่ฝืนกระแสในปัจจุบัน...แต่ไม่ยอมรับความเสื่อมที่จะเกิดในอนาคต
คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง...แต่บางทีนี่อาจเป็นความโฉดเขลา โลภ และเห็นแก่ตัว ที่คิดว่าตัวเองและลูกหลานจะเป็นผู้ชนะไปตลอดกาลนาน...แต่ยังไงก็ต้องยอมรับว่าคนประเภทนี้มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด..มชีวิตชีวาที่สุด..และคนที่จะยุติกลียุคก็ต้องเป็นคนประเภทนี้เแทบทั้งสิ้น
ประเด็นของกระแสเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดกาล...ไม่มีคำว่ายุคใหม่หรือยุคเก่า...และคนที่มองกระแสโลกในต่างมุมมองเหล่านี้ก็ยังคงมีต่อไป...ไม่มีคำว่าล้าสมัยครับ
การเลือกมีมุมมองแบบใดก็เกิดขึ้นเองตามความคิด การศึกษา และประสบการณ์ ที่คน ๆ นั้นบ่มเพาะมา..ไม่มีผิดไม่มีถูก...อยู่ที่การชั่งน้ำหนักว่าเป็นแบบไหนสบายใจกว่า
นี่คือตัวอย่างนึงในหลาย ๆ อย่างของสิ่งที่ผมได้จากการอ่านสามก๊กครับ
สมาชิกหมายเลข 1518220 ทึ่ง, song jin young ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 806063 ถูกใจ, aonzilla ทึ่ง, ขุนไกรครับผม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2318810 ถูกใจ, สิงห์บลูผงาดฟ้า ถูกใจ, Nit Kamenrider ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ถ้าอ่านสามก๊ก จนจำเนื้อเรื่องได้หมด จดจำอุปนิสัยตัวละครทุกตัว และใจความสำคัญได้หมดจะทำให้ทันคนหมดทุกประเภทได้เลยเหรอครับ
ทำให้จุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเรา และจุดอ่อน จุดแข็ง ของอีกฝ่าย
และสามารถใข้ทดสอบอุปนิสัยตัวเองและคนอื่นๆ ได้ว่าสามารถเป็นผู้บริหารที่เก่งกาจได้หรือไม่ ได้อีกด้วย
ถ้าเป็นคนหัวอ่อน ไม่ทันคน แล้วมาเป็นผู้บริหารมีหวังเจ๊งเหมือนเล่าเสี้ยนแน่ๆ
สำหรับผม เล่ห์เหลี่ยมพัฒนาไปตามยุคสมัย จนในตำราสามก๊กไม่สามารถใช้ได้ในบางเหตุการณ์