ทีแรกจะตอบกระทู้นี้ครับ
http://pantip.com/topic/35592251 พิมพ์ไปพิมพ์มาพิมพ์ไม่หยุด เลยจัดตั้งเป็นกระทู้ซะเลย
สมาชิกที่ชื่อเฮียเลือดมีส่วนผลักดันให้ผมอยากพูดอะไรในห้องศาสนาคริสต์ส่วนหนึ่งครับ... (ผมเห็นล่าสุดคุณเข้าไปกระทู้ผม http://pantip.com/topic/35568090 ตอบว่า "ผมเข้าใจแล้วครับ"... ไม่ทราบเข้าใจอะไรครับ ?)
ผมเข้าคริสตจักรในวันอาทิตย์... ในฐานะผู้สนใจ มาได้ ๖-๗ ครั้ง (ไม่แน่ใจ) แล้วครับ...
ก็ไม่เห็นมีพี่เลี้ยงมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชผมนะครับ...
หรืออาจจะภายหลังการรับเชื่อ... ถึงจะมีพี่เลี้ยง ? ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน...
ตอนนี้... ผมก็เรียนเกี่ยวกับหลักความเชื่อ/พระคริสตธรรมคัมภีร์ตอนเช้าก่อนเข้านมัสการ ๑ ชม. และเรียนอีกทีรอบบ่ายถึงบ่ายสาม (๒ ชม.)
ก็จะมี... วิทยากรท่านนึงที่จะคอยกำชับ เรื่องความเชื่อ, เรื่องการเฝ้าเดี่ยว, อธิษฐาน อะไรทำนองนี้น่ะครับ...
ผมก็พูดกับเขาตรง ๆ ว่า ผมก็ยังไม่ค่อยได้อ่านพระคัมภีร์เท่าไหร่นักครับ... แต่ผมจะอธิษฐานตอนเช้า (เดี๋ยวนี้เริ่มอ่านพระคัมภีร์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้า ราว ๆ ตี๕ โดยประมาณ) ส่วนเฝ้าเดี่ยวผมก็บอกเขาว่ายังไม่ค่อยเข้าใจครับ...
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วผมจะไปถึงความเชื่อความศรัทธาตรงนั้นรึเปล่านะครับ...
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า... พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือผม เลือกผมรึเปล่านะครับ...
หลาย ๆ อย่าง... ผมก็ยังคงใช้สติปัญญาของผมในการจัดการชีวิตด้วยตัวเอง...
(แต่เวลาอธิษฐาน ก็ทูลต่อพระองค์ว่า... ให้พระองค์ทรงนำ เสมอ ๆ - -')
จะว่าผมดื้อก็ได้ครับ... แถมผมยังมีความสนใจศึกษา (ฉันทะ) ความรู้ทางพุทธด้วยนะครับ...
ผมสังเกตดูแล้ว... ทางพุทธนี่ชำนาญทางจิตมากครับ...
ส่วนทางคริสต์นั้น... ไม่ค่อยปรากฏ เนื้อหาแนวนี้เท่าไหร่... (เช่น เรื่องเจตสิก, ปฏิจจสมุปบาท, กิเลสชนิดต่าง ๆ)
คุณดูในกระทู้ที่ผมตั้งก็ได้ครับ... เป็นเกี่ยวกับเรื่องจิต ๆ ที่ผมใคร่ศึกษาอยู่
มันคือการเข้าไปในจิตใจตัวเอง และดูสภาวะต่าง ๆ ที่มันมีอยู่...
ผมต้องการสร้างความเป็นระบบระเบียบภายในที่มันยังสับสน คลุมเครือให้เกิดขึ้นชัดเจน
กระนั้นก็ตาม... สำหรับคริสตชนที่ท่านได้เชื่อและศรัทธาในพระเจ้าแล้ว... ท่านอาจไม่มาสนใจเรื่องนี้ หรือสนใจแบบที่ผมใคร่สนใจ
เพราะท่านได้ให้พระเจ้าทรงนำ ทรงเลี้ยง ทรงไว้ในพระหัตถ์... เป็นต้น
((หรือท่านอาจไม่ติดข้องเรื่องจิต ๆ แบบนี้ (ฮา) เลยก้าวข้ามเรื่องจิต ๆ หรือไม่ได้ตระหนักถึงไป))
เหตุที่ผมสนใจเข้าคริสตจักร ศึกษาและได้อธิษฐานถึงทุกวันนั้นคือเรื่อง "ความรัก" ครับ...
ผมรู้สึกว่าพุทธไม่เติมเต็มในส่วนนี้เท่าไหร่
ความรักเป็นพลัง เป็นความรู้สึก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก... หากโลกไร้ซึ่งความรัก โลกนี้จะธำรงค์ไว้ซึ่งสันติสุขอยู่อีกหรือ ?
ก็คงจะมีแต่การฆ่าฟันไปแล้ว... และสิ่งสร้างสรรค์ทั้งหลายก็คงจะหามีไม่... (สิ่งสร้างสรรค์ตรงข้ามกับทำลาย)
ผมอธิษฐานทุกวัน ถึงเรื่อง "ความรัก"
ขอให้ผมได้สัมผัสความรักของพระเจ้า ขอให้ความรักนั้นเกิดขึ้นแก่จิตใจผม ขอให้ผมเป็นคนที่มีความรัก ขอให้ผมได้รักพระองค์ และเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ ใช้ชีวิตโดยมีความรักมากขึ้นในทุกวัน... รักพระองค์มากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น รักพ่อแม่ และคนอื่น ๆ มากยิ่ง ๆ ขึ้น
ไม่แน่ว่าเมื่อมนุษย์ผู้ใดในหัวใจนั้นเต็มไปด้วยความรัก... เรื่องราวที่ติดข้อง (ความทุขก์) ต่าง ๆ ภายในจิตใจนั้นก็หายไป
ผมคิดว่าเมื่อคุณมีความรักอยู่เต็มหัวใจ... คุณก็จะมีแต่ความคิดดี ๆ คิดบวก
ก็เป็นอย่างเดียวกันกับทางพุทธที่ว่า... เราไม่อาจเปลี่ยนภายนอกได้ แต่เราจัดการแก้ไขภายในจิตใจเราได้
มันคือตัวเดียวกัน
ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมีในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน (ฟิลิปปี 4:12)
และผมมักคิดว่า... พระเจ้าให้อิสระกับการเลือกดำเนินชีวิตของเรานะ... ผมสามารถจะทำอะไรก็ได้ ที่สามัญสำนึกผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย... แต่..แต่ผมก็อธิษฐานอีกว่า... หากอะไรที่พระองค์เห็นว่าไม่สมควร ไม่เป็นที่พอพระทัย ขอพระองค์ประทานอภัยให้ผมด้วย...
ผมเสมือนเด็กที่ไม่รู้... ขอให้พระองค์ทรงนำ ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ได้เลย
ความรักอาจจะเป็นคำตอบทุกอย่างในชีวิตผม เมื่อมีความรักแล้ว... กิเลสก็มลายหายไป... และบางทีกิเลสนั้นก็คือผีมารซาตานที่กำลังทำงานอยู่ในโลกก็ได้ครับ... เมื่อมีความรัก แล้ว... ผีมารซาตานอาจจะทำเราได้แค่กาย... แต่ไม่อาจทำใจหรือจิตวิญญาณเราให้ไปตามอำนาจมันได้...
ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น (1ยอห์น4:16)
...หากพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา จะมีสิ่งใดที่เราต้องเกรงกลัว...
ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษ และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์ (1ยอห์น4:18)
บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข (มัทธิว11:28)
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา (ยอห์น14:6 )
ขอบคุณที่ร่วมอ่านกันมา ณ ตรงนี้ ด้วยครับ ^ ^ หวังว่าคงจะมีชื่นชมยินดีและสันติสุขในจิตใจร่วมกัน
ปิดท้ายด้วยข้อพระธรรมหนุนใจท่านทั้งหลายจาก [2 ยอห์น 1:2-3]
.....เพราะเห็นแก่ความจริงที่อยู่ในเราทั้งหลาย และซึ่งจะดำรงอยู่กับเราเป็นนิตย์ ขอพระกรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณ และสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และจากพระเยซูคริสต์เจ้าพระบุตรแห่งพระบิดา สถิตอยู่กับท่านทั้งหลายในความจริงและในความรัก.....
จะตอบกระทู้ พิมพ์ซะยาว เลยเอามาตั้งกระทู้เล่าสู่กันฟัง... ให้พี่น้องคริสตชนได้ผ่านตา อ่านเล่น ๆ เพลิน ๆ กันไปครับ
สมาชิกที่ชื่อเฮียเลือดมีส่วนผลักดันให้ผมอยากพูดอะไรในห้องศาสนาคริสต์ส่วนหนึ่งครับ... (ผมเห็นล่าสุดคุณเข้าไปกระทู้ผม http://pantip.com/topic/35568090 ตอบว่า "ผมเข้าใจแล้วครับ"... ไม่ทราบเข้าใจอะไรครับ ?)
ผมเข้าคริสตจักรในวันอาทิตย์... ในฐานะผู้สนใจ มาได้ ๖-๗ ครั้ง (ไม่แน่ใจ) แล้วครับ...
ก็ไม่เห็นมีพี่เลี้ยงมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชผมนะครับ...
หรืออาจจะภายหลังการรับเชื่อ... ถึงจะมีพี่เลี้ยง ? ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน...
ตอนนี้... ผมก็เรียนเกี่ยวกับหลักความเชื่อ/พระคริสตธรรมคัมภีร์ตอนเช้าก่อนเข้านมัสการ ๑ ชม. และเรียนอีกทีรอบบ่ายถึงบ่ายสาม (๒ ชม.)
ก็จะมี... วิทยากรท่านนึงที่จะคอยกำชับ เรื่องความเชื่อ, เรื่องการเฝ้าเดี่ยว, อธิษฐาน อะไรทำนองนี้น่ะครับ...
ผมก็พูดกับเขาตรง ๆ ว่า ผมก็ยังไม่ค่อยได้อ่านพระคัมภีร์เท่าไหร่นักครับ... แต่ผมจะอธิษฐานตอนเช้า (เดี๋ยวนี้เริ่มอ่านพระคัมภีร์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้า ราว ๆ ตี๕ โดยประมาณ) ส่วนเฝ้าเดี่ยวผมก็บอกเขาว่ายังไม่ค่อยเข้าใจครับ...
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วผมจะไปถึงความเชื่อความศรัทธาตรงนั้นรึเปล่านะครับ...
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า... พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือผม เลือกผมรึเปล่านะครับ...
หลาย ๆ อย่าง... ผมก็ยังคงใช้สติปัญญาของผมในการจัดการชีวิตด้วยตัวเอง...
(แต่เวลาอธิษฐาน ก็ทูลต่อพระองค์ว่า... ให้พระองค์ทรงนำ เสมอ ๆ - -')
จะว่าผมดื้อก็ได้ครับ... แถมผมยังมีความสนใจศึกษา (ฉันทะ) ความรู้ทางพุทธด้วยนะครับ...
ผมสังเกตดูแล้ว... ทางพุทธนี่ชำนาญทางจิตมากครับ...
ส่วนทางคริสต์นั้น... ไม่ค่อยปรากฏ เนื้อหาแนวนี้เท่าไหร่... (เช่น เรื่องเจตสิก, ปฏิจจสมุปบาท, กิเลสชนิดต่าง ๆ)
คุณดูในกระทู้ที่ผมตั้งก็ได้ครับ... เป็นเกี่ยวกับเรื่องจิต ๆ ที่ผมใคร่ศึกษาอยู่
มันคือการเข้าไปในจิตใจตัวเอง และดูสภาวะต่าง ๆ ที่มันมีอยู่...
ผมต้องการสร้างความเป็นระบบระเบียบภายในที่มันยังสับสน คลุมเครือให้เกิดขึ้นชัดเจน
กระนั้นก็ตาม... สำหรับคริสตชนที่ท่านได้เชื่อและศรัทธาในพระเจ้าแล้ว... ท่านอาจไม่มาสนใจเรื่องนี้ หรือสนใจแบบที่ผมใคร่สนใจ
เพราะท่านได้ให้พระเจ้าทรงนำ ทรงเลี้ยง ทรงไว้ในพระหัตถ์... เป็นต้น
((หรือท่านอาจไม่ติดข้องเรื่องจิต ๆ แบบนี้ (ฮา) เลยก้าวข้ามเรื่องจิต ๆ หรือไม่ได้ตระหนักถึงไป))
เหตุที่ผมสนใจเข้าคริสตจักร ศึกษาและได้อธิษฐานถึงทุกวันนั้นคือเรื่อง "ความรัก" ครับ...
ผมรู้สึกว่าพุทธไม่เติมเต็มในส่วนนี้เท่าไหร่
ความรักเป็นพลัง เป็นความรู้สึก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก... หากโลกไร้ซึ่งความรัก โลกนี้จะธำรงค์ไว้ซึ่งสันติสุขอยู่อีกหรือ ?
ก็คงจะมีแต่การฆ่าฟันไปแล้ว... และสิ่งสร้างสรรค์ทั้งหลายก็คงจะหามีไม่... (สิ่งสร้างสรรค์ตรงข้ามกับทำลาย)
ผมอธิษฐานทุกวัน ถึงเรื่อง "ความรัก"
ขอให้ผมได้สัมผัสความรักของพระเจ้า ขอให้ความรักนั้นเกิดขึ้นแก่จิตใจผม ขอให้ผมเป็นคนที่มีความรัก ขอให้ผมได้รักพระองค์ และเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ ใช้ชีวิตโดยมีความรักมากขึ้นในทุกวัน... รักพระองค์มากขึ้น รักตัวเองมากขึ้น รักพ่อแม่ และคนอื่น ๆ มากยิ่ง ๆ ขึ้น
ไม่แน่ว่าเมื่อมนุษย์ผู้ใดในหัวใจนั้นเต็มไปด้วยความรัก... เรื่องราวที่ติดข้อง (ความทุขก์) ต่าง ๆ ภายในจิตใจนั้นก็หายไป
ผมคิดว่าเมื่อคุณมีความรักอยู่เต็มหัวใจ... คุณก็จะมีแต่ความคิดดี ๆ คิดบวก
ก็เป็นอย่างเดียวกันกับทางพุทธที่ว่า... เราไม่อาจเปลี่ยนภายนอกได้ แต่เราจัดการแก้ไขภายในจิตใจเราได้
มันคือตัวเดียวกัน
ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมีในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน (ฟิลิปปี 4:12)
และผมมักคิดว่า... พระเจ้าให้อิสระกับการเลือกดำเนินชีวิตของเรานะ... ผมสามารถจะทำอะไรก็ได้ ที่สามัญสำนึกผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย... แต่..แต่ผมก็อธิษฐานอีกว่า... หากอะไรที่พระองค์เห็นว่าไม่สมควร ไม่เป็นที่พอพระทัย ขอพระองค์ประทานอภัยให้ผมด้วย...
ผมเสมือนเด็กที่ไม่รู้... ขอให้พระองค์ทรงนำ ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ได้เลย
ความรักอาจจะเป็นคำตอบทุกอย่างในชีวิตผม เมื่อมีความรักแล้ว... กิเลสก็มลายหายไป... และบางทีกิเลสนั้นก็คือผีมารซาตานที่กำลังทำงานอยู่ในโลกก็ได้ครับ... เมื่อมีความรัก แล้ว... ผีมารซาตานอาจจะทำเราได้แค่กาย... แต่ไม่อาจทำใจหรือจิตวิญญาณเราให้ไปตามอำนาจมันได้...
ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น (1ยอห์น4:16)
...หากพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา จะมีสิ่งใดที่เราต้องเกรงกลัว...
ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษ และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์ (1ยอห์น4:18)
บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข (มัทธิว11:28)
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา (ยอห์น14:6 )
ขอบคุณที่ร่วมอ่านกันมา ณ ตรงนี้ ด้วยครับ ^ ^ หวังว่าคงจะมีชื่นชมยินดีและสันติสุขในจิตใจร่วมกัน
ปิดท้ายด้วยข้อพระธรรมหนุนใจท่านทั้งหลายจาก [2 ยอห์น 1:2-3]
.....เพราะเห็นแก่ความจริงที่อยู่ในเราทั้งหลาย และซึ่งจะดำรงอยู่กับเราเป็นนิตย์ ขอพระกรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณ และสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดา และจากพระเยซูคริสต์เจ้าพระบุตรแห่งพระบิดา สถิตอยู่กับท่านทั้งหลายในความจริงและในความรัก.....